
ในขณะที่รัฐไทยยัง “มึนๆ” กับสถานการณ์ไฟใต้ และสับสนอลหม่านว่าจะแก้ไขปัญหากันแบบไหนดี
อ่านประกอบ: เสธ.สั่งล่า - กลาโหมสั่งคุย!
อ่านประกอบ: ตท.26 รวมพลที่ปลายขวาน ลั่นล่าตัวทีมฆ่าทหาร แม้สภาพไร้ชีวิต!
อ่านประกอบ: อยู่ที่ไหน? นโยบายเอาชนะที่ภาคใต้ ของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง
แต่เมื่อหันไปดูวิวัฒนาการของกลุ่มก่อความไม่สงบ จะพบว่ามีการพัฒนาการก่อเหตุไปเรื่อยๆ จนไม่แน่ว่าฝ่ายความมั่นคงตามทันหรือไม่ ทั้งๆ ที่ความคาดหวังของสังคมคือ ฝ่ายรัฐควรนำหน้าฝ่ายก่อความไม่สงบ และป้องกันการก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายได้ ไม่ใช่แค่ตามจับ ตามเยียวยากันหลังเกิดเหตุเท่านั้น
ย้อนดูปฏิบัติการครั้งล่าสุดของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง จะพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
1.ปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุโจมตีจุดตรวจ มากกว่า 220 ปลอก
สะท้อนว่าคนร้าย “ยิงไม่อั้น” หมายความว่ามีกระสุนในคลังมากมาย ไม่ต้องยิงแบบประหยัดหรือยิงเฉพาะที่หวังผลได้เท่านั้น
2.กลุ่มผู้ก่อเหตุมีไม่น้อยกว่า 13 คน ใช้รถยนต์ และรถจักรยานยนต์อย่างน้อย 3 คันร่วมปฏิบัติการ
สะท้อนว่ากำลังคนของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีมากพอที่จะประกอบกำลังกันก่อเหตุใหญ่ๆ ได้ แม้จะถูกปราบปรามมาตลอดหลายสิบปีก็ตาม
3.กลุ่มผู้ก่อเหตุเฝ้าติดตามการปฏิบัติหน้าที่อย่างยาวนาน ก่อนเลือกวันลงมือ
ที่เห็นชัดๆ คือเลือกลงมือ วันที่กำลังพลเหลือ 5 นาย เกิดคำถามว่า กำลังพลหายไปไหนกว่าครึ่งหมู่
ยกตัวอย่างการตั้งด่าน ใช้ทหาร 1 หมู่ มี 12-15 นาย โดยปกติตามระเบียบ อนุญาตให้กำลังพลลาพักได้ 1 ใน 4 กำลังพลจึงควรจะมี 9-12 นายในการปฏิบัติหน้าที่ หรืออย่างน้อยที่สุด 8 นาย แต่กำลังพลที่ตั้งด่านในวันเกิดเหตุ เหลือเพียง 5 นาย โดยให้เหตุผลว่าอีก 3 นาย ”ลา“
นั่นแปลว่า เป็นการลาเกินจำนวนที่กำหนดไว้ตามระเบียบหรือไม่ และเหตุใดผู้บังคับบัญชาจึงปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีกำลังพลเหลือน้อยขนาดนี้ ทำให้ไม่สามารถเฝ้าระวังการโจมตีได้เลย
เหนือสิ่งอื่นใด กลุ่มคนร้ายเลือกวันโจมตีในห้วงเวลาที่มีกำลังพลเหลือน้อยที่สุด แปลว่าพวกเขามอนิเตอร์เป้าหมายอยู่ตลอดเวลา
4.พาหนะก่อเหตุ / รถคาร์บอมบ์ ไม่ใช้รถโจรกรรมอีกแล้ว แต่ใช้รถโอนลอย
ที่ผ่านมา การใช้รถโจรกรรมมาทำคาร์บอมบ์ หรือเป็นพาหนะในการก่อเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังได้ง่าย เมื่อรถหาย ก็แจ้งเตือนไปทุกด่าน พร้อมส่งภาพให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง หลายครั้งสามารถสกัดได้คาด่าน เป็นอุปสรรคสำคัญในการเคลื่อนที่
แต่การใช้รถโอนลอย คือซื้อรถมือสองมาในราคาถูก แล้วนำมาก่อเหตุ จึงไม่สามารถป้องกันได้เลย หากไม่มี “การข่าว” แจ้งล่วงหน้า
นอกจากนั้น การใช้รถโอนลอย ยังสะท้อนว่ามีแหล่งทุนในการจัดหารถและอุปกรณ์ในการก่อเหตุรุนแรงแบบไม่อั้น เพราะก่อเหตุเรียบร้อย ยังนำรถไปเผาทิ้งอีกด้วย
5. ทีมชุดดำนราธิวาส ก่อเหตุอุกอาจสารพัด แต่ยังลอยนวล
8 มี.ค.68 บุกที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก ยิงถล่ม คาร์บอมบ์ซ้ำ
วางวัตถุต้องสงสัยทั่วเมืองก่อนหลบหนี
อส.พลีชีพ 2 นาย บาดเจ็บจำนวนมาก
ปิคอัพพาหนะหลบหนี ขับไปจอดทิ้ง
รถคาร์บอมบ์ซื้อผ่านออนไลน์
5 ต.ค.68 บุกปล้นร้านทองในห้างบิ๊กซี สุไหงโก-ลก
ชุดดำนับสิบ อาวุธครบมือ เดินว่อนห้าง ยิงใส่ทหาร
กวาดทอง 540 บาท มูลค่ากว่า 32 ล้านบาท
วางระเบิดถังแก๊สสกัดการติดตาม
ปล้นรถมาก่อเหตุ แล้วนำไปจอดทิ้งหลังปล้นทอง
เป็นไปได้หรือไม่ที่ “ชายชุดดำ” กลุ่มนี้ คือทีมปฏิบัติการระดับพระกาฬ ชุดเดียวกัน ที่ก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยแผนประทุษซ้ำเดิม
กลุ่มนี้น่าจะผ่านการฝึกการใช้อาวุธมาอย่างช่ำชอง และอาจไม่ได้มีเฉพาะสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น แต่อาจเป็นทีมผสมจากเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งอาจมีอดีตคนมีสี หรือคนที่เคยผ่านการฝึกผสมอยู่ด้วยก็เป็นได้
โดยดูจากลักษณะการก่อเหตุที่ไม่เกรงกลัวใดๆ หลายครั้งปฏิบัติการต่อหน้ากล้องวงจรปิดด้วยซ้ำ!
