
"โดยส่วนตัวจึงขอเสนอให้มีการจัด บ้านพักหรือหอพักสำหรับกักตัว เป็นอีกทางเลือกเพิ่มเติมขึ้น ที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่ที่บ้าน และยังไม่ต้องเข้าไปใน ที่กักตัวของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีเชื้อที่มีสังกัด เดียวกันจะได้อยู่ด้วย ถ้าเป็นได้จะช่วยลด การติดเชื้อในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี"
................
วันนี้ขณะที่ภาครัฐ ขับเคลื่อนให้เกิด Home isolation เพื่อให้มีการกักกันตัวผู้ป่วย อยู่ที่บ้านป้องกันการแพร่เชื้อ พร้อมกับ จัด ทีมหมอดูแล ผ่านเทเลเมดิซีน จัดอาหารให้ 3 มื้อ จัดยาให้ ในทางทฤษฎีน่าจะลดการติดเชื้อ แพร่กระจายได้ดี
ข้อสงสัยในทางปฏิบัติคือ บ้านนั้นมีจำนวนบุคลากรเท่าไหร่ และ แยกกันได้ จริงหรือไม่ โดยทำให้ 14 วันไม่แพร่เชื้อไปคนที่เหลือ ในส่วนผู้มีฐานะหรือบ้านมีรั้ว ไม่น่ามีปัญหา เพราะ แยกห้องเป็นเรื่องง่ายๆ แต่คนเหล่านี้ ไม่ใช่กลุ่มหลักที่จะแพร่เชื้อ ส่วนใหญ่จะมีความรู้ ฐานะ และดูแลตัวเองได้ อยู่แล้ว

อีกกลุ่มที่ เป็นความท้าทาย คือกลุ่มที่อยู่รวมกัน ในแฟลต อพาร์ทเม้นท์ บ้านไม่มีรั้ว ชุมชนที่หนาแน่น อาคารพาณิชย์ ที่อยู่หลายครอบครัว และเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อค่อนข้างมากในปัจจุบัน กลุ่มเหล่านี้ 14 วัน จะป้องกันได้ไม่ให้แพร่เชื้อจริงหรือไม่ และพบหลายรายงาน วันนี้คือมักจะติดกันทั้งบ้านและครอบครัว และเมื่อติดถึงผู้สูงอายุทำให้เกิดความเสี่ยงอาการหนัก หากส่งเข้าสู่ระบบ เหลืองหรือแดงไม่ทัน นำไปสู่การเสียชีวิตได้
แนวคิดที่จะนำคนติดเชื้ออยู่ร่วมกับคนไม่ติดเชื้อ อาจสัมฤทธิ์ผลดีในกลุ่ม ที่เศรษฐานะดี (จริงหรือไม่น่าจะต้องพิสูจน์ )
แต่ถ้าคุมไม่ได้ อาจจะกลายเป็นจุดระบาดใหม่ในชุมชนจากบ้านที่ Home isolation โดยเฉพาะหากบริการทางการแพทย์เข้าถึงไม่ดีพอ และประเมินความเป็นอยู่ของ ผู้ป่วยไม่ได้ ตามจริง ในที่สุดความเคยชินก็จะทำให้ติดต่อกัน
ที่ผ่านมา เราใช้วิธีกักตัวเข้าที่โรงพยาบาลสนาม สีเขียว Hospital ทำให้เขาหมดโอกาสในการแพร่เชื้อ ทำให้เชื้อกระจายช้า และคนที่ติดเชื้ออยู่ด้วยกัน ในลักษณะของ Bubble Seal ในโรงงานต่างๆ ซึ่งเหมาะสมอยู่แล้ว แต่มีไม่ เพียงพอ กับคนไข้ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จาก Home isolation เรานึกไปถึง Community isolation ที่ภาครัฐจัดให้ ประมาณการว่าจะมี 50 จุดทั่วกรุงเทพฯ คือนำคนที่ป่วยไปรวมกันเพื่อแยกจากคนดี วิธีการนี้เสมือนการทำโรงพยาบาลสนามสีเขียว น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม เพราะแยกตัวผู้ป่วยออกจากบ้านได้ ไปอยู่ในชุมชนที่ติดเชื้อเหมือนกัน ข้อจำกัดคือ การตั้งน่าจะไม่ง่าย และต้องใช้ทรัพยากรดูแลเยอะ และขยายได้ช้า
ระหว่าง Hi ไปถึง Ci และโรงพยาบาลสนาม ความเห็นส่วนตัว คิดว่าควรจะต้องมี ระบบที่อยู่ตรงกลางคือ Midified HI หรือเป็น Home isolation ที่ เป็นที่พักของคนติดเชื้อทั้งหมด รวมกัน เป็นหอพัก ที่อยู่และช่วยเหลือกันได้ แบบเดียวกับโรงพยาบาลสนามหรือ community แต่ให้จัดโดยภาคเอกชน
บ้านพักแบบใหม่นี้ อาจจะเช่าโรงแรมหรือหอพัก เพื่อบุคลากรทางการแพทย์จะได้ดูแลได้โดยง่าย ส่งยาส่งอาหารไม่ต้องไปทีหลัง ไปทีเดียวได้หลาย 10 คน One Stop จบเลย ดีกว่าให้เราวิ่งไปทีละบ้าน เช่นบางบริษัทที่พนักงานติดเชื้อหลายคน อาจจะเช่าหอพักและทำ เป็นพื้นที่ให้อยู่ด้วยกันก็ไม่ต่างอะไรกับ Home isolation เพียงแต่ไม่มีคนที่ไม่ติดเชื้ออยู่ตรงนั้น บริษัทบางแห่ง อาจจะเช่าอพาร์ทเม้นท์ทั้งหอ เพื่อให้คนที่ติดเชื้อเข้ามาอยู่ น่าจะง่ายกว่า รอให้ ภาครัฐทำ community isolation คือ ทำโรงพยาบาลสนาม ซึ่งต้องไปอยู่กับคนแปลกหน้าทั้งหมด โดยให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดระบบที่เข้าไปดูแล แต่อ่อนกว่าการสร้างโรงพยาบาลสนาม ให้เขาเปิดได้จริง แล้วอยู่ได้เลย
เชื่อได้ว่าถ้าคาดการณ์ ของ EOC กระทรวงสาธารณสุขวันนี้ อาจมีคนป่วยเพิ่มถึงวันละ 2-3 หมื่นคน การขยายด้วยภาคเอกชน เอาคนมีเชื้อไปอยู่ด้วยกัน จะทำได้ง่ายกว่า เพราะบ้านพักเงื่อนไขการตั้งน่าจะง่ายกว่าการทำ โรงพยาบาลสนาม แต่ต้องมีการติดตามและแยกผู้ป่วยอาการหนักออกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ไปได้รับการรักษา ในโรงพยาบาลอย่างจริงจัง
โดยส่วนตัวจึงขอเสนอให้มีการจัด บ้านพักหรือหอพักสำหรับกักตัว เป็นอีกทางเลือกเพิ่มเติมขึ้น ที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่ที่บ้าน และยังไม่ต้องเข้าไปใน ที่กักตัวของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีเชื้อที่มีสังกัด เดียวกันจะได้อยู่ด้วย ถ้าเป็นได้จะช่วยลด การติดเชื้อในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการแพร่ระบาด covid 19ครับ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา