
สำรวจสถิติเหตุรุนแรงที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และคนทำงานให้รัฐในมิติความมั่นคง สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลเมื่อวันที่ 12 พ.ค.69
ผ่านมา 12-13 วัน การพูดคุยสันติสุขยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุยให้ครบตามองคาพยพ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นรัวๆ โดยพุ่งเป้าไปที่ “คนของรัฐ” แต่คนรับเคราะห์มีมากกว่านั้น
13 พ.ค.69 คนร้ายขี่มอเตอร์ไซค์ตามประกบยิง นายอาฟัณณี เจ๊ะเต๊ะ เป็น อส.ชคต.จะแนะ จ.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะ นายอาฟัณณี ขี่รถออกจากฐาน ชคต.ดุซงญอ เพื่อกลับบ้าน เหตุเกิดบนถนนสายดุซงญอ - กาแย

20 พ.ค.69 คนร้ายลอบยิง ส.อ.มูฮัมหมัดอำมุดี แวสอเฮาะ เป็นทหารสังกัด กองร้อยอาวุธเบา สังกัดกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 152 (ร้อย อวบ.ร.152 พัน.3) ค่ายสิรินธร ได้รับบาดเจ็บ และยังมี ด.ญ.นูรฟีรดาวล์ ตาเละ อายุ 9 ปี หลานของภรรยาถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บด้วย เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านของภรรยา ในพื้นที่ หมู่ 6 ต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
22 พ.ค.69 คนร้ายลอบยิง นายมะแอ มะสีละ เป็นอดีตทหารพราน กรมทหารพรานที่ 47 เสียชีวิต พร้อมชิงอาวุธปืนพกขนาด 9 มม.ของผู้ตายไปด้วย เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน สายจะกว๊ะ ท้องที่หมู่ 1 ต.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา
22 พ.ค.69 คนร้ายซุ่มโจมตียิงตำรวจ สภ.สายบุรี ที่เฝ้าอาคาร สภ.สายบุรีหลังใหม่ ตั้งอยู่ที่ ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ ส.ต.อ.นัฐวุฒิ สุราษฎร์ ผบ.หมู่ (นปพ.) สภ.หนองจิก ช่วยราชการ สภ.สายบุรี ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต

25 พ.ค.69 คนร้าย 4 คน แต่งกายอำพรางเป็นหญิงมุสลิม ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันตามประกบยิงรถเก๋งส่วนตัวของตำรวจ สภ.ยะหริ่ง เป็นเหตุให้ ด.ต.อดุลย์ หยีสุหลง และ ด.ญ.อัฟฟรีนา หยีสุหลง ลูกวัย 2 เดือน ได้รับบาดเจ็บ ส่วน นางฟาตีเมาะ ยาโงะ ภรรยาที่นั่งมาในรถด้วย เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ หมู่ 5 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดย นางฟาตีเมาะ เป็นครูของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย
รวมความสูญเสียที่เกิดจากเหตุรุนแรงด้วยการลอบยิง 5 ครั้ง มีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือคนของรัฐเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 3 ราย ภรรยาของเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ราย เด็ก 9 ขวบ กับทารกวัยเพียง 2 เดือน ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ
@@ ปธ.พูโล เชื่อใต้ป่วนหนัก โยงพูดคุยรอบใหม่

ความถี่อย่างผิดปกติของเหตุรุนแรงที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่ในช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมา นายกัสตูรี มะห์โกตา ประธานองค์การพูโล มองว่าเป็นความเชื่อมโยงกับกระบวนการพูดคุยสันติสุขรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“สาเหตุของความรุนแรงระลอกล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก” เขาออกตัว ก่อนขยายความ
“แต่ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับกระบวนการเจรจาหรือการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรับเปลี่ยนคณะพูดคุยฯ ของทางการไทย”
ประธานพูโล ระบุว่า ตนได้รับทราบข้อมูลมาว่า ทางคณะพูดคุยฝ่ายทางการไทย มีความต้องการที่จะให้กลุ่มผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ BRN องค์การพูโล (PULO) รวมถึงกลุ่มขบวนการอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในโต๊ะพูดคุยอย่างพร้อมหน้ากัน
“เมื่อทางฝั่งสยาม (รัฐบาลไทย) แสดงท่าทีว่าอยากให้มีทุกกลุ่มเข้าร่วม ก็มีความเป็นไปได้ว่าทาง BRN เขาอาจจะมีความรู้สึกหวงพื้นที่ หรือไม่พอใจอยู่นิดๆ เพราะ BRN เขาก็อยากจะได้ในแนวทางของเขาฝ่ายเดียว ทางนั้นเขาก็เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับเรื่องนี้” นายกัสตูรี กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะด่วนสรุปหรือกล่าวหาว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN โดยตรง แต่ตั้งข้อสังเกตว่าลึกๆ แล้ว ทางกลุ่ม BRN อาจจะมีความรู้สึกไม่พอใจกับทิศทางการเจรจาในปัจจุบัน
สำหรับความเคลื่อนไหวและท่าทีของกลุ่ม PULO ในปัจจุบันนั้น นายกัสตูรี ยืนยันว่า ทางกลุ่มกำลังมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนและล็อบบี้ในระดับนานาชาติเป็นหลัก
“ส่วนของ PULO เอง ตอนนี้เรากำลังโฟกัสไปที่การล็อบบี้ในระดับนานาชาติ เน้นผลักดันกิจกรรมระหว่างประเทศ ส่วนความเคลื่อนไหวภายในประเทศนั้น ก็อาจจะมีบ้างนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย แต่เราเน้นไปที่เวทีระดับนานาชาติเป็นหลัก นี่คือกรอบการทำงานคร่าวๆ ของเราในตอนนี้”
@@ เป้าหมายจริงคือผู้บริสุทธิ์ หวังสร้างอาณาจักรความกลัว
ด้านเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ วิเคราะห์ว่า รูปแบบการก่อเหตุที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในระยะหลัง คือการพุ่งเป้าโจมตีไปยัง “เป้าหมายอ่อนแอ” เช่น ครู ครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป ส่วนการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือ “คนถือปืน” เป็นเพียงฉากหน้า
“การโจมตีเป้าหมายเหล่านี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความหวาดกลัวขั้นสูงสุดให้กระจายไปในชุมชน เมื่อประชาชนรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาได้ ความเชื่อมั่นต่อกลไกของรัฐก็จะลดลง ซึ่งนี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้กลุ่มขบวนการสามารถเข้ามาสร้างอิทธิพลมืด และครอบงำพื้นที่ได้ง่ายขึ้น” แหล่งข่าวจากหน่วยความมั่นคง ระบุ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เสียงปืนและเสียงระเบิดไม่เคยเงียบหายไปจากปลายด้ามขวาน คือความจำเป็นในการ “รักษาไฟ” ของอุดมการณ์ต่อต้านรัฐ เจ้าหน้าที่รายนี้วิเคราะห์ว่า กลุ่มแกนนำมีความจำเป็นต้องแสดงศักยภาพทางการทหารให้สมาชิกและมวลชนแนวร่วมเห็นว่า ขบวนการยังคงมีความเข้มแข็ง
“การหยุดก่อเหตุเป็นเวลานาน อาจถูกมวลชนหรือสมาชิกตีความว่าเป็นการยอมจำนน ดังนั้นการโจมตีเป็นระยะจึงเป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงความขัดแย้งไม่ให้มอดดับ และเมื่อใดก็ตามที่กองกำลังของรัฐเปิดปฏิบัติการเชิงรุก เช่น การปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม หรือเกิดการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัย กลุ่มผู้ก่อเหตุมักจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงทันทีเพื่อแก้แค้นและแสดงศักยภาพ วงจรลูกโซ่นี้คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
@@ เตือนป่วนขยายวงทำลายโครงสร้างพื้นฐาน
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รายเดิม ยังเตือนว่า นอกจากการมุ่งทำร้ายตัวบุคคลแล้ว การก่อวินาศกรรมที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การวางระเบิดปั๊มน้ำมัน เสาไฟฟ้า หรือร้านสะดวกซื้อ ก็ซ่อนนัยทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การสร้างความวุ่นวาย นั่นก็คือการ “สร้างความชะงักงันทางเศรษฐกิจ” และทำลายบรรยากาศการลงทุน ทั้งหมดก็เพื่อดิสเครดิตฝ่ายรัฐ และสร้างอำนาจต่อรอง
@@ กอ.รมน.ปลุกสังคมร่วมประณาม ย้ำไม่ใช่วิถีคนกล้า

วันเดียวกัน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำอันโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม และขัดต่อหลักศาสนาอย่างร้ายแรงของกลุ่มผู้ก่อเหตุครั้งนี้ เนื่องจากผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายคือครอบครัวที่กำลังใช้ชีวิตตามปกติ เป็นทั้งพ่อ แม่ และมีเด็กทารกอยู่ในเหตุการณ์ ท่ามกลางความสะเทือนใจของประชาชนในพื้นที่
“การก่อเหตุลักษณะนี้ไม่เพียงมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังสร้างความสูญเสียแก่ผู้บริสุทธิ์ กระทบต่อความรู้สึกปลอดภัยของสังคม และสะท้อนถึงความไร้มนุษยธรรมของผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน”
ขณะเดียวกัน ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยังเผยแพร่ข้อความประณามเพิ่มเติมว่า “เสียงปืนเพียงไม่กี่นัด... พรากชีวิตแม่คนหนึ่ง ทำร้ายพ่อคนหนึ่ง และฝากบาดแผลไว้กับเด็กทารกที่ไม่รู้อะไรเลย... นี่ไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือ... ความโหดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ที่สังคมต้องร่วมกันประณาม”
