
ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 22 ปี แต่ทุกรัฐบาล ทุกองคพยพของฝ่ายความมั่นคงไทยยังแก้ไขปัญหาไม่ได้แบบ “สะเด็ดน้ำ”
หน่วยงานที่ถูกจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้น “ทหาร” หรือ “กองทัพ”
เพราะแม้ภารกิจดับไฟใต้จะขับเคลื่อนโดย กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นเจ้าภาพหลักในระบบ “บูรณาการทุกภาคส่วน” ทั้ง พลเรือน ตำรวจ ทหาร, ทั้งในมิติความมั่นคงและงานพัฒนา
แต่หน่วยงานที่มีบทบาทสูงสุด หนีไม่พ้น “กองทัพบก” เพราะเป็นหน่วยสนับสนุนกำลังหลัก และรอง ผอ.รมน.ระดับชาติ ก็คือ ผบ.ทบ. หรือ ผู้บัญชาการทหารบก
ขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะหน่วยงานระดับนโยบายและควบคุมการปฏิบัติในพื้นที่ ก็มี แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4
บทบาทของฝ่ายทหารจึงถูกจับจ้องเป็นพิเศษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะในยุคนี้ ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน พล.ท.นรธิป โพยนอก ถูกโยกมาจากกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะรองแม่ทัพภาคอีสาน ผงาดขึ้นเป็นแม่ทัพภาคใต้ ถือเป็นแม่ทัพคนแรกในรอบ 10 ปีที่ “ข้ามห้วย” มารับตำแหน่งในลักษณะนี้ ทำให้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ และถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่วันส่งมอบหน้าที่
พล.ท.นรธิป หรือ “บิ๊กยูร” เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 หรือ ตท.26 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ หรือ “บิ๊กปู” ผบ.ทบ. จึงต้องถือว่าได้รับความไว้วางใจให้จัดการปัญหาภาคใต้ จากการตัดสินใจของรอง ผอ.รมน. (ผบ.ทบ.) ซึ่งในโครงสร้าง กอ.รมน. ต้องถือว่าเป็นรองเพียงนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น
ผลงานของ พล.ท.นรธิป ในห้วงเกือบๆ 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 เป็นอย่างไร ถูกพูดถึงในแง่ใดบ้าง คนที่ติดตามข่าวสารชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดคงได้เห็นตามหน้าสื่อกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่

ส่วนนายทหารอีกรายหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูไม่แพ้แม่ทัพ ทั้งจากในและนอกพื้นที่ ก็คือ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ หรือ “ผู้การด้วง” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส หรือ ผบ.ฉก.นราธิวาส
พล.ต.ยอดอาวุธ สร้างกระแสฮือฮาต้อนรับหน้าที่ใหม่ “ผบ.ฉก.นราธิวาส” ด้วยการประกาศเคอร์ฟิวในเขตท้องที่นราธิวาส หลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่งรวด เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 10 ม.ค.69 ซึ่งเป็นคืนหลังจากวันเด็กแห่งชาติ และต่อเนื่องถึงเช้ามืดของวันที่ 11 ม.ค. ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งนายก อบต.และสมาชิกสภา อบต.ทั่วประเทศ
เหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท. เกิดขึ้น 11 แห่ง กระจายกันทั่ว 3 จังหวัด คือ นราธิวาส 5 แห่ง ปัตตานี 4 แห่ง และยะลา 2 แห่ง แต่มีเพียง จ.นราธิวาส จังหวัดเดียวเท่านั้นที่มีการประกาศเคอร์ฟิว หรือ มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด สร้างความตกตะลึง มึนงง และแปลกใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบข่าวสาร เพราะเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันเคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งสร้างความเสียหายหนักกว่านี้ แต่ไม่เคยมีการประกาศเคอร์ฟิวแต่อย่างใด

และมาตรการเคอร์ฟิว แม้จะเป็นมาตรการที่ฝ่ายทหารสามารถประกาศได้ โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่หากย้อนกลับไปในอดีตตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นมาตรการที่ถูกนำมาใช้น้อยมาก เพราะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันและการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องประชาชนโดยตรง
ประกอบกับรูปแบบการก่อเหตุรุนแรงของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ มักสร้างสถานการณ์เป็นจุดๆ และไม่กระทำในลักษณะที่กระทบต่อประชาชนหมู่มากในภาพกว้าง
ด้วยเหตุนี้ หลังประกาศเคอร์ฟิวเมื่อวันที่ 11 ม.ค.69 จึงมีเสียงวิจารณ์ตามมาแบบจมหู ทำให้ ผบ.ฉก.นราธิวาส ออกคำสั่งยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวในเวลาต่อมา เรียกว่าใช้มาตรการนี้แค่วันเดียวเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

พิจารณาในแง่หนึ่งก็ต้องถือว่า ผบ.ฉก.นราธิวาส สดับตรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสนองตอบทันทีตามการเรียกร้อง หรือการวิพากษ์วิจารณ์
หลังจากนั้น พล.ต.ยอดอาวุธ ยังปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ แม้จะไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายของฝ่ายความมั่นคง ทั้งสีเดียวกันและต่างสี รวมไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้ใช้ความเด็ดขาดกับขบวนการก่อความไม่สงบ เพราะมองว่าก่อผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน
โดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ผ่านสื่อสาธารณะ ท้าทายกลุ่ม BRN ให้มาก่อเหตุกับฐานทหาร ไม่ใช่ไปปฏิบัติการระเบิดปั๊มน้ำมัน เพราะส่งผลทำลายเศรษฐกิจ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชายแดนใต้ ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย พร้อมประกาศจะเพิ่มความเข้มข้นในการกดดัน หาก BRN ยังคงก่อเหตุอยู่แบบนี้
จากนั้นก็มีการสื่อสารผ่านเพจที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ของ ฉก.นราธิวาส หลังเกิดเหตุระเบิดในลักษณะสร้างความปั่นป่วน 8 จุด ในพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในคืนวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ต่อเนื่อง 15 ก.พ.69 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอนเพียงไม่กี่วัน

ข้อความที่ปรากฏผ่านเพจของ ฉก.นราธิวาส อ้างอิงคำพูดของ พล.ต.ยอดอาวุธ ก็คือ “หากต้องการก่อเหตุ ให้มาที่ฐานทหาร อย่าทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน” และว่า “การกระทำแบบนี้ไม่ใช่วิถีนักรบ แต่เป็นโจรลอบกัด…พื้นที่ปลอดภัยคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ”
นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนักในมิติของการจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้ในห้วงที่ผ่านมา แม้ทหารหลายคนจะคิดแบบนี้ แต่มักไม่แสดงออกตรงไปตรงมาเช่นนี้
ด้านหนึ่งต้องบอกว่า การสื่อสารของ ผบ.ฉก.นราธิวาส “ได้ใจ” และได้รับแรงสนับสนุนจากบางฝ่ายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นด้วยกับแนวทางในลักษณะ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีผู้คนบางกลุ่ม บางฝ่าย รวมถึงนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้ามองอย่างเป็นห่วงและกังวลด้วยเช่นกัน

ล่าสุดในการประชุมเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยช่วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 16 ก.พ.69 มีข่าว ฉก.นราธิวาส เตรียมจัดหา “เสื้อเกราะ” ให้กับโต๊ะอิหม่าม และผู้นำศาสนาที่ทำภารกิจช่วยฝ่ายความมั่นคงขณะปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ในการเข้าเจรจาเกลี้ยกล่อมกลุ่มติดอาวุธให้ยอมออกมามอบตัว จนมีเสียงวิจารณ์ตามมาอย่างหนัก
อ่านประกอบ : ชงรัฐบาลอนุทินของบผุด "รั้วชายแดน" สกัดป่วนใต้ (จ่อแจกเสื้อเกราะผู้นำศาสนา ใส่เจรจากลุ่มติดอาวุธ)
อ่านประกอบ : ค้านแจก “เสื้อเกราะอิหม่าม” แนะเลิกใช้เป็นตัวกลางกล่อมกลุ่มติดอาวุธ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมประชุมทราบตรงกันว่า เรื่อง “เสื้อเกราะ” เป็นความต้องการของโต๊ะอิหม่ามและผู้นำศาสนาบางคนที่กังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย และอาจโดนลูกหลงขณะช่วยทางราชการเจรจากับกลุ่มติดอาวุธ ไม่ใช่ฝ่ายทหาร หรือ ผบ.ฉก.นราธิวาส ไปคิดทำเสื้อเกราะแจกผู้นำศาสนา กระทั่งสุดท้าย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องออกแถลงการณ์อธิบายเรื่องนี้
อ่านประกอบ : กอ.รมน.แจง “เสื้อเกราะอิหม่าม” ไม่ใช่นโยบาย ปัดทำลายภาพลักษณ์ผู้นำจิตวิญญาณ

สำหรับ พล.ต.ยอดอาวุธ หรือ “ผบ.ด้วง” เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 (ตท.31) เหล่าทหารราบ เติบโตจาก กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ หรือ ร.31 รอ. รู้จักกันในชื่อ “หน่วย RDF” (Rapid Deployment Force) เป็นหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของกองทัพบกไทย จัดเป็นหน่วยรบหลักที่มีความคล่องตัวสูง มีอาวุธทันสมัยมากที่สุดหน่วยหนึ่ง และพร้อมปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับคำสั่ง
พล.ต.ยอดอาวุธ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหลัก คือ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ถือเป็นแกนนำรุ่น ตท.31 คู่กับ พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ หรือ “เสธ.เอิร์ท” รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ในอนาคต เพราะยังอยู่ในไลน์ที่สามารถขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้ และมีอายุราชการยาวถึงปี 2575
พล.ต.ยอดอาวุธ เติบโตในกองทัพภาคที่ 1 มาตลอด ตั้งแต่เป็นผู้พัน ผู้การกรม โดยเฉพาะการเป็นลูกหม้อ ร.31 รอ. และขึ้นเป็น ผบ.ร.31 รอ. ถือเป็นเส้นทางเหล็กสายเดียวกับ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน จึงถือเป็นนายทหารที่ “บิ๊กปู” เชื่อใจ เชื่อมืออย่างมาก และเป็น “น้องรัก” ของ พล.อ.พนา คนหนึ่งเลยทีเดียว

เส้นทาง พล.ต.ยอดอาวุธ จริงๆ แล้วน่าจะได้ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ก่อนไปต่อคิวเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ตามไลน์ที่สวยงาม แต่พลาดไปเล็กน้อย จึงขยับไปเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ก่อนจะขยับเข้าไลน์เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ในปัจจุบัน
เพื่อนร่วมรุ่น ตท.31 เล่าว่า พล.ต.ยอดอาวุธ เป็นทหารแท้ บิดาก็เป็นทหาร ถือเป็นนักรบ 100% รบเก่ง มีวินัยสูง จิตใจดี ลูกน้องรัก และเป็นที่รักของเพื่อนๆ ที่สำคัญมีความตั้งใจในการทำงานสูงมาก ทุ่มเทในทุกภารกิจที่รับผิดชอบ

แต่ด้วยความที่เป็น “ทหารแท้” และคิดแบบทหาร เวลาให้สัมภาษณ์หรือสื่อสารกับสังคม อาจจะดูตรงไปตรงมา และแข็งกระด้างไปบ้าง แต่หัวจิตหัวใจจริงๆ ต้องการดูแลประชาชนผู้บริสุทธิ์ และต้องการให้การปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ
ภารกิจ ผบ.ฉก.ในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งมีรองแม่ทัพภาคต่างๆ สลับผลัดเปลี่ยนกันลงไปปฏิบัติหน้าที่ โดยกองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบ ฉก.นราธิวาสนั้น มีวงรอบการปฏิบัติงาน 1 ปี ต้องรอดูว่าในอีกเกือบๆ 8 เดือนที่เหลือของ พล.ต.ยอดอาวุธ หรือ “ผบ.ด้วง” เขาจะสร้างผลงานอะไรฝากไว้ที่สามจังหวัดชายแดน
