มีข้อมูลเชิงลึกจากทีมที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดี และสอบปากคำพยาน ตลอดจนรับรู้ถึงคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ ว่ามีการรับสารภาพบางส่วน และบางรายก็ซัดทอดกันเอง
ท่ามกลางกระแสกดดันให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 และเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของการส่ง “นายทหารจากภาคอื่น” ไปรับผิดชอบงานแก้ไขปัญหาไฟใต้ ซึ่งมีความอ่อนไหว ในฐานะ “แม่ทัพภาคที่ 4” นั้น
การเดินทางลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล รอบนี้ นับเป็นครั้งแรกของการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 2
ตั้งแต่ไฟใต้ปะทุหลังเหตุการณ์ปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 นับถึงวันนี้ รวมระยะเวลากว่า 22 ปีแล้ว
วาทะนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ฮือฮาอย่างมากก่อนสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ก็คือ การขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่างที่ชายแดนใต้
ทันทีที่การเจรจารอบแรกระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ล่มไป
คดียิง สส.กมลศักดิ์ ทำท่าจะ “จบไม่ลง” จากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
การแถลงข่าวของ “แม่ทัพภาคที่ 4” และ ผอ.รมน.ภาค 4 “พลโท นรธิป โพยนอก” เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับ “วันปีใหม่ไทย” แทนที่จะได้เคลียร์ปัญหาความไม่เข้าใจ
ประเด็น “ปิดไมค์พูด” ของแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องบอกว่า “ร้อนระอุทั้งชายแดนใต้!” โดยเฉพาะที่แม่ทัพหล่นคำว่า “ถ้าผมทำ...ไม่ปล่อยให้รอด” (มีคลิป)
การแถลงข่าวครั้งแรกของแม่ทัพภาคที่ 4 “พลโท นรธิป โพยนอก” เจ้าของฉายา “แม่ทัพข้าวนอกนา” ในคดียิงถล่ม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ต้องถือว่าเรียกเสียงฮือฮา เสียงวิจารณ์ รวมถึง “เรียกทัวร์” ไปลงไม่น้อยทีเดียว