
ดราม่า “ฮุบกะเพรา” พืชสมุนไพรที่ถูกใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทย ประกอบอาหารคู่ครัวแบบไม่เลือกศาสนา ทั้งพุทธและมุสลิม เป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) และพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง แม้จะไม่ใช่แหล่งปลูกเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เพราะพื้นที่เกษตรกรรมเกือบทั้งหมด หรือราว 80–90% ถูกใช้ไปกับยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน ลองกอง มังคุด
แต่เกษตรกรในพื้นที่ก็ยังมีการปลูกแปลงผสมผสาน ทั้งกะเพราและพืชล้มลุก ในลักษณะสวนครัวหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือแปลงผักอินทรีย์ เกษตรผสมผสานขนาดเล็ก รวมถึงปลูกแซมร่องยางพาราหรือไม้ผลในระยะต้นยังเล็ก เพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนระยะสั้น
สาเหตุที่ไม่ปลูกเชิงพาณิชย์ เนื่องจากภาคใต้ตอนล่างมีสภาพภูมิอากาศแบบมรสุม ฝนตกชุกและยาวนาน แต่กะเพราเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังหรือความชื้นสะสมสูงเกินไป เพราะทำให้เกิดปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า และใบจุด ส่งผลให้การทำฟาร์มกะเพรากลางแจ้งแปลงใหญ่เชิงอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูง
โครงสร้างตลาดจึงพึ่งพาการนำเข้าจากนอกพื้นที่เป็นหลัก กว่า 70–80% ฉะยั้นกะเพราที่วางจำหน่ายตามตลาดสด ตลาดนัด และร้านอาหารตามสั่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงพึ่งพารถขนส่งผักสายใต้ คนพื้นที่นิยมทั้งกะเพราขาว กะเพราแดง หรือกะเพราป่าพื้นบ้านที่ให้กลิ่นหอมแรง
ฉะนั้น กรณีของ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ยื่นขอจดทะเบียนรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เป็นกะเพราในตระกูล “แก้วจุรี 01–04” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งจุดชนวนความวิตกในสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง จึงไม่ได้กระทบกับคนชายแดนใต้โดยตรง แต่ก็ส่งผลทางอ้อมอย่างแน่นอน เพราะถือเป็นผู้บริโภคหลักพื้นที่หนึ่งของประเทศ
@@ ก.เกษตรฯ แจง 3 หลักการ ไม่กระทบคนไทย
ต่อกระแสความตระหนกที่ว่าเกษตรกรหรือชาวบ้านทั่วไปอาจถูกห้ามปลูก ห้ามขาย หรือสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมายเพื่อคลายความกังวล โดยระบุหลักการสำคัญ 3 ประการ
1. การจดทะเบียนของเอกชนจะคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ การยื่นจดทะเบียนดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เฉพาะสายพันธุ์ที่เอกชนพัฒนาขึ้นมาใหม่เป็นการเฉพาะ คือ “แก้วจุรี 01–04” เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงสายพันธุ์ดั้งเดิม
2. ไม่กระทบพันธุ์พื้นบ้าน กะเพราพันธุ์พื้นเมือง กะเพราป่า กะเพราแดง หรือกะเพราขาวตามท้องตลาด รวมถึงที่ประชาชนเพาะปลูกไว้บริโภคหรือจำหน่ายตามร้านอาหารตามสั่ง ยังคงสามารถปลูก ขยายพันธุ์ และค้าขายได้ตามปกติ 100% ไม่มีผู้ใดสามารถยึดสายพันธุ์ดั้งเดิมไปผูกขาดได้
3. ขอบเขตการห้ามตามกฎหมาย มีผลบังคับเฉพาะกรณีการนำ “ส่วนขยายพันธุ์” เช่น เมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ ของสายพันธุ์แก้วจุรี 01–04 ไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์เท่านั้น หากเป็นการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน กฎหมายยังมีข้อยกเว้นไว้ชัดเจน
@@ ใช้ทรัพยากรรัฐ คำถามเชิงผลประโยชน์สาธารณะ

จากการตรวจสอบเบื้องลึกเกี่ยวกับโครงการวิจัยกะเพราสายพันธุ์ใหม่ “แก้วจุรี 01-04” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท ซีพีแรม จำกัด และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) ก็ถูกตั้งคำถามถึงงบประมาณอุดหนุน และสถานะความเป็นหน่วยงานรัฐของมหาวิทยาลัย
ข้อมูลพบว่า โครงการพัฒนาสายพันธุ์และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้ เป็นการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยโดยตรงจากภาคเอกชนแก่มหาวิทยาลัยและทีมนักวิจัย ไม่ใช่การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจากภาษีประชาชน
การถือครองสิทธิ ภายใต้เงื่อนไขสัญญาจ้างวิจัย สิทธิในสายพันธุ์ใหม่ “แก้วจุรี 01–04” ตกเป็นของบริษัทเอกชนผู้ว่าจ้าง ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับสิทธิคุ้มครองแยกต่างหากอีก 1 สายพันธุ์
อย่างไรก็ดี ยังมีคำถามเชิงนโยบายต่อทรัพยากรของรัฐ แม้เงินทุนจะเป็นของเอกชน แต่ก็มีข้อกังขาจริยธรรมและผลประโยชน์สาธารณะว่า การใช้โครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ บุคลากร องค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาของรัฐ และที่สำคัญคือ “ฐานพันธุกรรมพืชพื้นเมืองของชาติ” ไปต่อยอด ควรมีกลไกกำหนดให้มหาวิทยาลัยของรัฐถือครองสิทธิร่วม หรือมีเงื่อนไขแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมและเกษตรกรต้นน้ำมากน้อยเพียงใด
@@ ระยะสั้นไม่กระทบ - ระยะยาวไม่รับประกัน?
ฉะนั้นเมื่อแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางกฎหมายในปัจจุบันกับความเสี่ยงในอนาคต จะเห็นมิติผลกระทบ 2 ด้านอย่างชัดเจน คือ
สถานะปัจจุบัน - ยังไม่กระทบวิถีชีวิต ในมุมของผู้บริโภค พ่อค้าแม่ค้าอาหารตามสั่ง และเกษตรกรทั่วไปยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง กะเพราพื้นบ้านยังคงปลูก กิน ขยายพันธุ์ และค้าขายได้เสรี 100% เนื่องจากเอกชนพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อควบคุมมาตรฐานขนาดใบ กลิ่น และความเผ็ด สำหรับป้อนโรงงานผลิตอาหารพร้อมทาน ของตนเองเป็นหลัก ไม่ได้นำเมล็ดพันธุ์มาวางขายแข่งในตลาดทั่วไป และกฎหมายปัจจุบันคุ้มครองเฉพาะ “ส่วนขยายพันธุ์” ไม่ให้ผู้อื่นนำไปทำซ้ำเพื่อจำหน่ายเชิงการค้าเท่านั้น
ข้อกังวลระยะยาว - ห่วงโซ่อาหารแบบปิด สะท้อนถึงการรุกคืบของระบบเกษตรพันธสัญญาครบวงจร ที่กลุ่มทุนควบคุมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต สายพันธุ์ ปุ๋ย ยา ไปจนถึงช่องทางจัดจำหน่ายปลายทาง ซึ่งอาจบีบให้เกษตรกรอิสระรายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในระบบเสียเปรียบและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในอนาคต
หัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้ภาคประชาสังคมอย่าง “ไบโอไทย” หรือ มูลนิธิชีววิถี และนักวิชาการลุกขึ้นมาส่งเสียงเตือนในกรณีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องใบกะเพรา 4 สายพันธุ์ แต่คือ “กับดักทางกฎหมายในอนาคต”
ปัจจุบัน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ของไทย ยังคงรักษาสมดุลด้วยการมีข้อยกเว้นคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไปได้ ทว่าภายใต้แรงกดดันจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กรอบต่างๆ รัฐบาลไทยมักเผชิญข้อเรียกร้องให้ปรับแก้กฎหมายเพื่อเข้าเป็นภาคี อนุสัญญา UPOV 1991
หากประเทศไทยยอมรับกรอบ UPOV 1991 เมื่อใด สิทธิของเจ้าของพันธุ์พืชจะถูกขยายให้ครอบคลุมไปถึง “ผลผลิต” และ “ผลิตภัณฑ์แปรรูป” รวมถึงลิดรอนสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งจะแปรสภาพวิถีปฏิบัติดั้งเดิมของเกษตรกรไทยให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันที
กรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราของกลุ่มทุนใหญ่ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่ข้อพิพาทเรื่องสิทธิทางการเกษตร แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนให้สังคมไทยร่วมกันตรวจสอบสัญญาความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน ตลอดจนจับตานโยบายทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐบาล ว่าจะปกป้องฐานทรัพยากรชีวภาพและอธิปไตยทางอาหารของชาติไว้ได้มากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะในวันที่ทุนเกษตรอุตสาหกรรมกำลังก้าวล่วงเข้าไปถึง “ก้นครัว” ของคนไทยทั้งประเทศ
@@ ยันปิดทางจดทะเบียนทับสิทธิ์พันธุ์พื้นเมือง

นางศศิญา ปาตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบายเรื่องนี้ว่า การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่มีขั้นตอนการตรวจสอบลักษณะประจำพันธุ์อย่างเข้มงวด ต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความแตกต่างจากพันธุ์เดิมและสายพันธุ์ที่มีอยู่จริง จึงจะสามารถรับขึ้นทะเบียนได้ ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่สามารถนำพันธุ์กะเพราพื้นเมืองมาจดทะเบียนทับสิทธิ์ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากทางกรมวิชาการเกษตรมีฐานข้อมูลทางพันธุกรรม (DNA) และลักษณะประจำพันธุ์ของกะเพราพื้นเมืองเดิมบันทึกไว้อย่างชัดเจน
นางศศิญา ระบุรายละเอียดว่า ปัจจุบันมีกะเพราที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์รวม 5 สายพันธุ์ แบ่งเป็นของ บริษัท ซีพีแรม จำกัด จำนวน 4 สายพันธุ์ และของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
"สำหรับกะเพราของซีพีแรมทั้ง 4 สายพันธุ์ ปลูกในพื้นที่จำกัดขอบเขตเพื่อใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของบริษัทเท่านั้น เช่น คัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสำหรับทำผัดกะเพราเนื้อ หรือทำเป็นกะเพราแห้ง โดยส่งเสริมให้ปลูกเฉพาะในกลุ่มลูกไร่ของบริษัท ไม่มีการนำเมล็ดพันธุ์ออกมาวางจำหน่ายทั่วไป และรูปร่างลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ใบหยาบและใบใหญ่ ทั้งกะเพราแดงและกะเพราขาว แตกต่างจากท้องตลาดชัดเจน”
“ดังนั้น ในท้องตลาดยังซื้อ ขาย และบริโภคได้ตามปกติ กฎหมายคุ้มครองเฉพาะการห้ามจำหน่ายเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์เพื่อไปแข่งขันทางการค้าเท่านั้น ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ไม่ได้กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน" นางศศิญา กล่าว
@@ หมดอายุการคุ้มครอง ย่อมตกเป็น “สาธารณะ”

ด้าน นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงแนวทางเดียวกันว่า หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มีขั้นตอนทางวิชาการที่ชัดเจน โดยสายพันธุ์ใหม่ที่จะได้รับการคุ้มครองต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม และต้องเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัตินิ่งแล้ว ไม่กลายพันธุ์ ที่สำคัญพันธุ์ดั้งเดิมมีบันทึกคุณลักษณะประจำพันธุ์ไว้อยู่แล้ว หากนำมาขอจดทะเบียนแล้วพบว่าเหมือนเดิม กรมฯ ย่อมไม่รับจดทะเบียนเด็ดขาด
นายกฤษ กล่าวอีกว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเปรียบเสมือนการให้สิทธิทางปัญญาเพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย นักวิจัย หรือเอกชน ก็สามารถยื่นขอได้ภายใต้สิทธิที่เท่าเทียมกัน เมื่อหมดอายุการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด สายพันธุ์เหล่านั้นก็จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่นเดียวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรยา
“กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าเรารักษาสิทธิของประชาชนและเกษตรกร ไม่มีทางปล่อยให้นำพันธุ์ดั้งเดิมมาจดเป็นของเอกชนรายหนึ่งรายใด ในขั้นตอนการยื่นขอยังมีกระบวนการประกาศแจ้งเวียนตามระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลและยื่นคัดค้านได้ เป็นขั้นตอนมาตรฐานเหมือนการทำประชาพิจารณ์ กระแสที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความเข้าใจผิดแล้วส่งต่อข้อมูลจนเกิดความตระหนกตกใจ จึงขอให้ประชาชนและเกษตรกรสบายใจ เพราะสิทธิของสาธารณะไม่มีใครสามารถนำไปผูกขาดเป็นสิทธิเฉพาะตัวได้” โฆษกกระทรวงเกษตรฯ ระบุ
@@ กฎหมายเปิดช่องคัดค้านได้ตลอด

ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงกระบวนการและหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์พืชใหม่ของประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ใช้การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) หรือเครื่องหมายโมเลกุลเป็นเกณฑ์หลัก แต่ใช้เกณฑ์การประเมินจากลักษณะที่แสดงออกภายนอก หรือหลักเกณฑ์ DUS ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก
ดร.ปิยะ ยืนยันว่า ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถนำพันธุ์พื้นเมืองมาจดสิทธิ์ทับซ้อนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐมีฐานข้อมูลพันธุกรรมพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ในขั้นตอนการขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ใหม่ จะมีการประกาศโฆษณาเป็นการทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศตรวจสอบและยื่นคัดค้าน หากพบว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีความเหมือนหรือซ้ำซ้อนกับพันธุ์พืชพื้นบ้านของตน
ที่สำคัญ ถึงแม้จะหลุดรอดจนได้รับการจดทะเบียนไปแล้ว และล่วงเลยช่วงเวลาประกาศคัดค้านไป แต่หากมารู้ภายหลังว่าพันธุ์ดังกล่าวไปซ้ำหรือเหมือนกับพันธุ์พืชพื้นบ้านที่มีอยู่เดิม ก็สามารถยื่นคัดค้านสิทธิ์เพื่อขอยกเลิกและเพิกถอนการคุ้มครองได้ตลอดเวลา กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 บังคับใช้หลักเกณฑ์นี้กับพืชทุกชนิด
@@ เตือนอย่าตระหนกจนกระทบพัฒนาสายพันธุ์ส่งออก
ดร.ปิยะ ฝากถึงประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้าที่เกี่ยวข้องกับกะเพราว่า ไม่อยากให้สังคมสร้างกระแสความตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน การปรับปรุงพันธุ์พืชถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องใช้องค์ความรู้ ความชำนาญ และงบประมาณมหาศาล หากไม่มีนักปรับปรุงพันธุ์ พืชในธรรมชาติก็จะไม่สามารถให้ผลผลิตหรือมีคุณค่าทางอาหารสูงเพียงพอต่อการเลี้ยงประชากรได้ สังคมจึงควรให้ความเป็นธรรมกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่ใช่มองว่าเป็นผู้ร้าย
ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อนั้น ต้องทำความเข้าใจในลักษณะทางชีววิทยาของพืชแต่ละชนิด
- พืชผสมตัวเอง หรือ “สายพันธุ์แท้” เช่น ข้าว เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ
- พืชผสมข้าม หรือ “ลูกผสม” เช่น ข้าวโพด หากเก็บเมล็ดไปปลูกต่อผลผลิตจะลดลงและกระจายตัวทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของพืช ไม่ใช่ข้อจำกัดทางกฎหมาย
- พืชขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือลำต้น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผลติดตาต่อกิ่ง สามารถขยายพันธุ์ได้ตามปกติ
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่นั้น ในต่างประเทศจะมีข้อยกเว้นสำหรับพืชที่เป็นพืชอาหารหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารอยู่แล้ว และปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป จึงไม่ควรสร้างความตระหนกไปล่วงหน้า
ขอย้ำว่า ประเทศไทยมีนักปรับปรุงพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและเอเชีย จนส่งออกบุคลากรไปทำงานในหลายประเทศ หากภาครัฐและสังคมเข้าใจ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนอย่างเป็นระบบ การพัฒนาและส่งออกพันธุ์พืชจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล
ส่วนการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐ กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่นั้น เป็นเพราะหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยในไทยไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการวิจัยและพัฒนาได้อย่างครอบคลุม การที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนวิจัยร่วมหรือจ้างบริการทางวิชาการ โดยกำหนดสัดส่วนความเป็นเจ้าของสิทธิบัตรตามข้อตกลง เช่น 100% หรือ 80:20 ถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของสถาบันการศึกษาทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและทำให้เกษตรกรได้มีพันธุ์พืชคุณภาพสูงใช้งาน
