
แนวทางดับไฟใต้...ต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์ของเรายังไม่นิ่ง มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ทีไร ก็หยิบมาพูดกันทีหนึ่ง
มีวลีสำคัญที่พูดกันอยู่ซ้ำๆ คือ ปรัชญาพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และแนวนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” บางยุคก็ใช้ว่า “ความยุติธรรมนำการเมืองและการทหาร”
แต่ทุกยุทธศาสตร์ ทุกนโยบาย ทุกแนวทาง ดูจะไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เพราะปัญหาในภาคปฏิบัติยังคงเกิดซ้ำๆ และทุกอย่างเดินไปเหมือนกิจกรรม “รูทีน”
มีเหตุรุนแรงกันที ก็ให้สัมภาษณ์กันที และประกาศยกเครื่องกันที แต่ทุกครั้งพิสูจน์แล้วว่าเป็นไฟไหม้ฟาง พอเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็วนกลับไปที่ภารกิจรูทีน ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขแบบพลิกสถานการณ์
แทบทุกครั้งจะมีเสียงเรียกร้องทั้งการใช้วิธีปราบปราม สายเหยี่ยว และก็มีอีกหลายเสียง วิงวอนให้ใช้วิธีการพูดคุย เจรจา ผ่านกระบวนการสันติภาพ
เกือบ 23 ปี ภาพรวมสถานการณ์ที่ีชายแดนใต้วนเวียนอยู่เช่นนี้
เมื่อลองถามใจบุคคลที่เคยทำหน้าที่ทั้งในฝ่ายทหาร คุมกองกำลัง ซึ่งอาจมองว่าเป็น “สายเหยี่ยว” และในอีกห้วงเวลาหนึ่ง ก็มีโอกาสได้ทำงานในหมวกของหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “สายพิราบ” จะพบความจริงว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น แต่สาเหตุที่มันซับซ้อน เพราะฝ่ายเราทำให้มันยุ่งกันเองหรือไม่
บุคคลผู้นี้คือ พลเอก อักษรา เกิดผล อดีตเสนาธิการทหารบก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอ.รมน. และยังเป็นอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ยาวนานที่สุด ตั้งแต่มีการกระบวนการสันติภาพในแบบ “พูดคุยบนโต๊ะ อย่างเป็นทางการ” เมื่อปี 2566 เป็นต้นมา นับถึงปัจจุบันรวมแล้ว 7 คน
อ่านประกอบ : เปิด 3 เหตุผล ชงชื่อ “ผอ.สำนักข่าวกรองฯ” นั่งหัวหน้าพูดคุยดับไฟใต้คนใหม่
พลเอก อักษรา หรือ “บิ๊กโบ้” ไขรหัสดับไฟใต้ในแบบ สั้น-กระชับ-เข้าใจง่าย และมองเห็นภาพ กล่าวคือ

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความจริงเพียง 4 ประการ
ความจริงข้อแรก พื้นที่ไม่ปลอดภัย แนวทางแก้ไขปัญหา คือ
1. โซนนิ่งพื้นที่ แบ่งเป็น
- ชุมชนเขตเมือง
- ชนบทป่าเขา
- ชายแดน
2. Deploy หรือ ปรับกำลังให้เหมาะสมกับขีดความสามารถ แบ่งเป็น
- พลเรือน
- ตำรวจ
- ทหาร
3. ใช้เทคโนโลยีควบคุมพื้นที่ให้มากที่สุด
โดยผลกระทบหากพื้นที่ไม่ปลอดภัย คือ เมื่อมีความรุนแรงก็จะมีความสูญเสีย และทำให้การพัฒนาพื้นที่ทำได้ไม่เต็มที่
ความจริงข้อสอง โจรใต้มีตัวตนจริง แนวทางแก้ไขปัญหา คือ
1. ใช้มาตรการ ทั้งเชิงรุก และเชิงรับ
2. จำกัดเสรีผู้ก่อเหตุ
3. ลดขีดความสามารถผู้ก่อเหตุ
4. จำกัดแนวร่วม
5. ใช้กระบวนการพูดคุย
ผลกระทบหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็คือ เกิดความรุนแรงต่อเนื่องและอาจขยายวง กับสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน
ความจริงข้อสาม เจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้มแข็ง แนวทางแก้ไขปัญหา คือ
1. คัดสรรและบรรจุคนดีไปทำงาน
2. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐ
- การทำหน้าที่
- สิทธิมนุษยชน
- กฎการปะทะ
- จัดทำคู่มือ
ผลกระทบหากแก้ปัญหานี้ไม่สำเร็จ คือ จะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อย่างได้ผล และเหตุความไม่สงบอาจขยายวงกว้าง
ความจริงข้อที่สี่ ประชาชนไม่เชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่รัฐ แนวทางแก้ไขปัญหา คือ
1. แยกกลุ่มอาชีพของประชาชนในพื้นที่
- กลุ่มเกษตร
- กลุ่มเลี้ยงสัตว์
- กลุ่มประมง
- กลุ่มสตรี
- กลุ่มเยาวชน
- กลุ่มเด็ก
2. จัดทำโครงการให้ตรงทุกกลุ่ม
3. เน้นงานมวลชนเพื่อเป้าหมาย คืองานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ
ผลกระทบหากแก้ปัญหานี้ไม่สำเร็จ คือ งานมวลชนล้มเหลว งานข่าวกรองขาดประสิทธิภาพ
ทางออกของปัญหาไฟใต้ที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ คือ กระบวนการพูดคุย หรือหากจะเรียกให้กว้างกว่านั้น ก็คือ กระบวนการสันติภาพ

พลเอก อักษรา ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ที่ทำภารกิจนี้ยาวนานที่สุด อธิบายว่า กระบวนการพูดคุยจะมีอย่างน้อย 3 Track 3 ช่องทางขนานกันไป ได้แก่
Track 1 คณะพูดคุยระดับชาติ
- มีกรอบการพูดคุย เช่น JCPP (แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม เหมือนที่เคยทำข้อตกลงกับ BRN)
- งบประมาณพูดคุยในต่างประเทศ
Track 2 พูดคุยระดับพื้นที่ โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต.
- ยึดตาม ยุทธศาสตร์ชาติ
- แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
- แผนงาน/ โครงการมากมาย
- งบประมาณมหาศาล
Track 3 การพูดคุยระดับภาคประชาชน
- 521 ภาคประชาสังคม
- 44 NGOs
- กลุ่มแนวร่วมขบวนการผู้เห็นต่างจากรัฐ

เป้าหมายเบื้องต้นคือ “สร้างพื้นที่ปลอดภัย” เป็นพื้นที่เป้าหมายร่วมของทั้ง 3 Tracks ที่จะทำให้ประชาชนปลอดภัย ตอบโจทย์เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ
- เป็นพื้นที่ที่อำนาจรัฐเหนือโจร ทั้งมาตรการเชิงรุกและรับ
- งานการเมืองนำการทหาร ต่อต้านการบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่ง หรือแนวคิดต่อต้านรัฐโดยใช้ความรุนแรง
- งานมวลชนเพื่อบรรลุเป้าหมายงานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ
หากดำเนินการตามนี้ได้ ผลสัมฤทธิ์ คือ
- ความรุนแรง/การสูญเสียลดลง
- มวลชนเข้มแข็ง
- งานข่าวกรองมีประสิทธิภาพ
