
สถานการณ์ชายแดนใต้อยู่ในสภาพ “ฝ่ายรัฐติดกับดัก” เจอวิกฤตซ้อนวิกฤตแล้วหาทางออกไม่ได้
22 ส.ค.69 เกิดเหตุป่วนครั้งใหญ่กว่าร้อยจุดใน 27 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดน
หลังเกิดเหตุก็ฝุ่นตลบ ฝ่ายรัฐอธิบายเหตุปัจจัยกันไปคนละทางสองทาง จนสังคมสับสน มึนงงไปทั่ว
จังหวะเดียวกันนั้นก็เกิดกรณีกล่าวหา “ยิงจาก ฮ.” ทำวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บ ที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นตอบโต้กันว่าใครทำ กระแสไอโอเริ่มทำงาน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทั้งปกป้องและกล่าวหาซึ่งกันและกัน
ผ่านมาร่วม 1 สัปดาห์ คดีหลักไม่คืบหน้า คำตอบของเหตุการณ์ยังหาไม่ได้ แถมฝ่ายความมั่นคงยังติดอยู่ในวังวน “ยิงจาก ฮ.” ต้องคอยตอบคำถามว่าจะเอาอย่างไร ไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ได้แต่ตอบแบบเดิมๆ วนไป
กลายเป็นปัญหาการรับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ของฝ่ายความมั่นคง
เพราะปัญหาไฟใต้ คือ การก่อความไม่สงบ หรือ insurgency มีลักษณะเป็นสงครามไฮบริดรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ ฝ่ายผู้ก่อการใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งการสร้างสถานการณ์ให้พื้นที่มีแต่ความไม่สงบ พร้อมๆ กับขุดบ่อล่อให้ฝ่ายรัฐกระทำละเมิดสิทธิเพื่อขยายปม ขยายแนวร่วม ขยายขอบเขตของปัญหาไปสู่นานาชาติ และทำสงครามข้อมูลข่าวสาร สร้างความแตกแยก หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ
สถานการณ์นี้ “รัฐไทย” ทั้่งตัวรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ได้แต่สาละวนตั้งรับ และออกจากวังวนนี้ไม่ได้เลย
พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ และอดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ประเมินทิศทางของปัญฤหาเอาไว้อย่างน่าสนใจ
- ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การก่อความไม่สงบของกลุ่มขบวนการ แต่เป็นปัญหาความไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อฝ่ายรัฐ
- เมื่อประชาชนไม่ไว้ใจรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐก็จะเหมือนตาบอด มองอะไรไม่เห็น เพราะไม่ได้รับแจ้งข้อมูลเบาะแส
พลเรือตรี สมเกียรติ ย้ำว่า สภาพการณ์แบบนี้ ไม่ว่า “การข่าว” จะดีอย่างไร ก็มีช่องโหว่ และตนเชื่อว่า “การข่าว” มีคุณภาพ ไม่ได้มีปัญหา แต่ต้องยอมรับว่า การข่าวที่ดีที่สุดคือ “ข่าวจากประชาชน” ซึ่งระยะหลัง..ไม่มีเลย
- ขณะที่อีกด้าน ฝ่ายรัฐเสียเวลากับเรื่องที่ไม่ควรเสีย และไม่ใช่แกนหลักของปัญหา เช่นไปอธิบายเรื่อง “ภัยแทรกซ้อน” หรือการไปมุ่งตอบโต้ข้อกล่าวหา “ยิงจาก ฮ.”
“แทนที่จะตอบโต้รายวัน จริงๆ แล้วตั้งแต่วันแรกก็ควรจัดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ เข้าไปในพื้นที่ ไปดูที่เกิดเหตุจริง พาไปพิสูจน์ โดยเชิญคนที่ประชาชนเชื่อมั่น เช่น ผู้นำศาสนาในพื้นที่นั้น เข้าไปตรวจสอบอย่างโปร่งใส ผลออกมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เดินหน้าต่อ ถ้าทำแบบนี้รัฐก็จะไม่ติดกับดักต้องตอบโต้รายวัน โดยที่ขยับไปไหนไม่ได้เลย”
“ต้องเอาเวลาไปแก้ปัญหาหลัก คือ ทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และเรียกความเชื่อมั่นเชื่อใจกลับมา”
พลเรือตรี สมเกียรติ บอกด้วยว่า เรื่องภัยแทรกซ้อนไม่ใช่ “แกนหลักของปัญหา” จึงไม่ควรนำมาอธิบายเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะอาจจะมีบางส่วนเกิดภัยแทรกซ้อนจริง แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ความน่ากังวลของสถานการณ์ของชายแดนใต้ที่บานปลายมาขนาดนี้ พลเรือตรี สมเกียรติ ใช้คำว่า กำลังเกิดการ “แยกดินแดนโดยพฤตินัย”
“ทุกคนรู้ดีว่าเป้าหมายของฝ่ายก่อการ คือการแยกดินแดน ที่ผ่านมาฝ่ายเรามั่นใจว่าไม่มีทางทำสำเร็จ แต่วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก”
“ในทางพฤตินัย อาจแยกได้แล้ว หรือเกือบจะสำเร็จแล้ว ยิ่งฝ่ายเราทะเลาะกันเอง คนไทยนอกพื้นที่กับในพื้นที่กล่าวหากันเอง ยิ่งทำให้เกิดการแยกดินแดนทางพฤตินัย”
“ส่วนในทางนิตินัย อาจจะยังไม่สำเร็จ แต่เขาก็รอจังหวะ หากมีปัญหา มีการกล่าวหาเรื่องละเมิดสิทธิ และชี้แจงไม่ได้ สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ สุดท้ายจะยิ่งเข้าทางของฝ่ายก่อการ”

ทัศนะของ พลเรือตรี สมเกียรติ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ข้อกล่าวหา “ยิงจาก ฮ.” สอดคล้องกับ “บิ๊กเกรียง” พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดถึงกรณีใช้ ฮ.ลาดตระเวน ในเวลากลางคืน โดยบอกว่า ในยุคของตนไม่เคยทำ และไม่จำเป็นต้องทำ
“การข่าวที่แม่นยำ คือ การข่าวจากมวลชน ถ้าเรามีความต่อเนื่อง ให้ความไว้วางใจกับเขา และเชื่อมั่นในตัวเขา เราก็จะมีโอกาสได้การข่าวที่ชัดเจน นำไปสู่การวางแผนปฏิบัติ เพื่อให้การก่อเหตุชะงักงัน และระงับความรุนแรงได้” พลเอกเกรียงไกร หรือ “บิ๊กเกรียง” ระบุ
ก่อนจะบอกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงวันนี้คือ “โรครัฐทำ” เมื่อเกิดอะไรขึ้น จะมองว่ารัฐเป็นผู้กระทำไว้ก่อน ปัญหาคือ เมื่อรัฐชี้แจงกลับไม่มีคนเชื่อ
นี่คือการส่งสัญญาณชัดที่สุดจากฝ่ายทหารด้วยกัน!
