
สถานการณ์ที่ชายแดนใต้ช่วงนี้ไม่ได้มีแต่ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังมีการปะทะกันทางความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของพี่น้องประชาชน กับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ด้วย
ก่อนหน้านี้มีการแชร์คลิป ปฏิบัติการนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินไล่ล่าคนร้ายตอนกลางคืน และมีเสียงระเบิดดัง มีร่องรอยของระเบิดและกระสุนปืนในพื้นที่สวนยางพาราของชาวบ้าน ต่อมาหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสยอมรับว่ามีการนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินจริง แต่เสียงระเบิดไม่ได้มาจากฝ่ายทหาร อ้างว่ามาจากฝ่ายโจรบีอาร์เอ็น
คำชี้แจงนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับในพื้นที่เท่าใดนัก เพราะมีข้อโต้แย้งหลายประการ
อ่านประกอบ : 7 ข้อสังเกต ย้อนเกล็ด ฉก.นราธิวาส
ล่าสุดยังมีเหตุการณ์ปะทะกันทางความคิดเกิดขึ้นอีก คือการ “ปิดถนนสกัดประชาชนไม่ให้เดินทาง” โดยอ้าง “ทำพื้นที่ให้ปลอดภัยหลังเกิดระเบิด”
“ทีมข่าวอิศรา” นำเสนอไทม์ไลน์ให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้
31 มี.ค. - คนร้ายวางระเบิดรถตำรวจ สภ.ระแงะ จังหวัดนราธิวาส บริเวณเชิงสะพานแห่งหนึ่ง บนถนนสายดุซงญอ-บองอ ตำรวจบาดเจ็บ 5 นาย ชาวบ้านโดนลูกหลง 2 ราย

1 เม.ย. - เจ้าหน้าที่นำลวดหนามหีบเพลง กับแผงกั้นเหล็ก ปิดการจราจร แบบ “ปิดตาย” พร้อมติดตั้งป้ายห้ามผ่าน
- ข้อความบนป้ายชี้ชัดว่าเป็นการกระทำของ BRN
- นัยเพื่อให้ประชาชนรู้สึกเดือดร้อนเพราะกลุ่ม BRN
- ระยะเวลาตามประกาศ ปิดถนนยาว 7 วัน (1-7 เม.ย.)
2 เม.ย. - มีกระแสไม่พอใจของชาวบ้าน (ทั้งออร์แกนิค และถูกปลุกระดม) เหตุผลคือ
- กระทบวิถีชีวิต
- เป็นเส้นทางผ่านไปตลาดดุซงญอ
- ปิดถนนต้องอ้อมไกล น้ำมันแพง ยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน
- ไม่ใช่แค่ปิดถนน แต่ยังมีปิดหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งใน อ.ระแงะ ซึ่งเกิดเหตุรุนแรงก่อนหน้านี้ โดยมีการประกาศปิด วันที่ 1-4 เม.ย.
- อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ตั้งคำถามว่า การกระทำของหน่วยทหาร ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR หรือไม่ เพราะอาจเข้าข่าย “การลงโทษแบบเหมารวม” (Collective Punishment) ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
2 เม.ย. - รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันไม่มีการ “ปิดหมู่บ้าน” แค่ตั้งจุดตรวจร่วม สร้างความมั่นใจ ไม่ใช่ห้ามเข้า-ออกเด็ดขาด
ส่วนกรณีปิดถนนเชิงสะพานที่เกิดระเบิด แบบ “ปิดตาย 7 วัน” ไม่ได้มีการชี้แจง
@@ “สว.อังคณา” ออกโรงตำหนิฝ่ายความมั่นคง
สว.อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเคยทำงานด้านสิทธิมนุษยชนพื้นที่ชายแดนใต้ ในนาม “คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เรื่องระเบิด กลายเป็นจับคนผิดไม่ได้ แถมคนทั้งชุมชนต้องได้รับผลกระทบจากการปิดถนนจนไม่สามารถเข้าออกหมู่บ้าน กระทบวิถีชีวิตของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเด็กๆ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องออกไปทำมาหากิน”
สว.อังคณา ตั้งคำถามถึงแนวทาง “การเมืองนำการทหาร” ว่ายังยึดถืออยู่หรือไม่ เพราะนี่คือการลงโทษแบบเหมารวม
@@ ฉีกตำราสู้ความไม่สงบ หรือรบเข้าทาง BRN?
เป็นที่น่าสังเกตว่า วิธีการกดดันให้ชาวบ้านรู้สึกเดือดร้อน หลังกลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุรุนแรง หรือก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินสาธารณะ เช่น ระเบิดเสาไฟฟ้า จนไฟฟ้าดับทั้งหมู่บ้าน ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยเคยนำมาใช้
เช่น เมื่อไฟฟ้าดับเพราะเหตุลอบวางระเบิด ก็ไม่รีบแจ้งซ่อมให้ชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านเดือดร้อน จะได้ไม่พอใจกลุ่มขบวนการ โดยเฉพาะบีอาร์เอ็น
แต่เรื่องนี้กลายเป็นข้อถกเถียง เพราะหากทำโดยไม่ได้สัดส่วนที่่เหมาะสม หรือสื่อสารไม่ดีพอ อาจทำให้หน่วยงานรัฐตกเป็นเป้าหมายถูกชาวบ้านตำหนิหรือเกลียดแทน เพราะคนจะรู้สึกว่าเดือดร้อน และรัฐไม่ดูแล
ขณะที่ตำราการเอาชนะ “สงครามความไม่สงบ” ที่ยอมรับกันทั่วโลก คือ
- ยุทธวิธีการก่อความไม่สงบ หรือการก่อการร้าย เป็นการสร้างเหตุรุนแรงให้ประชาชนหวาดกลัว จะได้ไม่ร่วมมือกับรัฐ หันมาเกรงกลัวฝ่ายต่อต้านรัฐ หรือเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐ หรือกดดันให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบายตามที่ฝ่ายก่อการต้องการ
- ฉะนั้นฝ่ายรัฐจึงต้องเอาชนะผู้ก่อความไม่สงบ ด้วยการทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เป็นปกติที่สุด
สมมติว่ามีระเบิดเกิดขึ้นในตลาด ฝ่ายรัฐต้องรีบเคลียร์พื้นที่ และเปิดตลาดให้ได้อย่างรวดเร็ว ให้ตลาดกลับมาคึกคักเหมือนเดิม เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า กลุ่มก่อความไม่สงบไม่สามารถสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นได้ และไม่บรรลุเป้าหมายของกลุ่มตน เพราะสังคมในพื้นที่ยังเดินต่อไปได้ และไม่ยอมรับกับความรุนแรง
หลายประเทศเลือกวิธีต่อสู้แบบนี้ และไม่มีการละเมิดสิทธิประชาชน เพราะจะทำให้ประชาชนยิ่งไม่พอใจ แต่การกระทำของหน่วยงานรัฐบางหน่วยในพื้นที่ กลับทำตรงกันข้าม ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่า สถานการณ์ไฟใต้จะแย่ลงกว่าเดิมในยุคนี้ โดยเฉพาะที่นราธิวาส
