
ประเด็นแทรกซ้อนจากเหตุการณ์ป่วนใหญ่ เมื่อวันที่ 22-23 สิงหาคม กลายเป็นดราม่าซ้ำเติมสถานการณ์ชายแดนใต้ ก็คือ การที่มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งออกมาร้องเรียนกล่าวหาฝ่ายทหาร ไล่ยิงพวกตนจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งขึ้นบินลาดตระเวนจริงในคืนเกิดเหตุ
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกัน เพราะฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ยืนยันกระต่ายขาเดียว ว่าไม่เป็นความจริง แต่วัยรุ่นที่ได้รับบาดเจ็บ ก็ยืนยันข้อมูลฝั่งตัวเองเช่นกัน และมีปากคำชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่มายืนยัน แม้ไม่เห็นจะๆ แต่ก็มีเสียง ฮ. และเสียงปืนดังจริงๆ
หลายคนคงคิดเห็นตรงกันว่า เรื่องลักษณะนี้ ถ้าเป็นกรณีปกติ หรือเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมากคำอธิบายของ “ภาครัฐ” หรือ “ทางการ” จะเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะถือเป็นผู้รับผิดชอบตัวจริงในทางกฎหมาย
แต่แนวทางนี้ใช้ไม่ได้กับพื้นที่ปลายด้ามขวาน เหตุผลก็เพราะ...นอกจากเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง มีความแตกต่างกันทั้งด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตลอดจนมีความหวาดระแวงเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว
ยังมีเหตุผลสำคัญคือ เครดิตของภาครัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และทหาร ค่อนข้างตกต่ำ จากหลากหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะกรณี “ฮ.ลาดตระเวน” บินต่ำในเวลากลางคืน
@@ ฮ.ทหารบินต่ำกลางดึก ไม่ใช่ครั้งแรก!
“ทีมข่าวอิศรา” ไล่เรียงมาเล่าให้คุณผู้ชมฟังดังนี้
1.เคยมีเคส “ฮ.บินต่ำ” และมีข่าว “ยิงจาก ฮ.” มาก่อนแล้ว - เรื่องนี้วิจารณ์กันสนั่นหลังเหตุการณ์ระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 จุดทั่ว 3 จังหวัด และนราธิวาสหนักที่สุด (เหตุเกิดคืนวันเด็ก 10 มกราคม เมื่อตอนต้นปี)
- ชาวบ้านแชร์คลิปเสียง ฮ.ดังในความมืด และมีเสียงคล้ายปืน เสียงคล้ายระเบิด นำมาสู่การโจษขานกันว่า ทหารใช้ ฮ.บินตอนกลางคืนเพื่อล่าโจรใต้ และยิงโจร
- มีสื่อบางแขนงลงพื้นที่ไปตรวจสอบ และชาวบ้านพาไปดูร่องรอยกระสุน หรือสะเก็ดระเบิดในสวนยางพาราในพื้นที่ป่าเขา ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับเสียง ฮ. และเสียงระเบิดในความมืด
- เมื่อกระแสลือกระฉ่อน และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 บางท่านก็ออกมาพูดเตือนผ่านสื่อสาธารณะว่าไม่ใช่แนวทางที่ควรทำ ส่งผลให้ ฉก.นราธิวาส ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าใช้ ฮ.ลาดตระเวน ในเวลากลางคืนจริง
- แต่ ฉก.นราธิวาส ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงเรื่อง “ยิงจาก ฮ.”
@@ แจงไม่ชัด เข้าทางแก๊งปั่น - การเมือง - ผู้ไม่หวังดี
2.คำชี้แจงไม่ค่อยเคลียร์ และสร้างความเชื่อมั่นได้ไม่มากนัก ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อ กลายเป็นช่องทางปั่นกระแสในเวลาต่อมา
- มีคนของฝ่ายการเมือง และแนวร่วมกลุ่มผู้ไม่หวังดีทำคลิปแชร์และปั่นกระแส ส่งต่อให้สื่อนอกพื้นที่
- มีความพยายามปล่อยข่าวต่อเนื่อง
@@ ฉก.นราธิวาส ชาวบ้านไม่ค่อยประทับใจ
3.บทบาทของ ฉก.นราธิวาส หลายเรื่องสวนทางกับการปฏิบัติงานของหน่วยหลักในอดีต

- ประกาศเคอร์ฟิวถี่ยิบ บ่อยครั้งเวลาเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ แม้จะมีเสียงบ่นจากชาวบ้านอย่างหนักก็ตาม
- หน่วยเฉพาะกิจระดับจังหวัด หรือแม้แต่แม่ทัพภาคที่ 4 ในยุคก่อนๆ มีความระมัดระวังสูงมากเรื่องการประกาศเคอร์ฟิว โดยตลอด 20 กว่าปีของไฟใต้ น่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการแค่ 1-2 ครั้ง และไม่ประสบผลสำเร็จ ระยะหลังๆ จึงไม่มีการประกาศ แต่ใช้มาตรการเข้มงวดแบบอื่นผสมผสานไปแทน
- ฉก.นราธิวาส ยุคนี้อ้างอำนาจตามกฎอัยการศึกบ่อยครั้ง และออกเป็นประกาศทางการ ทั้งๆ ที่ทุกคนรับรู้กันดีว่าพื้นที่นี้ประกาศกฎอัยการศึกถาวร จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาประกาศซ้ำๆ ทำให้ชาวบ้านมองว่า “เหมือนแสดงอำนาจ”
- ฉก.นราธิวาส ใช้มาตรการปิดพื้นที่เกิดเหตุนานและเข้มงวด ส่วนใหญ่เป็นถนนหนทาง จนชาวบ้านเดือดร้อน กระทบวิถีชีวิต
- แนวคิดทำให้ชุมชนเดือดร้อน เป็นวิธีการหนึ่งที่ฝ่ายทหารนำมาสู้เชิงจิตวิทยากับกลุ่มก่อความไม่สงบ เพื่อให้ชาวบ้านเกลียดผู้ก่อเหตุ แต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ
- ฉก.นราธิวาส ใช้การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงจุดยืนในเรื่องอ่อนไหวบ่อยครั้ง
- การให้สัมภาษณ์ และท่าทีของ ผบ.ฉก.บางครั้งมีลักษณะท้าทายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ เนื่องจากรูปแบบการต่อสู้ของ BRN ในพื้นที่ คือ การทำสงครามความไม่สงบ หรือ insurgency ซึ่งเป็นสงครามอสมมาตร คล้ายการรบแบบกองโจรรูปแบบหนึ่ง (การท้าทายให้ออกมารบกัน หรือสู้กันแบบเผชิญหน้า จึงไม่มีทางได้รับการตอบสนอง)
@@ ย้อนประวัติศาสตร์บาดแผล - สุดท้ายหนีไม่พ้น
4.เคยมีเคสที่ชาวบ้านสงสัยว่า “ทหารทำ - จนท.ละเมิด” แล้วเป็นจริง โดยฝ่ายรัฐจะออกมาปฏิเสธก่อนทุกครั้ง

16 ธ.ค.62 ทหารยิงชาวบ้านตัดไม้ในป่า เสียชีวิต 3 ศพ บนเทือกเขาตะเว ฝั่ง อ.ระแงะ จ.นราธิวาส หลังเกิดเหตุอ้างเป็นการยิงปะทะ ทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธ และเสียชีวิตในสภาพยอมจำนนแล้ว รวมถึงไม่มีประวัติเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ทำให้ครอบครัว เครือญาติ และชุมชนไม่ยอม กระทั่งแม่ทัพภาคที่ 4 ในยุคนั้น (พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ หรือ บิ๊กเดฟ) ต้องลงพื้นที่ไปขอโทษ
ปี 67 ศาลพิพากษาลงโทษทหาร 2 นายที่ก่อเหตุ จำคุก 4 ปีไม่รอลงอาญา

29 ม.ค.55 ฐานทหารพรานถูกยิงถล่มด้วยเอ็ม 79 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังเกิดเหตุ หน่วยได้ประสานชุดลาดตระเวนออกติดตาม ไล่ล่า และปิดล้อม ต่อมาเจอรถต้องสงสัย มีชายหลายคนนั่งในกระบะ เจ้าหน้าที่ยิงใส่ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 4 ราย
หลังเกิดเหตุ ฝ่ายทหารอ้างว่าเป็นรถคนร้าย มีอาวุธ และยิงปะทะกัน แต่สุดท้ายความจริงปรากฏชัดว่าเป็นรถของชาวบ้านกำลังไปงานละหมาดศพ ขณะที่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเกือบทั้งหมดเป็นคนชรา
18 เม.ย.54 ทหารพรานอ้างถูกยิงถล่มที่ อ.หนองจิก เช่นกัน จึงมีการยิงปะทะ และรายงานเหตุการณ์ว่าฝ่ายคนร้ายเสียชีวิต 2 ราย
แต่ภายหลังกลับพบว่าผู้ตายเป็นวัยรุ่นอายุเพียง 19 ปี และ 16 ปี ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยังอ้างว่าเจอระเบิดขว้างในตัวผู้ตาย มั่นใจว่าเป็นคนร้าย แต่ครอบครัวยืนยันว่าไม่จริง กลายเป็นประเด็นขัดแย้งต่อเนื่องมา
ทั้งยังเคยเกิดกรณีคล้ายๆ กันนี้ คือ ยิงวัยรุ่นคาด่าน และแจ้งข่าวกันทางวิทยุสื่อสารว่า ฐานหรือจุดตรวจโดนโจมตี จึงยิงตอบโต้ แต่สุดท้ายเหตุการณ์จริงกลายเป็นตรงกันข้าม และมักมีการยัดปืน ยัดอาวุธให้กับผู้เสียหายด้วย
@@ ยกเป็นอุทาหรณ์ ไม่ซ้ำเติมกองทัพ - ฝ่ายปฏิบัติ
การยกตัวอย่างเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการสรุปว่ามีแต่ฝ่ายรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดประชาชน เพราะในสถานการณ์จริงของพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อเหตุรุนแรงมากมาย ต้องเสียชีวิต บาดเจ็บ และทุพพลภาพก็ไม่น้อย รวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้หญิง เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ ก็ล้วนตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สังคมรับรู้และประณามมาตลอด แต่การนำตัวอย่างเหล่านี้มาเล่าย้อน ก็เพื่อให้เห็นปัญหาการสื่อสารและการรับมือของฝ่ายรัฐหลังเกิดเหตุต้องสงสัย ซึ่งไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้จริงๆ
@@ วาทะ “แม่ทัพยูร” 5 เรื่องพลาดหมด ซ้ำเติมสถานการณ์
5.ข้อนี้สำคัญที่สุด... การสื่อสารของแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน คือ พลโท นรธิป โพยนอก มีปัญหา ทำให้คนฟังไม่เชื่อถือ
นับเฉพาะหลังเกิดเหตุป่วนใหญ่วันที่ 22 ส.ค.69 ท่านพูด 4 เรื่อง และต้องมาแก้ข่าวภายหลัง หรือไม่มีใครรับลูกท่านเลย (ยกเว้นนายกฯอนุทิน)
หนึ่ง อ้างว่าเหตุป่วนใหญ่เพราะกลุ่มที่ก่อเหตุต้องการตอบโต้ฝ่ายรัฐที่กวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย และเพิ่งจับบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่
**ผอ.สำนักข่าวกรองฯ และเลขาธิการ สมช. แทบไม่ได้ให้น้ำหนักในเรื่องนี้เลย รวมถึงการรายงานของศูนย์ประสานงานข่าวกรองฯ ด้วย
สอง อ้างว่ามีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากหน่วยข่าว แต่ไม่ได้บอกวันเวลา และสถานที่
**ความจริงคือ หน่วยข่าวเตือนโดยระบุวันชัดเจน มีระบุว่าวันที่ 22 ส.ค.69 เลยด้วยซ้ำ
สาม อ้างว่าการโจมตี เผา อปท. และเทศบาล 7 แห่ง เป็นเรื่องการเมือง ให้สื่อไปดูเองว่า นายกองค์กรปกครองท้องถิ่นเหล่านั้น สังกัดพรรคการเมืองใด
**ภายหลังผู้ใต้บังคับบัญชาต้องออกมาแก้ข่าวแทน
สี่ ปฏิเสธสิ้นเชิงว่าไม่มีเหตุการณ์ “ยิงจาก ฮ.” ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างรอบด้านมากพอ

ก่อนหน้าเหตุป่วนใหญ่ 22 ส.ค. ท่านยังเคยพูดระหว่างแถลงข่าวความคืบหน้าคดียิง สส.กมลศักดิ์ เมื่อเดือน เม.ย.69 โดยปิดไมค์พูดว่า “ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก!”
และในวันเดียวกันนั้น ท่านยังกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะกลุ่มป่วนใต้ด้วย ทำให้ถูกประท้วงจากกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนสอนศาสนาในพี้นที่ และเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4
ทั้งหมดนี้คือเหตุผล ว่าทำไมหลายๆ คนจึงไม่เชื่อทหาร โดยเฉพาะคนในพื้นที่ และครั้งนี้ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ถ้าท่านยังไม่สรุปบทเรียน!
