
2 เหตุผลที่หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขดับไฟใต้ฝ่ายรัฐบาลไทย หยิบมาอธิบายการเลื่อนโต๊ะพูดคุยกับ BRN ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดูจะยังไม่ร้อนแรงเท่าข่าว “ดีลลับอินโดฯ” ที่เชื่อมโยงกับการเยือนอินโดนีเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพอดี ของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯอนุทิน
อ่านประกอบ : จริงหรือ “ฐนัตถ์” เล่นบทกร้าวโต้ BRN โจมตี สั่งเลื่อนพูดคุยไม่มีกำหนด
อ่านประกอบ : “วันนอร์” ปัดข่าว “ดีลลับอินโดฯ”
แม้ “อาจารย์วันนอร์” จะออกมาเปิดใจกับ “ทีมข่าวอิศรา” ยืนยันว่าไม่มี “ดีลลับอินโดฯ” แต่ก็บอกตรงๆ ชัดๆ ว่า บินไปพบปะพูดคุยกับบุคคลและมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับสันติภาพ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราอย่างแน่นอน
เป็นที่น่าสังเกตว่า การเปิดช่องทางการสื่อสาร พูดคุยที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความขัดแย้งในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามดำเนินการในบริบทนี้ แต่ที่ผ่านมามักเป็นการพบปะกันในทางลับ แม้ว่าฝ่ายอินโดนีเซียจะแสดงท่าทีอยากเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้อย่างชัดแจ้งก็ตาม
โดยเฉพาะบทบาทของ นายยูซูฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งมีประสบการณ์ในกระบวนการสร้างสันติภาพ หรือ peace building ในพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงของไทย เช่น พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุดแรก ในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556
แต่ทุกครั้งที่มีข่าวว่าไทยสนใจใช้บริการของอินโดนีเซีย ก็จะมีกระแสความไม่พอใจจากทางฝั่งมาเลเซีย เนื่องจากยุทธศาสตร์ของมาเลเซียหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ต้องการสถาปนาตัวเองเป็น “คนกลาง” หรือ “ผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง” ในภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และเพิ่มน้ำหนักของประเทศในเวทีโลก
อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงไทยบางปีก โดยเฉพาะปีกทหารที่เคยมีบทบาทช่วยเหลือมาเลเซียแก้ไขปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ หรือ จคม.ในอดีต แสดงท่าทีไม่พอใจมาเลเซีย เพราะมองว่ามาเลเซียไม่ยอมช่วยไทยเต็มร้อย เพื่อแก้ไขปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน
เพราะช่างแตกต่างกับตอนที่ไทยช่วยมาเลเซียแก้ปัญหา จคม. ซึ่งไทยประกาศตัวเป็น “คนกลางเจรจา” ใช้ไทยเป็นพื้นที่นัดพบ และเปิดเจรจา ทำข้อตกลงสันติภาพ รวมทั้งรับกลุ่มติดอาวุธ จคม.ที่ตัดสินใจวางอาวุธ ให้ที่ดินทำกิน และสร้างชุมชนให้อยู่ในประเทศไทยบางส่วนด้วย
แต่บทบาทของมาเลเซียเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ที่ผ่านมา ไม่ค่อยร่วมมือกับไทยในการกดดันกลุ่ม BRN และขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่หลบซ่อนตัวและพำนักอยู่ในมาเลเซียจำนวนมาก นักรบและกลุ่มติดอาวุธบางส่วนใช้มาเลเซียเป็นพื้นที่กบดาน หรือหลบหนีไปซ่อนตัวหลังก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่แทบไม่เคยมีครั้งไหนที่ทางการมาเลเซียจับกุมคนเหล่านี้ส่งให้ประเทศไทย
รวมถึงไม่ยอมประสาน จัดหา “แกนนำตัวจริงของ BRN” มาร่วมโต๊ะพูดคุยเจรจากับไทยด้วย ทำให้ปัญหาชายแดนใต้ของไทยยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ สร้างความเสียหายทั้งด้านความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายฐนัตถ์ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯคนล่าสุด ได้เดินสายพบปะกับ พลเอก อักษรา เกิดผล อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ยุครัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาสันติภาพ มาเลเซียกับ จคม.ในอดีต เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์ทั้งสองคน
ข่าวแจ้งว่า ทั้ง พลเอก อกนิษฐ์ และ พลเอก อักษรา เรียกร้องให้ นายฐนัตถ์ พูดคุยเจรจาโดยใช้ “ไม้แข็ง” กดดันทั้ง BRN และมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐบาลมาเลเซีย ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบีบพื้นที่เคลื่อนไหวของ BRN ให้มากกว่านี้ มิฉะนั้นการพูดคุยเจรจาก็จะเสียเวลาเปล่า

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า การเดินทางเยือนอินโดนีเซียของ อาจารย์วันนอร์ รวมถึงการแสดงจุดยืน “เลื่อนการพูดคุยแบบไม่มีกำหนด” อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “เกมใหม่” ของคณะพูดคุยฝ่ายไทย ที่ต้องการกดดันทั้ง BRN และรัฐบาลมาเลเซีย ให้มีความจริงใจ จริงจัง กับโต๊ะพูดคุยดับไฟใต้มากกว่าเดิม
@@ “บิ๊กดุลย์” เยือนมาเลย์ ถก รมว.กลาโหม มีปมไฟใต้
ห้วงเวลาของความสับสนคลุมเครือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯรอบใหม่ ระหว่างรัฐบาลไทย กับมาเลเซีย
ปรากฏความเคลื่อนไหว พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี โมฮัมหมัด คาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลย์ โดยมีประเด็นหลักในการหารือ 3 เรื่อง คือ การกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (ความมั่นคง,การป้องกันประเทศ), สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และการปฏิบัติงานร่วมกันตามแนวชายแดน
@@ สมช.คลอด 6 มาตรการ ทบทวนเนื้อหาพูดคุยดับไฟใต้
วันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมที่มีวาระการหารือสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟใต้ ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 เรื่องคือ
- การเลื่อนโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ อย่างไม่มีกำหนด
- เหตุรุนแรงขนาดใหญ่ในพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี สูญเสียทหารพรานถึง 5 านย
ภายหลังการประชุม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงว่า ที่ประชุม สมช. มีมติเห็นชอบ 6 มาตราการ เพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีภารกิจสำคัญในการกระชับมาตรการต่างๆ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น คือ
1.มาตรการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังการก่อเหตุนอก-ในพื้นที่ ได้ย้ำให้หน่วยความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ควบคุมบริเวณชายแดนจุดสำคัญ ควบคุมคนเข้า-ออก เพราะที่ผ่านมาคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะหลบหนีกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน
2.เห็นชอบบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุความรุนแรง ทั้งกลุ่มที่ปฏิบัติการ และกลุ่มอื่นในพื้นที่ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ หรือกลุ่มที่เตรียมการก่อเหตุ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
3.เห็นชอบให้มีการทบทวนเนื้อหาการพูดคุย เพราะช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก และมีการชะลออยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งต้องดูลำดับก่อน-หลัง เนื้อหาที่จะพูดคุย โดยหัวหน้าการพูดคุยสันติสุข ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์บรรยากาศในพื้นที่
4.เน้นย้ำเปิดช่องทางให้มากขึ้นสำหรับผู้เห็นต่างที่พร้อมกลับคืนสู่สังคม สมัยก่อนเรียกว่า “โครงการพาคนกลับบ้าน” ซึ่งมีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเปิดช่องให้มากขึ้น
@@ ส่งต่อหมายแดงอินเตอร์โพล จี้มาเลย์จับกลุ่มป่วนใต้ให้ไทย
5.ร่วมมือกับมาเลเซียที่จะมีการประสานทางการทูต และความมั่นคง ประเทศไทยจะมีการออกหมายอินเตอร์โพล (หมายแดง) กับผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีคดี ที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีการออกหมายแดงไปแล้วจำนวนหนึ่ง โดยร่วมมือกับมาเลเซียนำคนเหล่านั้นมาลงโทษตามกฎหมายในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
6.ปรับการสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะที่ผ่านมามีการสื่อสารสร้างความแตกแยกในพื้นที่ หรือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศการยั่วยุ บ่อนทำลายในพื้นที่ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
