
เต็มไปด้วยความสับสนของฝ่ายรัฐด้วยกันเอง หลังเหตุป่วนใหญ่ 22 ส.ค.69
1.จำนวนเหตุความไม่สงบที่เกิดมีกี่จุดกันแน่
- กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลง ณ เวลา 24.00 น. ของวันที่ 22 ส.ค. => 51 จุด ใน 21 อำเภอ (คิดเป็น 63% ของพื้นที่สามจังหวัด ซึ่งมี 33 อำเภอ)
ไม่นับเหตุตกค้าง เช่น ระเบิดเช้าวันอาทิตย์อีก 3 จุด และเหตุเผาโรงรถเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี คืนวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค.
- หน่วยข่าวในพื้นที่ อ้างอิงเวลาเดียวกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า => แต่กลับสรุปว่า มีเหตุเกิดขึ้น 91 จุด

- ศอ.บต. นับรวมเหตุการณ์ 22-23 ส.ค. => 107 จุด ใน 27 อำเภอ (คิดเป็น 81% ของพื้นที่สามจังหวัด 33 อำเภอ)
แต่ข้อมูลของ ศอ.บต. มี อ.เทพา จ.สงขลา ด้วยอีก 4 จุด จึงคิดเป็น 72% ของพื้นที่ หากคิดรวม 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวมเป็นภาพรวม 37 อำเภอ
- ฝ่ายตำรวจแถลงล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. => เกิดเหตุ 75 จุด ใน 27 อำเภอ รวม อ.เทพา จ.สงขลา
2. เกิดคำถาม นับจำนวนเหตุแบบไหน
- กอ.รมน. นับเป็นเหตุการณ์ ไม่นับแยกจุด เช่น เหตุเผา อบต. หากมีเผากล้องวงจรปิด และเผายางรถยนต์บนถนนในละแวกใกล้เคียงด้วย นับเป็น 1 เหตุการณ์เท่านั้น แต่หน่วยอื่นจะนับ 3 จุด 3 เหตุการณ์
- ศอ.บต. นับแยกรายจุดตามความเสียหาย ยึดจากการรับรองของ 3 ฝ่าย (ตำรวจ ทหาร ปกครอง) เพื่อจ่ายเยียวยา และค่าชดเชยทรัพย์สินเสียหาย
ทำให้สังคมและผู้ติดตามข่าวสารเกิดความสับสนว่า ทำไมไม่กำหนดบรรทัดฐานร่วมกัน เพื่อให้เป็น “ตัวเลขเดียวกัน”
3. สาเหตุที่เป็น “ปัจจัย” หรือ “เชื้อไฟ” ทำให้เกิดเหตุป่วนใหญ่ ก็สรุปไม่เหมือนกัน
- แม่ทัพภาคที่ 4 “พล.ท.นรธิป โพยนอก” บอกเป็นเพราะกลุ่มธุรกิจเถื่อน ยาเสพติด บุหรี่เถื่อน ลงขันตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐที่ “ปราบหนัก” ในช่วงที่ผ่านมา
- นายกฯอนุทิน พูดเหมือนแม่ทัพ น่าจะฟังรายงานมา
- ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ชี้ 3 ปัจจัย คือ 1.ใกล้เปิดโต๊ะเจรจา จึงก่อเหตุเพิ่มอำนาจต่อรอง 2.เป็นช่วงสับเปลี่ยนกำลังทหาร ใกล้สิ้นปีงบประมาณ และ 3.เป็นช่วงฤดูฝน ต้องเร่งก่อเหตุเพื่อไม่ให้อาวุธเสื่อม หรือระเบิดมีความชื้น
- เลขาธิการ สมช. “ฉัตรชัย บางชวด” ตอบแบบ “ถูกทุกข้อ” ด้วยการแจกแจงว่ามี 5 ปัจจัยด้วยกัน
หนึ่ง ตอบโต้ปฏิบัติการเชิงรุกของฝ่ายความมั่นคง ที่กดดันอย่างเข้มขันหลังสูญเสีย 5 ทหารพราน (เหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี)
สอง เป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่มุ่งทำลายทรัพย์สิน
- ก่อกวนจากแนวร่วม
- สร้างสถานการณ์จากกลุ่มอิทธิพลระดับพื้นที่ เช่น เผาร้านสะดวกซื้อ
- การเผา อปท. ทำให้พุ่งเป้า โยงการเมืองท้องถิ่นหรือไม่
สาม น่าจะเป็นการกระทำของแนวร่วมขบวนการ กับภัยแทรกซ้อนบางส่วน
สี่ กลุ่มหน้าขาว (แนวร่วมรุ่นใหม่ ไม่มีหมายจับ) แสดงตัว โชว์ศักยภาพ
ห้า เพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะพุดคุยสันติสุขฯ
@@ ตลกร้ายป่วนใหญ่...ตอบโต้จับบุหรี่เถื่อน

สืบเนื่องจากที่แม่ทัพภาค 4 และนายกฯอนุทิน พูดตรงกัน ว่า เหตุป่วนใต้ครั้งใหญ่ 22 ส.ค.69 เป็นการลงขันตอบโต้จากกลุ่มธุรกิจเถื่อน เพราะรัฐลุยกวาดล้างยาเสพติด และเพิ่งจับบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่
คำสัมภาษณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า...จริงหรือ? ไฟใต้วิกฤต เพราะธุรกิจสีเทาลงขันดิสเครดิตรัฐ
เพราะถ้าจริง ก็จะมี “นัยสำคัญ” ต่อเนื่องถึงการแก้ไขปัญหา ทั้งระดับนโยบายและปฏิบัติแทบจะทั้งระบบเลยทีเดียว
1. ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง - ยิ่งสะท้อนว่า “รัฐล้มเหลว” ไม่ใช่แค่แก้ปัญหากลุ่มแยกดินแดน แต่ล้มเหลวปราบยา และธุรกิจผิดกฎหมายด้วย
2. ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง - ยิ่งหนักกว่าเก่า ปล่อยให้ขบวนการยาเสพติด บุหรี่เถื่อน ก่อเหตุได้เป็นร้อยจุดในมากกว่า 20 อำเภอของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ราวๆ 70-80% ของพื้นที่
3. ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง - แปลว่ารัฐตั้งโจทย์ผิดมาตลอด ต้องเลิกพูดคุยสันติสุขฯ เพราะเปลืองงบปีละหลายสิบล้าน เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นขบวนการค้าของเถื่อน จะไปพูดคุยเพื่ออะไร ต้องใช้กฎหมายปราบปรามอย่างเดียว
4. ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง - รัฐบาลต้องแจ้งและประกาศไปทั่วโลกว่า BRN คือองค์กรอาชญากรรม เป็นลูกน้องแก๊งค้ายา ทำธุรกิจใต้ดิน เป็นมาเฟีย ไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยปัตตานี
5. ถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง - แปลว่ารองผู้การทหารพรานชายแดนใต้ ที่เพิ่งบรรยายให้สื่อฟัง ใช้ข้อมูลมั่ว ที่บอก BRN เป็นองค์กรลับ มีกำลัง 1,800 คน งบปีละ 2,000 ล้าน จากซะกาต การเรี่ยไร ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับ Finance BRN ซึ่งชี้ชัดว่ามีความเกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายน้อยมาก
@@ ชัดกว่านี้มีอีกไหม? เปิดหลักฐานก่อนป่วนใหญ่มีแจ้งเตือน
คำสัมภาษณ์ของ แม่ทัพภาคที่4 ที่ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก นอกจากการอ้างสาเหตุของการป่วนใหญ่ ว่ามาจากการตอบโต้ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ของเถื่อนผิดกฎหมาย โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อนแล้ว
ท่านยังอ้างว่าการก่อเหตุใหญ่รอบนี้ ท่านรู้ล่วงหน้า เพราะมีการแจ้งเตือนมานานกว่า 2 เดือน ว่าจะมีการลอบก่อเหตุวินาศกรรมสถานที่ราชการและระบบสาธารณูปโภค แต่ไม่สามารถระบุวันเวลาที่แน่ชัดได้
คำสัมภาษณ์ของแม่ทัพ เพียงเท่านี้ ก็ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแล้ว ว่ามีการแจ้งเตือน แต่กลับป้องกันสถานการณ์แทบไม่ได้เลย
แต่จากการสืบค้นข้อมูลของ “ทีมข่าวอิศรา” ยังทราบว่า การแจ้งเตือนของ “หน่วยข่าว” ในนาม “ศูนย์ประสานงานข่าวกรองฯ” ซึ่งแจ้งเตือนเป็นเอกสารเวียนไปยังหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย เป็น “เอกสารลับ” ได้มีการแจ้งเตือนมาอย่างต่อเนื่อง และระบุวันก่อเหตุเลยว่า เป็นวันที่ 22 ส.ค.69

เอกสารชิ้นแรก เป็นชิ้นล่าสุดก่อนเกิดเหตุ รายงานวันที่ 22 ส.ค. ตอนเช้า...
“เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี (จังหวัดนราธิวาส) และพื้นที่ใกล้เคียง โดยการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องต่อเป้าหมาย จนท.ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สถานที่ราชการ ชุมชนไทยพุทธ สถานที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ ตู้กดเงินอัตโนมัติ (ATM) ก่อกวนด้วยการเผายางรถ ทำลายกล้องวงจรปิด พ่นสีสเปรย์/แขวนป้ายผ้าข้อความ ห้วงเฝ้าระวังการก่อเหตุ ตั้งแต่คืนวันที่ 22 ส.ค.69 เป็นต้นไป”
จะเห็นได้ว่า ข้อความแจ้งเตือน บอกวันที่ และช่วงเวลามาด้วยเลย ซึ่งก็ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เอกสารชิ้นที่ 2 เป็นเอกสารแจ้งเตือนที่ส่งไปยังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ตอนเช้า...
เป็นการแจ้งความเคลื่อนไหวของ “ชายชุดดำ” เตรียมก่อเหตุที่นราธิวาส อ.ระแงะ และความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ขนย้ายอาวุธเตรียมสร้างสถานการณ์ที่ จ.ยะลา ระบุอำเภอมาเลย คือ อ.รามัน ซึ่งก็ตรงกับอำเภอที่เกิดเหตุจริง
ส่วนเอกสารข้อ 8 ประเมินสถานการณ์ว่า “มีความท้าทายทั้งมิติความมั่นคงจากการเตรียมก่อเหตุระลอกใหม่ของกลุ่ม ผกร.” ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง

เอกสารชิ้นที่ 3 เป็นการประเมินสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุป่วนใหญ่ราวๆ 1 สัปดาห์
ในข้อ 6 “แนวโน้มสถานการณ์” ระบุว่า มีการเตรียมก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แยกรายจังหวัด นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ระบุอำเภอตรงกับที่เกิดเหตุจริงเกือบทั้งหมด เช่น จังหวัดยะลา ก็แจ้งเตือนที่ อ.ธารโต กับ อ.รามัน และมีการแจ้งเตือนการก่อเหตุที่กระทำกับร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ด้วย

ส่วนเอกสารชิ้นนี้ เป็น “ตลกร้าย” ของจริง นั่นก็คือ “การประกาศเคอร์ฟิว” หรือ มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืน ของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ลงนามโดย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ หรือ “รองด้วง” ตำแหน่งหลัก เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1
เอกสารนี้ คือประกาศเคอร์ฟิว ในคืนวันที่ 22 ส.ค. หลังเกิดเหตุป่วนใหญ่ ห้ามประชาชนออกจากบ้าน เพื่อความปลอดภัย
แต่ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อมีการแจ้งเตือนล่วงหน้ามาตลอด และแม่ทัพบอกว่าแจ้งเตือนมาก่อน รู้ล่วงหน้าถึง 2 เดือน ทำไมฝ่ายความมั่นคง จึงไม่ “เคอร์ฟิวกลุ่มป่วนใต้” ไม่ให้ก่อเหตุได้ ไม่ให้ออกมาอาละวาดก่อเหตุรุนแรงเป็นร้อยจุด แต่กลับเคอร์ฟิวหลังเกิดเหตุ และห้ามประชาชนออกจากบ้านแทน
ที่สำคัญ การที่แม่ทัพบอกว่า มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าว่าจะมีเหตุป่วนใหญ่ก่อนถึง 2 เดือน แต่ปฏิบัติการจับบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่ตามที่่ตนเองอ้างว่าเป็นสาเหตุของการถูกตอบโต้ เพิ่งจะจับกันไปราวๆ ไม่ถึงครึ่งเดือน
คำถามคือ ทำไมการแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงเกิดขึ้นก่อนสาเหตุที่ท่านอธิบาย
@@ จริงหรือ? ล็อกเป้าโจมตี อปท.ภูมิใจไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์แล้วกลายเป็นประเด็น ก็คือ การอ้างว่าเหตุโจมตีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งวางเพลิงเผา และวางระเบิดนั้น มีประเด็นการเมืองแอบแฝง
พล.ท.นรธิป ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับผู้สื่อข่าวของเนชั่นทีวี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค.69 โดยพูดชัดเจนว่า ให้สื่อไปดูว่า นายก อปท. ที่ถูกเผา ถูกโจมตี เป็นคนของพรรคการเมืองใด
“ทีมข่าวอิศรา” ตรวจสอบเหตุการณ์โจมตี อปท. เฉพาะคืนวันที่ 22 ส.ค. มีทั้งหมด 7 แห่งด้วยกัน กระจายใน 7 อำเภอ ได้แก่
// จ.นราธิวาส //
- อบต.บาเจาะ อ.บาเจาะ - คนร้ายลอบวางเพลิงโรงจอดรถ
- อบต.บองอ อ.ระแงะ - กลุ่มคนร้ายนับสิบคน พร้อมอาวุธครบมือ บุกคุมตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนก่อเหตุวางเพลิงและปล้นรถยนต์กระบะไป 1 คัน
- อบต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร - เกิดเหตุลอบโจมตีบริเวณที่ทำการ อบต. ทำให้เกิดเพลิงไหม้
- อบต.ช้างเผือก อ.จะแนะ - เกิดเหตุลอบโจมตีบริเวณที่ทำการ อบต.
// จ.ปัตตานี //
- อบต.บางเขา อ.หนองจิก - กลุ่มคนร้าย 5 คน ขี่รถจักรยานยนต์พร้อมอาวุธปืน บุกยึดโทรศัพท์มือถือของ รปภ. ก่อนวางเพลิงและทำลายกล้องวงจรปิดบริเวณโรงจอดรถ
- เทศบาลเมืองตะลุบัน อ.สายบุรี - คนร้ายลอบโจมตีอาคารเทศบาลหลังใหม่
// จ.ยะลา //
- อบต.บ้านแหร อ.ธารโต - คนร้ายลอบก่อเหตุวางเพลิงบริเวณลานจอดรถของ อบต.
จากการตรวจสอบเชิงลึกของ “ทีมข่าวอิศรา” พบข้อมูลว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีในครั้งนี้ เกือบทั้งหมดมีนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี รวมถึง “ผู้นำท้องที่” เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีความเชื่อมโยงและเป็นฐานเสียงให้กับ “พรรคภูมิใจไทย” เกือบทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้แหล่งข่าวหลายสายในพื้นที่ให้ข้อมูลตรงกันกับแม่ทัพภาคที่ 4
@@ หลายเสียงแย้ง อย่าเพิ่งด่วนสรุป - แซ่ดเผาหวังงบ!
แต่ก็มีแหล่งข่าวบางรายแย้งว่า แม้นายก อปท.เหล่านี้ จะอยู่ในค่ายภูมิใจไทยก็จริง แต่ก็เป็นการแสดงตัวในช่วงของการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเท่านั้น (เลือกตั้ง สส. 8 ก.พ.69) เพราะแกนนำคนสำคัญที่เป็น “ระดับบิ๊กบอส” ขององค์กรท้องถิ่นในพื้นที่ เช่น นายกเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ซึ่งเป็นแกนนำ อปท.ในปัตตานีเกือบทั้งหมด ย้ายค่ายจากพรรคประชาชาติ มาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งใหญ่ ทำให้เครือข่ายทั้งหมดย้ายตามไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แบบนี้เป็นต้น
แต่หากย้อนกลับไปในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นจริงๆ นายกหลายคน หลาย อปท. ก็ไม่ได้เปิดตัวในนามภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เพราะตอนนั้นการเมืองระดับชาติยังไม่แรง ฉะนั้นจึงสรุปยาก และสรุปไม่ได้ทั้งหมดว่า การโจมตีองค์กรปกครองท้องถิ่น เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. เป็นการล็อกเป้าองค์กรท้องถิ่นของพรรคภูมิใจไทย
ขณะเดียวกัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนในกลุ่มเครือข่ายนายก อปท.หลายแห่ง ตั้งข้อสังเกตว่า การมุ่งเป้าทำลายทรัพย์สินของ อปท. อย่างพร้อมเพรียงกัน อาจไม่ใช่เป็นแค่เหตุการณ์ความมั่นคงตามปกติทั้งหมด แต่มีลักษณะคล้ายคลึงคลึงกับการ “รวมกลุ่มสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องและกดดันของบประมาณ” จากรัฐบาลส่วนกลางหรือไม่
เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่ออาคารสถานที่ หรือทรัพย์สินของท้องถิ่นถูกทำลายเสียหาย ก็ต้องมีการจัดซื้อ หรือหาผู้ประมูลงานเพื่อซ่อมแซม ซึ่งบรรดาผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ ก็ล้วนทำธุรกิจรับเหมา และจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยราชการอยู่แล้ว จึงอาจมีการหาผลประโยชน์ในส่วนนี้ได้เหมือนกัน
@@ ป่วนไม่เลิก บุกบึ้ม-เผาเซเว่นฯ สาขาลางา อ.มายอ

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ แม้ฝ่ายความมั่นคงจะอ้างว่า ควบคุมพื้นที่ได้แล้วก็ตาม
เมื่อเวลาประมาณ 20.20 น. วันจันทร์ที่ 24 ส.ค.69 ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม พร้อมอาวุธ บุกเข้าก่อเหตุลอบวางระเบิดร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี
พฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้ มีลักษณะเดียวกันกับคนร้ายที่ก่อเหตุมาก่อนหน้านี้ที่เซเว่นฯ บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุมีไม่ต่ำกว่า 6 คน อาวุธครบมือ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ขี่ไปจอดหน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนใช้อาวุธปืนข่มขู่ประชาชนและพนักงานของร้านให้ออกจากร้าน
จากนั้นคนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงไปวางไว้ภายในร้าน ก่อนจะล่าถอยออกไป ไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้น ทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มายอ กำลังเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ระหว่างทางปรากฏว่า ได้เจอกับกลุ่มคนร้ายที่ขับรถสวนมา จึงได้เกิดการยิงปะทะขึ้นกับเจ้าหน้าที่ โชคดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลบหนีไปได้
@@ จงใจท้าทาย - รัฐคุมพื้นที่ยังมีช่องโหว่
การก่อเหตุอย่างต่อเนื่องในครั้งถือเป็นการท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างมาก แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัย รวมถึงป้องกันพื้นที่เป้าหมายแล้วก็ตาม แต่คนร้ายก็ยังเลือกเป้าหมายที่มีช่องโหว่เข้าก่อเหตุซ้ำได้อีก เพื่อต้องการแสดงศักยภาพของกลุ่มขบวนการและทำลายความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ
ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนร้ายที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดิมที่เคยก่อเหตุในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ที่ยังคงหลบซ่อนตัวในพื้นที่ เมื่อสบโอกาสจึงออกมาเคลื่อนไหวก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง
@@ “ทวี” ชี้คนร้ายครึ่งพันป่วนใต้พร้อมกัน สะท้อนรัฐอ่อนแอ

วันเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางลงพื้นที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาบางปู หมู่ 3 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และสำนักงานเทศบาลเมืองตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งถูกคนร้ายบุกเข้าไปวางระเบิด จนเกิดเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่และปัญหาในการปฏิบัติงานของรัฐ โดยมีประเด็นสำคัญ คือก่อเหตุเป็นขบวนการใหญ่ และก่อเหตุในเวลาเดียวกันกว่า 51 แห่ง แสดงถึงการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ คาดว่าอาจมีการใช้กำลังคนเฉลี่ยกว่า 500 คน และหากรวมเหตุการณ์เผายางรถยนต์ อาจมีผู้เกี่ยวข้องสูงถึง 1,000 คน
“การที่ทรัพย์สินทางราชการถูกทำลายและเกิดความเสียหายในวงกว้าง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และสะท้อนความอ่อนแอของรัฐ”
พ.ต.อ.ทวี ยังได้เสนอแนวทางในการปรับบทบาทการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มภารกิจด้านความปลอดภัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ครอบคลุมถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการจัดการภัยพิบัติ
