
สิ้นเดือน เม.ย.69 คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ตอบคำถามนักข่าว ปิดจ๊อบประเด็นค้างคามาตั้งแต่ 13 เม.ย. ที่แม่ทัพภาค 4 กล่าวหา “ปอเนาะบางแห่ง” เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเข้าขบวนการแบ่งแยกดินแดน
ถาม : มีการกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะก่อการร้าย
รมว.ประเสริฐ : ทาง สช. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน) ได้ตรวจสอบอยู่ตลอด ยังไม่พบปัญหาเหล่านั้น
“ที่ว่ามีการบ่มเพาะนี่ เรายังไม่เคยมีรายงาน ได้คุยกับทาง สช.โดยตลอด จริงๆ เรามีการกำกับตลอด”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในการสื่อสารข้อมูลให้ตรงกัน เพราะการแชร์ข้อมูลที่บิดเบือนทำให้หลายฝ่ายไม่เข้าใจกันเลย ทำให้เกิดปัญหาการพัฒนาในพื้นที่”
รมว.ศึกษาธิการ ยังบอกด้วยว่า โรงเรียนเอกชน ปอเนาะ ตาดีกา จากชายแดนใต้ เสนอให้มีผู้ช่วย ศอ.บต.ด้านการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาฯไม่ขัดข้อง ศอ.บต.ไม่ขัดข้อง สมช.ก็รับฟังและเห็นด้วย
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังกิจกรรมแถลงความร่วมมือการสนับสนุนระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกลุ่มโรงเรียนเอกชน

หลังจากคนระดับรัฐมนตรี การันตีด้วยตัวเอง ทำให้ ดร.ขดดารี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย โล่งอก...
“รู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในกระทรวงศึกษาธิการ อนาคตปัญหาที่จะเกิด มันน่าจะดับได้ที่ภาคใต้เอง โดยให้มีองค์การหนึ่งมาคอยสกรีนในเรื่องอะไรต่างๆ ก่อนที่กระจายออกไปสู่สังคมข้างนอก (หมายถึง ศอ.บต.)”
คำยืนยันจากรัฐมนตรีศึกษาฯ ทำให้เกิดคำถามถึงแม่ทัพภาคใต้ และภารกิจดับไฟใต้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 5 ข้อด้วยกัน คือ
1.ตรงๆ ชัดๆ เมื่อ รมว.ศึกษาธิการ สรุปแบบนี้ แล้วแม่ทัพภาค 4 จะว่าอย่างไร เพราะวันที่ 13 เม.ย. ก็เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นกันว่า การบ่มเพาะเยาวชนของปอเนาะบางแห่ง คือต้นตอของปัญหาไฟใต้
2.แม่ทัพต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ นายกฯต้องย้ายออกจากพื้นที่ไหม เพราะพูดไม่ตรงกับกระทรวงศึกษาธิการ และก่อให้เกิดกระแสต่อต้านในพื้นที่ในช่วงก่อนหน้านี้ ถึงขั้น สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้, สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมตัวกันแสดงพลัง เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพพ้นพื้นที่
ก่อนจะมีการเคลียร์ใจและขอโทษในเวลาต่อมา...
3.เมื่อหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลขัดแย้งกันเอง ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า เอกภาพของรัฐอยู่ตรงไหน
4.ความจริงชายแดนใต้คืออะไร และอะไรคือต้นตอของปัญหาไฟใต้กันแน่
ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ เพราะขณะนี้สังคมกำลังกังขา คดียิง สส.นราธิวาส ที่ตำรวจกำลังสรุปสำนวนในทำนองว่า “ไม่มีคนบงการ” และไม่มีข้าราชการถูกแจ้งข้อหาเลย ทั้งๆ ที่คนในพื้นที่คิดสวนทาง
และยังมีข้อความที่แม่ทัพภาคที่ 4 “ปิดไมค์พูด” ดังก้องอยู่ไม่รู้ลืม
5.คำถามสำคัญคือ ความหวังดับไฟใต้...ยังมีอยู่ไหม เพราะผ่านมากว่า 22 ปี ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นแบบนี้ ยังพูดไม่ตรงกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ควรทราบไว้เช่นกัน ก็คือ การที่บอกว่า ไม่มีกระบวนการ “บ่มเพาะความรุนแรงในปอเนาะ” ก็ไม่ได้หมายความว่าในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่มี “กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง” เกิดขึ้นเลย
เพราะในราวปี 2565-2566 มีการเผยแพร่งานวิจัยเผยแพร่งานวิจัย หัวข้อ “กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงและการแสวงหาสมาชิกของกลุ่มก่อความไม่สงบ : กรณีศึกษากลุ่ม BRN”
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาและจัดทำโดยทีมวิจัยที่มีนักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดังหลายราย รวมถึงอดีตหัวหน้าหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศร่วมอยู่ด้วย ทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จึงถือเป็นแหล่งข้อมูลทางการที่อ้างอิงได้
ที่สำคัญมีการนำเสนอผลวิจัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในภารกิจดับไฟใต้
บทสรุปของงานวิจัยมี 4 ข้อสำคัญ คือ
1.การเคลื่อนไหวของกลุ่ม BRN ปรับยุทธศาสตร์จากการใช้แผนบันได 7 ขั้น เป็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ
2.มีการชักชวนและคัดเลือกบุคคลเข้าร่วมขบวนการ โดยจะมีสมาชิกของขบวนการทำหน้าที่เป็นผู้เก็งตัว และชักชวนเยาวชน
3.มีการบ่มเพาะแนวคิดและอุดมการณ์ ด้วยการตอกย้ำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ควบคู่กับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยม และการฝึกทางทหาร
4.มีรูปแบบการวางแผนและปฏิบัติการ โดยบุคคลที่ผ่านการฝึกทางทหารต้องออกปฏิบัติการ เพื่อให้มีคดีติดตัว ป้องกันไม่ให้หนีออกจากขบวนการ
“…สำหรับสถานที่ที่กลุ่ม BRN ใช้ในการชักชวนและบ่มเพาะแนวคิดให้แก่ผู้ถูกเก็งตัว ได้แก่ บ้านเช่า หอพัก มัสยิด สวนยางพารา สวนสาธารณะ ปอเนาะ หรือสถานที่อื่นๆ ที่ขบวนการตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยจากบุคคลภายนอก…”
นัยของงานวิจัยไม่ได้กล่าวหา “ปอเนาะ” ในแง่ของสถานศึกษาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ หรือรู้เห็นกับการบ่มเพาะ แต่พบว่ามีการ “ใช้พื้นที่” ของปอเนาะบางแห่งในการบ่มเพาะจริง รวมถึงมัสยิด บ้านเช่า หอพัก สวนยางพาราที่มีความเหมาะสมต่อการดำเนินกรรมวิธีบ่มเพาะ เช่น มีลักษณะลับตาคน หรือห่างไกลจากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
ฉะนั้นเมื่อมีกระบวนการบ่มเพาะ จึงต้องหาทางแก้ไข แต่การจะแก้ให้สำเร็จ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมีเอกภาพเสียก่อน อย่างน้อยต้องยืนอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน และมีผู้รับผิดชอบที่มีทั้ง “หน้าที่และอำนาจ” อย่างชัดเจน
แต่จุดเริ่มต้นของ “ฐานข้อมูล” ก็ไร้เอกภาพเสียแล้ว ดังเช่นที่เห็นชัดเจนจากประเด็น “บ่มเพาะความรุนแรง” ที่แม่ทัพภาคที่ 4 กับ รมว.ศึกษาธิการ พูดตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดโครงสร้างผู้รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ ของรัฐบาลอนุทิน 2 ก็ทำให้เกิดคำถามเช่นกันว่า ดับไฟใต้...ใครรับผิดชอบ?

นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล - คุม กอ.รมน. (หน่วยนำภารกิจดับไฟใต้) กระทรวงมหาดไทย (ต้นสังกัดของ อส.ที่รอรับโอนภารกิจดูแลพื้นที่จากทหาร ในปี 2570)
รองนายกฯสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว - คุม ศอ.บต. และการแสวงหาความร่วมมือจากต่างประเทศ
ประธานฯวันนอร์ (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ประธานที่ปรึกษานายกฯ - ได้รับมอบหมายให้สั่งการในนามนายกฯ ช่วยภารกิจดับไฟใต้ เน้นสร้างความเข้าใจ ทำความเข้าใจปอเนาะ ตาดีกา โรงเรียนเอกชน
ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองฯ - ได้รับแต่งตั้งเป็น “หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ” คนใหม่
“บิ๊กเมา” พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาค 4 - ได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล
ทั้งหมดนี้กำลังสอดประสานกันทำงาน หรือมึนงงฝุ่นตลบกันอยู่... ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและคนพื้นที่คงรู้กันดี!
