
ผู้นำศาสนานราธิวาส ออกโรงยืนยัน “เสื้อเกราะไม่ใช่คำตอบ” แถมจะทำลายภาพลักษณ์ “ตัวกลางสันติภาพ” เสียด้วยซ้ำ
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หลังมีข่าวฝ่ายทหารเตรียมแจกจ่ายยุทธภัณฑ์ชนิดนี้ให้กับผู้นำศาสนาตามที่มีคำร้องขอ เนื่องจากเกรงจะโดนลูกหลงขณะช่วยเจ้าหน้าที่เข้าเจรจาเกลี้ยกล่อมกลุ่มติดอาวุธให้ยอมมอบตัว ในห้วงเวลาที่มีปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น ในพื้นที่ จ.นราธิวาส
ข้อเสนอที่ได้รับการตอบสนองทันทีจากผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) นี้ เกิดขึ้นในการประชุมร่วมกันระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับผู้นำศาสนาอิสลาม เพื่อเตรียมการกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบในห้วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งบุญ และเป็นเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.69 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธาน
และฝ่ายทหารที่ขานรับเรื่องนี้แทบจะทันที คือ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส แถมเจ้าตัวยังมีไอเดียมอบ “เสื้อเกราะสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียวทหาร” ให้กับผู้นำศาสนา จะได้ไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ สังเกตเห็นได้ง่ายว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ พร้อมสำทับว่าจะนำร่องพื้นที่นราธิวาสเป็นจังหวัดแรก
อ่านประกอบ : ชงรัฐบาลอนุทินของบผุด "รั้วชายแดน" สกัดป่วนใต้
อย่างไรก็ดี เมื่อข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีเสียงวิจารณ์จมหู และหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นข้อเสนอของฝ่ายผู้นำศาสนาเอง
“ทีมข่าวอิศรา” จึงตรวจสอบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ โดยสอบถามกับ นายอับดุลอาซิซ เจะมามะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเข้าร่วมประชุมวงดังกล่าวด้วย
@@ แจงอิหม่ามแค่ห่วงความปลอดภัย ปัดร้องขอเสื้อเกราะ

นายอับดุลอาซิซ ยอมรับว่า ในที่ประชุมมีการพูดคุยในเรื่องเสื้อเกราะจริง แต่ไม่ใช่ผู้นำศาสนาที่เป็นฝ่ายร้องขอเสื้อเกราะ
“จริงๆ แล้วบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบปัจจัยสนับสนุนการประกอบศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอนที่กำลังจะมาถึงด้วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้นำศาสนาในพื้นที่”
“เรื่องเสื้อเกราะมีพูดกันในช่วงที่มีการเปิดเวทีให้ซักถาม อิหม่ามท่านหนึ่งจากอำเภอตากใบได้แสดงความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของตนเอง เนื่องจากต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการพูดคุยกับผู้เห็นต่างฯ โดยที่ตนเองไม่มีอาวุธหรือสิ่งป้องกันใดๆ”
“แต่ข้อเสนอเรื่องเสื้อเกราะนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากตัวผู้นำศาสนา แต่เป็นทางด้านผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่กล่าวในเชิงหยอกล้อและแสดงความเป็นห่วง จึงมีการพูดถึงเสื้อเกราะ ซึ่งเป็นการสนทนาโต้ตอบกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง”
@@ ย้ำอิหม่ามใส่เสื้อเกราะ “ไม่เหมาะอย่างยิ่ง”
ในทัศนะของ นายอับดุลอาซิซ มองว่า การที่ผู้นำศาสนาจะสวมเสื้อเกราะปฏิบัติหน้าที่นั้น เป็นภาพที่ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” และไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้เสนอทางออกด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกว่า
“ต้องทำงานเป็นคณะ เมื่อผู้นำศาสนาต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ควรมีการประสานงานให้หลายฝ่ายร่วมเดินทางไปด้วย เช่น ตัวอิหม่าม ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดอำเภอ เป็นการสร้างเกราะป้องกันด้วยชุมชน การไปเป็นคณะใหญ่จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกฝ่ายได้มากกว่าการปล่อยให้ผู้นำศาสนาเดินทางไปเพียงลำพัง ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความไม่ปลอดภัย”
รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ยังฝากข้อความถึงฝ่ายความมั่นคงที่จะปฏิบัติภารกิจดูแลความปลอดภัยในช่วงเดือนรอมฎอนว่า อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มความอดทนอดกลั้นต่อผู้เห็นต่างจากรัฐให้มากกว่าปกติ 2-3 เท่า เนื่องจากรอมฎอนคือเดือนแห่งความอดทน
“อยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ อดทน 2-3 เท่า และหลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้ประกอบศาสนกิจอย่างสงบสุข” นายอับดุลอาซิซ กล่าว
@@ เตือนทหารระวังถูกมองใช้ผู้นำศาสนาเป็น “โล่กำบัง”
สอดคล้องกับความเห็นของผู้นำศาสนาระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่บอกคล้ายๆ กันว่า แนวคิดเรื่องการมอบเสื้อเกราะให้ผู้นำศาสนาสวมใส่ขณะทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมผู้เห็นต่างฯนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ “ผิดฝาผิดตัว” และอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว
“การนำผู้นำศาสนา หรือผู้นำท้องถิ่นเข้าไปในพื้นที่ปิดล้อมที่มีการใช้อาวุธกันอยู่ มันผิดหลักการตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว” ผู้นำศาสนารายนี้ระบุ
และว่า “บุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่สามที่ไม่ควรถูกดึงเข้าไปเสี่ยงในสมรภูมิ การให้เขาไปเจรจาในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด อาจถูกมองได้ว่ารัฐกำลังใช้ผู้นำศาสนาเป็น ‘โล่กำบัง’ ซึ่งจะทำลายภาพลักษณ์ความเป็นกลางและความเชื่อมั่นที่ชาวบ้านมีต่อผู้นำศาสนาไปจนหมดสิ้น”
”นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาว่า ผู้ที่ถูกปิดล้อมจน ‘หลังชนฝา’ มักมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูง และมีความกดดันถึงขีดสุด ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการเจรจาในสภาวะวิกฤตเช่นนั้นมักไม่ได้ผล ไม่ว่าผู้เจรจาจะเป็นใครก็ตาม”
@@ อิหม่ามใส่เสื้อเกราะ ไม่ใช่กันกระสุน แต่เรียกกระสุน
ในมิติของความปลอดภัย ผู้นำศาสนาท่านนี้สรุปว่า แม้ด้านหนึ่งเสื้อเกราะจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัว แต่ในพื้นที่ขัดแย้ง มันคือ “สัญลักษณ์ของอาวุธและยุทโธปกรณ์”
“หากโต๊ะอิหม่ามต้องใส่เสื้อเกราะไปมัสยิดหรือไปตลาด แทนที่จะรู้สึกปลอดภัย มันจะกลายเป็นเป้าสายตาและความหวาดระแวงให้กับฝ่ายเห็นต่างทันที แทนที่จะเดินเหินได้อย่างสบายใจ กลับต้องมาพะวงว่าเสื้อเกราะตัวนี้จะดึงกระสุนเข้ามาหาตัวหรือไม่”
ผู้นำศาสนาท่านนี้เสนอทิ้งท้ายว่า รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการหยิบยื่นอุปกรณ์ป้องกันตัว มาเป็นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่แท้จริงในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยต้องแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเรียกหาผู้นำศาสนาไปช่วยที่ “ปลายน้ำ”
“โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอน ฝ่ายรัฐในฐานะผู้ปกครอง เปรียบเสมือน ‘พ่อ’ ต้องมีความอดทนต่อฝ่ายเห็นต่างฯ ที่เปรียบเสมือน ‘ลูก’ โดยอดทนให้สูงกว่าปกติ ไม่ควรสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรง เพื่อให้สันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นจากความจริงใจ ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันตัว”
--------------------------------
ภาพปกเรื่อง : เหตุการณ์ที่ผู้นำศาสนา (คนซ้ายสุดใส่เสื้อเกราะ) และญาติ กำลังช่วยเกลี้ยกล่อมผู้ต้องหาให้ยอมมอบตัว ในปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่บ้านโคกเค็ต ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 3 ก.พ.65
