
คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ บานปลายกลายเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะข้อมูลจากการประชุมของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษษชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.กฎหมายฯ) ซึ่งพิจารณาความคืบหน้าคดียิง สส.มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อคราวการประชุมวันที่ 4 มิ.ย.69 มีกรรมาธิการเปิดฉากซักฟอกหน่วยงานความมั่นคงและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอย่างดุเดือด นำไปสู่การ “ยอมรับ” ของภาคเอกชนผู้ให้บริการว่า มีการจัดส่งข้อมูลประวัติการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้รวมกว่า 2 ล้านราย ให้แก่ฝ่ายความมั่นคงเป็น “รายวัน” จริง
ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการแบบนี้เป็นการล้วงข้อมูลโทรศัพท์โดยไม่ต้องขอหมายจากศาล และไม่ต้องได้รับอนุมัติจากศาลเลยใช่หรือไม่ เพียงแต่อ้างพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น
ประเด็นนี้อยู่ในรายงานบันทึกการประชุม กมธ.กฎหมายฯ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.69 โดยมีการซักถามถึงการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของทีมสังหาร ที่มีข่าวว่าตำรวจชุดคลี่คลายคดี ไม่ยอมตรวจ อ้างว่าคนร้ายปิดโทรศัพท์ระหว่างก่อเหตุ และมีคำสั่งให้ตัดตอนข้อมูลในส่วนนี้
แต่ผู้แทนฝ่ายตำรวจที่เข้าชี้แจง ยืนยันว่า มีการตรวจสอบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์รวมทั้งสิ้น 11 เลขหมาย แต่จำเป็นต้องสงวนรายละเอียดบางส่วนไว้เป็นความลับทางราชการ
จากนั้น นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิการ ได้ขยายผลซักถามในระดับนโยบาย โดยตั้งประเด็นว่า จริงหรือไม่ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีคำสั่งหรือมาตรการพิเศษ บังคับให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ส่งรายงานข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด ส่งตรงไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
และยังสอบถามไปยังบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้เชี่ยวชาญว่า ข้อมูลประวัติการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นประวัติการโทรเข้า-ออก หรือประวัติการรับส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน เช่น แอปพลิเคชัน LINE ของผู้ใช้งานในพื้นที่ มีกระบวนการจัดเก็บรักษาอย่างไร และในกรณีที่มีการลบข้อมูลออกจากเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ทางผู้ให้บริการเครือข่ายหรือระบบส่วนกลางจะยังคงมีข้อมูลสำรองค้างอยู่หรือสามารถกู้คืนพยานหลักฐานดังกล่าวมาประกอบสำนวนได้หรือไม่
จากนั้นมีคำตอบจากตัวแทนบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ คือ ผู้แทนจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า บริษัทได้รับการประสานงานจากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อขอข้อมูลดังกล่าวจริง โดยอ้าง “ฐานอำนาจกฎหมาย” ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบกับประกาศและหลักเกณฑ์ของ กสทช.
โดยรูปแบบการส่งข้อมูล มีการจัดส่งข้อมูลประวัติการใช้งานเป็น “รายวัน” ตามระบบที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนดขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายความมั่นคงต้องส่งหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการในทุกรอบ 6 เดือน ซึ่งทางทรูเพิ่งได้รับหนังสือฉบับล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา
แต่ตัวแทนจากทรู ย้ำว่า บริษัทมีหน้าที่เพียงจัดส่งข้อมูลตามที่ระบบกำหนด ส่วนแนวทางการจัดเก็บ และมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือการนำข้อมูลไปประมวลผลต่อในระบบของฝ่ายความมั่นคงนั้น บริษัทไม่ได้รับทราบรายละเอียดในส่วนดังกล่าว
คำชี้แจงของทรู สอดคล้องกับ ผู้แทนจาก บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่ชี้แจงไปในทิศทางเดียวกันว่า ได้ดำเนินการจัดส่งข้อมูลการสื่อสารภายใต้หนังสือสั่งการของกองบัญชาการตำรวจภูธาภาค 9 โดยใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เช่นกัน
แต่ผู้แทน NT ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ได้พยายามควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล โดยระบบของ NT สำรองข้อมูลประวัติการโทรเอาไว้ได้ 1 ปี แต่เก็บเพียงพยานหลักฐานขั้นพื้นฐาน คือ เบอร์ต้นทาง, เบอร์ปลายทาง และวันเวลาเท่านั้น ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่ตั้ง หรือ Location ของผู้ใช้งาน
เมื่อบริษัทเอกชน และ NT ชี้แจงแบบนี้ ทำให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.กฎหมายฯ ได้ตั้งคำถามว่า ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ เช่น ดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษสังกัดกระทรวงยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลโทรศัพท์ของบุคคลใดในคดีอาญา จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขอ “หมายจากศาลอาญา” ก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
“แต่วิธีการส่งข้อมูลรายวันของประชาชนกว่า 2 ล้านรายในพื้นที่ภาคใต้ ส่งตรงไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธาภาค 9 โดยไม่มีหมายศาล ถือเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการเกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามโรงพักต่างๆ ประสานขอรับข้อมูลงนี้ไปแสวงประโยชน์หรือใช้ในทางมิชอบได้ ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”
ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย ขัดกันกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ กฎหมาย PDPA หรือไม่? และการอาศัยเพียง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มายกเว้นการส่งข้อมูลของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้พัวพันกับคดีความมั่นคง มีหลักประกันทางกฎหมายอย่างไรมารองรับความปลอดภัยของข้อมูล
