
"...การแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติเท่าที่เกิดขึ้นมีทั้งประเภทที่ทำกันอย่างลับๆด้วยการใช้วิธีแทรกแซงถึงตัวเป้าหมาย(Microtargeting) ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียและการประกาศอย่างเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ดังเช่นข้อความที่รัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์ไว้ ซึ่งแต่ละวิธีไม่ได้เป็นการโกงคะแนนเลือกตั้งโดยตรง แต่เป็นการใช้เทคนิคผ่านโซเชียลมีเดียโน้มน้าวให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือก่อกวนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในทางการเมืองและกระตุ้นอารมณ์โกรธของผู้คนในอีกประเทศหนึ่ง..."
ยิ่งใกล้เลือกตั้งดูเหมือนว่าพื้นที่สื่อทุกสำนักจะเต็มไปด้วย ข่าวการเลือกตั้งการวิเคราะห์การเลือกตั้ง การเผยแพร่โพลทำนายผลเลือกตั้ง การถ่ายทอดการดีเบตและการปราศรัยหาเสียงของนักการเมืองซึ่งมีสีสันหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่แทบไม่มีใครหยิบยกมาพูดถึงในการเลือกตั้งครั้งนี้คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการแทรกแซงของต่างชาติต่อการเลือกตั้งไทยว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดหรือมีผลต่อคะแนนเลือกตั้งเพียงใด จากการอาศัยประโยชน์ของเทคโนโลยีประเภทอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการแทรกแซง
การแทรกแซงการเลือกตั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วยกัน เช่น สหรัฐอเมริกากับรัสเซีย สหรัฐอเมริกากับจีน หรือสหรัฐอเมริกากับประเทศในตะวันออกกลาง เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงแทบทุกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้งแต่มักหาหลักฐานได้ยากเพราะกระทำกันในทางลับด้วยวิธีที่ซับซ้อนและมักพบหลักฐานในตอนหลัง
ศึกนอกกับการเลือกตั้งไทย
คนไทยคงจำกันได้ดีว่าเมื่อช่วงต้นเดือน มกราคม 2569 สื่อหลายสำนักพาดหัวตรงกันทำนองว่า “รัฐมนตรีเขมรเชียร์ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน แต่อยากให้คุณอนุทิน นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบันแพ้เลือกตั้ง” โดยมีรายละเอียดว่า นายเขียว รามี (Keo Remy) รัฐมนตรีอาวุโสและหัวหน้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงการเมืองในประเทศไทยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีข้อความว่า "มีหลายความคิดเห็นที่แสดงความกังวลว่า หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล แพ้การเลือกตั้ง อาจเกิดสงครามครั้งที่ 3 ขึ้นนั้น มุมมองของผม คือ ถ้าอนุทินแพ้การเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่น้อยมาก ก็จะไม่มีสงคราม เพราะในอดีต กองทัพไทยเคยรุกรานกัมพูชาเพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทยภายใต้การนำของอนุทิน ดังนั้น ถ้าอนุทินสูญเสียอำนาจ กองทัพไทยก็ไม่สามารถทำสงครามได้หากไม่มีพันธมิตร สรุปคือ ถ้าอนุทินแพ้การเลือกตั้ง ก็จะไม่มีสงคราม(1)
ข้อความดังกล่าวปรากฏบนเฟซบุ๊กของรัฐมนตรีคนดังกล่าว ซึ่งสื่อต่างประเทศนำมาเผยแพร่ จนทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบมากมายทั้งจากตัวนายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านที่ถูกพาดพิง การใช้เฟซบุ๊กในการเชียร์พรรคการเมืองบางพรรคและตำหนิพรรครัฐบาลที่นำโดยคุณอนุทินนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเข้าข่ายแทรกแซงการเลือกตั้งของไทยซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนระดับรัฐมนตรีจะไร้มารยาท ขาดกาลเทศะ ในการแสดงความเห็นลักษณะดังกล่าวภายใต้สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังอยู่ในภาวะอ่อนไหวจากการสู้รบและอาจเกิดเหตุการปะทะขึ้นได้ทุกนาทีหากมีการยั่วยุหรือใช้คำพูดที่ไม่เข้าหูระหว่างกัน
การแทรกแซงเลือกตั้งด้วยโซเชียลมีเดียจากต่างชาติ
การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะกรณีรัฐมนตรีกัมพูชาที่แทรกแซงการเลือกตั้งของไทยเท่านั้น ก่อนหน้านั้นมีข่าวมากมายในหลายประเทศเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียในการแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมต่อการเลือกตั้งรวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่มากก็น้อย
การแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติเท่าที่เกิดขึ้นมีทั้งประเภทที่ทำกันอย่างลับๆด้วยการใช้วิธีแทรกแซงถึงตัวเป้าหมาย(Microtargeting) ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียและการประกาศอย่างเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ดังเช่นข้อความที่รัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์ไว้ ซึ่งแต่ละวิธีไม่ได้เป็นการโกงคะแนนเลือกตั้งโดยตรง แต่เป็นการใช้เทคนิคผ่านโซเชียลมีเดียโน้มน้าวให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกคนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือก่อกวนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในทางการเมืองและกระตุ้นอารมณ์โกรธของผู้คนในอีกประเทศหนึ่ง
ในกรณีของรัฐมนตรีกัมพูชาคนดังกล่าวอาจพูดได้ว่าอยู่ในข่ายเป็นยุทธศาสตร์การใช้เฟซบุ๊กเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อผลประโยชน์ของกัมพูชาเองหรือมากไปกว่านั้นคือเป็นยุทธศาสตร์การใช้ข้อมูลเพื่อทำลายประเทศไทยให้แตกแยกโดยไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนแต่ใช้สงครามข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ฮุนเซนเคยใช้คว่ำรัฐบาลคุณแพทองธารมาแล้วจากกรณีคลิปเสียงที่ตั้งใจปล่อยสู่สาธารณะซึ่งกัมพูชามักใช้วิธีนี้อยู่เป็นประจำ
เฟซบุ๊กซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียที่มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ที่สุดมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงการเลือกตั้งหรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำเทคโนโลยี AI มาใช้ร่วมด้วยยิ่งจะทำให้การโน้มน้าวผู้คนเพื่อเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้งยิ่งแนบเนียนและซับซ้อนจนยากที่เป้าหมายจะแยกแยะได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีบิดเบือนผลการเลือกตั้ง(Voter manipulation) ด้วยเทคโนโลยีและนำไปสู่การทำลายความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแยบยล เพราะการบิดเบือนผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามคืออุปสรรคขัดขวางความมีเสรีภาพและสิทธิในการปกครองตัวเองในสังคมนั่นเอง
การแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา
การแทรกแซงการเลือกตั้งในโลกนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในหลายประเทศ แต่การแทรกแซงด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่ถูกพูดถึงกันมากจนถึงทุกวันนี้คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2016 ซึ่งพบว่ามีการแทรกแซงจากรัสเซียด้วยการโจมตีทางข้อมูลโดยใช้บัญชีปลอมและบอท(Bot) ในการสร้างข้อความและเผยแพร่ข้อความโฆษณาชวนเชื่อประเภท มีม Black Live Matter การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อทหารผ่านศึกอเมริกัน กล่าวหาฮิลลารี คลินตันว่าค้ากามเด็กในห้องใต้ดิน จนเกิดคดี Pizza Gate ขึ้นในเวลาต่อมา เป็นต้น ซึ่งคอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็นเฟคนิวส์ที่ต้องการให้คนอเมริกันเชื่อและเปลี่ยนคอนเทนต์เหล่านี้ให้เป็นความจริง ซึ่งก็ได้ผลมาแล้วในกรณีของคดี Pizza Gate เมื่อชายวัย 28 ปีถูกจับกุมในข้อหาเดินเข้าไปในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมปืนไรเฟิลจู่โจม โดยอ้างว่าต้องการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าร้านอาหารแห่งนี้ดำเนินการค้าประเวณีเด็กจากชั้นใต้ดิน โดยได้รับความช่วยเหลือจากบิลและฮิลลารี คลินตัน จนกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นบทเรียนต้องกล่าวถึงเสมอ
การแทรกแซงเหล่านี้ได้แทรกซึมเข้าไปยังกลุ่มคนอเมริกันบางกลุ่มในบางรัฐจนคนเชื่อสนิทว่าบัญชีเหล่านั้นเป็นคนอเมริกันจริงๆโดยใช้เวลาเกือบเวลานานเกือบ 2 ปีซึ่งเป็นการวางแผนมาอย่างดีเพื่อโจมตีการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะและได้ทำให้คนอเมริกันกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียไปโดยไม่รู้ตัว(2)
ปฏิบัติการของรัสเซียที่แทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016 ของสหรัฐอเมริกา พบว่าทำให้เฟคนิวส์จากรัสเซียสามารถเข้าถึงคนอเมริกันอย่างน้อยที่สุดราว 126 ล้านคนบนเฟซบุ๊ก เข้าถึงคนอเมริกัน 20 ล้านคนบน Instagram และยังมีการส่งข้อความบน Twitter 10 ล้าน ครั้ง จากบัญชีที่มีผู้ติดตามราว 6 ล้านคน
การโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซียเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาครั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารัสเซียอาจไม่ได้หวังผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเลือกซึ่งโน้มน้าวให้เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เป้าหมายของรัสเซียคือการทำให้คนอเมริกันแบ่งขั้วแบ่งข้างมากขึ้นไปอีกและยากที่จะควบคุมหรือปกครอง(3) ซึ่งคงไม่ต่างจากยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่แทรกแซงการเลือกตั้งของไทย เพียงแต่ไม่ใช้วิธีที่แยบยลเท่ากับรัสเซีย แต่ต้องการสร้างการก่อกวนและอาจหวังผลถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและสร้างอารมณ์โกรธเคืองได้ ดังที่รัสเซียเคยทำมาแล้วกับสหรัฐอเมริกา
การตอบโต้ของปูติน
การเปิดเผยว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาในปี 2016 โดยกล่าวหาว่าหน่วยงาน IRA (Internet Research Agency) ของรัสเซียเป็นผู้ลงมือนั้น ทำให้ประธานาธิบดี ปูติน แห่งรัสเซีย ต้องออกมาตอบโต้ ด้วยการปฏิเสธข้อกล่าวหาและโต้ตอบว่าสหรัฐอเมริกา ต่างหากที่ “แทรกแซงการเลือกตั้งในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”
ประธานาธิบดีปูตินยังให้ข้อมูลด้วยว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจาก เคียฟ บรัสเซลส์และลอนดอน บอกกับเขาว่า พวกเขาคิดว่าสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐอเมริกาเองก็มีการ แทรกแซงการเลือกตั้งในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง(4) เท่ากับว่าประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดล้วนแต่มีการแทรกแซงการเลือกตั้งระหว่างกันโดยใช้หน่วยงานที่ทำหน้าที่แทรกแซงโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า หน่วย CIA ของสหรัฐอเมริกาและหน่วย IRA ของรัสเซีย เพียงแต่จะกระทำตอนไหนและใช้วิธีที่แนบเนียนและซับซ้อนเพียงใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์และกลยุทธ์ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการในครั้งนั้นๆ
การแทรกแซงการเลือกตั้งในเยอรมนี
เมื่อช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 มีข่าวเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างเยอรมนีกับมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ชื่อ อีลอน มัสก์ เมื่อเยอรมนีกล่าวหา อีลอน มัสก์ว่า แทรกแซงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเยอรมนี เพราะเขาได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์เยอรมันในตอนนั้นว่า เขาสนับสนุนจุดยืนของพรรค AfD (Alternative for Germany) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาจัด ในเรื่องพลังงาน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการอพยพ ซึ่งเขากล่าวว่าหลักการเหล่านี้ "ทำให้ Tesla และ SpaceX” ซึ่งเป็นธุรกิจของเขาเอง ประสบความสำเร็จ (5) พร้อมๆกับโจมตีผู้นำคนปัจจุบันของเยอรมนีไปด้วย แม้ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้นำทางการเมืองแต่อิทธิพลทางธุรกิจและความมั่งคั่งของเขาได้สร้างอิทธิพลทางการเมืองต่อเขาไม่มากก็น้อยและความเห็นของเขาอาจส่งผลกระทบทางการเมืองได้เช่นกัน
ความเห็นทางการเมืองของ อีลอน มัสก์ทำให้ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีต้องตอบคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์เกี่ยวกับคำด่าทอมากมายที่ อีลอน มัสก์ พุ่งเป้ามาที่เขาและผู้นำเยอรมนีคนอื่นๆ แต่คำตอบสั้นๆและกระชับของผู้นำเยอรมนีคือ “อย่าไปให้ความสนใจกับพวกเกรียนเลย” (Don’t feed the troll) (5)
ไม่เฉพาะเยอรมนีเท่านั้นที่ อีลอน มัสก์เข้าไปยุ่งเกี่ยว เขายังใช้ความมีชื่อเสียงและอิทธิพลทางธุรกิจของตัวเองเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองของประเทศอื่นๆอีกด้วย เป็นต้นว่า เขามีความสนิทสนมกับ ผู้นำพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Populist Party Reform UK) และเหรัญญิกของพรรคซึ่งบ่งชี้ว่า อีลอน มัสก์ อาจหันมาสนใจการเมืองของสหราชอาณาจักรเพราะมีข่าวว่า มัสก์กำลังพิจารณาบริจาคเงินให้กับพรรคปฏิรูป สหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามตามกฎหมาย อีลอน มัสก์ไม่สามารถบริจาคเงินส่วนตัวได้เนื่องจากเขาไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรแต่อาจบริจาคผ่านบริษัทสาขาในสหราชอาณาจักรของบริษัท X ซึ่งเขาเป็นเจ้าของได้(5)
นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว อีลอน มัสก์ ยังได้เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอีตาลีจน ถูกเตือนจากประธานาธิบดีแห่งอิตาลีให้หยุดแทรกแซงกิจการภายในประเทศเสีย หลังจากที่เขาโพสต์ทวีตที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งบนเพจของเขา โดยเรียกร้องให้ปลดผู้พิพากษาคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง(5)
การกระทำของ อีลอน มัสก์ ในการดิสเครดิตผู้นำของเยอรมนีและการเข้าไปแทรกแซงการเมืองในสหราชอาณาจักรและอีตาลีเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองก็ไม่ได้ต่างจากการโพสต์เฟซบุ๊กของรัฐมนตรีกัมพูชาที่โจมตีนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลในขณะที่เชียร์อีกสองพรรคการเมืองอย่างออกนอกหน้าโดยอ้างความต้องการสันติภาพบังหน้า
การแทรกแซงการเลือกตั้งระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่
การแทรกแทรงการเลือกตั้งระหว่างประเทศยุคใหม่หลายต่อหลายครั้งมักถูกเปิดเผยหลังเลือกตั้งซึ่งกว่าจะตรวจสอบพบมักใช้เวลานานจนรู้ผลแพ้ชนะไปแล้ว เพราะแต่ละฝ่ายต่างใช้เทคนิคชั้นสูงในการแทรกแซง และเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนในประเทศหนึ่งรู้ว่ามีการแทรกแซงจากต่างชาติไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ความโกรธเคืองก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อถูกรัฐมนตรีกัมพูชาแทรกแซงการเลือกตั้ง
การแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติ ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะประเทศ สหรัฐอเมริกาเอง เคยเป็นผู้นำในการแทรกแซงการเลือกตั้งมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือรัสเซีย) มีส่วนร่วมในการแทรกแซงการเลือกตั้งของประเทศอื่นอย่างลับๆหรือเปิดเผยถึง 117 ครั้ง เพื่อช่วยเหลือหรือขัดขวางผู้สมัครหรือพรรคการเมืองระหว่างปี 1946 ถึง 2000 โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้กระทำการใน 81 กรณี (หรือ 69% ของการแทรกแซงทั้งหมด)
หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดของการแทรกแซงการเลือกตั้งต่างประเทศของสหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็นในปี 1948 เมื่อซีไอเอ ให้เงินสนับสนุนอย่างลับๆ แก่ความพยายามของภาครัฐเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สมัครพรรคคอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งในอิตาลี นอกจากนี้ยังใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ไปกับความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อและการสนับสนุนนักการเมืองอิตาลีที่ตนชื่นชอบ ปฏิบัติการเหล่านี้และแนวทางปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน ทั้งแบบลับและแบบเปิดเผย ดำเนินต่อไปตลอดช่วงสงครามเย็นและในช่วงเวลานั้นซึ่งผลลัพธ์คือ “แทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงของการเลือกตั้งเลย” (6)
การกระทำของ อีลอน มัสก์ ที่ผ่านมาทั้งการแทรกแซงทางการเมืองของประเทศอื่นๆรวมทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าการแทรกแซงทางการเมืองมีอยู่จริงไม่ใช่เฉพาะจากฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่ภาคธุรกิจก็สามารถเข้าไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองได้โดยใช้สื่อหลายประเภทเป็นเครื่องมือ
รูปแบบของการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศ
การแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ มักกระทำกันใน 2 ลักษณะได้แก่
- การกระทำแบบเปิดเผย เช่น กรณีการโพสต์เฟซบุ๊กของรัฐมนตรีกัมพูชา และการแทรกแซงทางการเมืองของ อีลอน มัสก์ ที่มักเผยแพร่ข้อมูลทางสาธารณะเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป
- การแทรกแซงในทางลับ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการปลอมบัญชีโซเชียลมีเดีย สร้างเว็บไซต์หรือใช้บอทแฝงตัวอยู่ในกลุ่มเป้าหมายจนเป้าหมายเชื่อว่าเป็นคนสัญชาติเดียวกัน เช่น การแทรกแซงของรัสเซียต่อสหรัฐอเมริกาหรือในทางกลับกันสหรัฐอเมริกาแทรกแซงต่อรัสเซีย รวมทั้งการแทรกแซงจากจีนและอิหร่านต่อสหรัฐอเมริกาที่มีการกล่าวหากันอยู่เสมอ
การแทรกแซงทางการเมืองมักพบใน 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ (7)
1.การบิดเบือนข้อมูล - เป็นการสร้างหรือบิดเบือนเนื้อหาข่าวโดยเจตนาเพื่อหลอกลวง ทำลายพื้นที่ข้อมูลข่าวสารเพื่อปกปิดความจริง และสร้างเรื่องเล่าที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือประเด็นสำคัญเพื่อควบคุมความคิดเห็นสาธารณะ ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นอัมพาตโดยการปลุกปั่นความแตกแยกและความขัดแย้งทางสังคม สร้างความสับสนและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความจริง และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตของการเมืองและสถาบันประชาธิปไตย
2.การก่อกวนทางไซเบอร์ - เป็นการโจมตีทางไซเบอร์ต่อสถาบันของรัฐหรือองค์กรที่มีอิทธิพลต่อสาธารณชน เช่น สถาบันวิจัยนโยบาย องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรสื่อ รวมทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ เช่น เจาะเข้าไปในระบบการลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเครือข่ายไอทีที่เกี่ยวข้องของประเทศ เพื่อทำการสอดแนมหรือแก้ไขข้อมูลฯลฯ
3.การชักใยทางการเมือง - เป็นการให้เงินทุนสนับสนุนอย่างเปิดเผยหรือโดยทางลับแก่พรรคการเมืองหรือแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งโดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งสำหรับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ได้รับการประเมินว่านโยบายของพวกเขาสอดคล้องกับพันธกิจที่กำหนดไว้
4. การแทรกแซงอย่างรุนแรง- เป็นการใช้กำลังทางทหารเพื่อแทรกแซงพัฒนาการทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงทิศทางของพัฒนาการทางการเมืองในประเทศเป้าหมายโดยตรงอย่าง เช่นสหรัฐอเมริกาเพิ่งกระทำต่อ เวเนซูเอลา
ไทม์ไลน์ของการแทรกแซงการเลือกตั้ง
โดยปกติการแทรกแซงการเลือกตั้งมักเกิดขึ้นใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่
- การแทรกแซง ช่วงก่อนเลือกตั้ง เช่น การแทรกแซงของรัฐมนตรีกัมพูชาจากการโพสต์เฟซบุ๊ก/การแทรกแซงของรัสเซียต่อสหรัฐอเมริกา/การแทรกแซงของ อีลอน มัสก์ต่อเยอรมนี อีตาลีและสหราชอาณาจักร
- การแทรกแซง ช่วงระหว่างเลือกตั้ง เช่น การเลือกตั้ง ปี 2016 ในสหรัฐอเมริกา/การเลือกตั้งในเยอรมนีปี 2017
- การแทรกแซง ช่วงหลังเลือกตั้ง เช่น เกิดดราม่าต่างๆระหว่างประเทศหลังทราบผลเลือกตั้งหรือระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล/การกล่าวหาระหว่างกันเมื่อตรวจพบหลักฐานในภายหลังหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำหลังรู้ผลเลือกตั้ง เป็นต้น
บทเรียนจากการแทรกแซงการเลือกตั้ง
การถูกแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016 ของสหรัฐอเมริกาเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้หลายประเทศต้องจับตามอง ศึกษาและหาทางป้องกัน เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6 ประเทศต่อไปนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญต่อการแทรกแซงการเลือกตั้งเป็นพิเศษ ประกอบด้วย แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ทั้ง 6 ประเทศเหล่านี้ตระหนักดีว่าความพยายามของหน่วยงานต่างชาติในการแทรกแซงการเลือกตั้งภายในประเทศได้สั่นคลอนระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก การใช้การโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลเท็จเพื่อแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ทำให้ต่างชาติสามารถมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งในประเทศอื่นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประเทศทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งเผชิญกับความท้าทายจากากรแทรกแซงการเลือกตั้งได้รวมตัวกันต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองที่มองไม่เห็นโดยใช้มาตรการ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการแสดงความคิดเห็นในโลกไซเบอร์ การเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับผู้ที่ส่งเสริมการสื่อสารออนไลน์ การสร้างเกราะกำบังเพื่อป้องกันการระดมทุนจากต่างประเทศสำหรับการสื่อสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการพยายามลบคำกล่าวเท็จที่ร้ายแรงที่สุดออกจากการพูดคุยทางการเมือง(8) ประเทศเหล่านี้นับเป็นตัวอย่างของประเทศที่ร่วมมือกันต่อสู้กับการแทรกแซงการเลือกตั้งจากภายนอกประเทศอย่างจริงจัง
การแทรกแซงการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
การแทรกแซงการเลือกตั้งของไทยจากต่างชาติ มีการถูกพูดถึงมาตั้งแต่ในการเลือกตั้งของประเทศไทยเมื่อปี 2566 ในครั้งนั้นได้มีการสำรวจถึงการแทรกแซงการเลือกตั้งของไทย โดย ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ข่าวลือหรือข่าวจริง ช่วงเลือกตั้ง 2566” โดยได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข่าวลือหรือข่าวจริงช่วงเลือกตั้ง 2566 โดยมีผลการสำรวจเกี่ยวกับ “ความเชื่อของประชาชนต่อข่าวการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแทรกแซงจากต่างชาติ” รวมอยู่ด้วย ซึ่งผลสำรวจ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 22.21 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 11.76 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 8.17 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ (9)
จะเห็นได้ว่า ผลสำรวจส่วนใหญ่ในช่วงการเลือกตั้งในปี 2566 ไม่เชื่อว่ามีการแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติ โดยพบว่า มีความเอนเอียงไปทางเชื่อเพียง 19.93 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 11.76 ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 8.17 เชื่อมาก) ในขณะที่ ความเอนเอียงไปทางไม่เชื่อ สูงมากถึง 78.77 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 56.56 ไม่เชื่อเลย ร้อยละ 22.21 ไม่ค่อยเชื่อ)
การเลือกตั้งในครั้งนี้เท่าที่ติดตามข่าวยังไม่พบว่ามีรายงานเกี่ยวกับความเห็นเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติ แต่โดยข้อเท็จจริงมีหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นแล้วว่าเราถูกแทรกแซงการเลือกตั้งจากรัฐมนตรีคนหนึ่งของกัมพูชา อย่างออกนอกหน้าผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองดังที่เป็นข่าวและยังไม่รู้ว่าการแทรกแซงในทางลับผ่านโซเชียลมีเดียได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ จากประเทศใดบ้างและมีจำนวนมากน้อยเพียงใด ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
ปัจจุบันมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข่าวกรองและ "ผลิตภัณฑ์โน้มน้าวใจ" ขายให้แก่หน่วยงานรัฐบาลและองค์กรเอกชนเพื่อนำไปใช้โน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในกลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้กับลูกค้าที่ทำธุรกิจทางการค้าและการเมือง โดยใช้ "ปฏิบัติการทางจิตวิทยา" ที่มุ่งเป้าไปที่ การบิดเบือนอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้คน ผ่านชุดเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับ ข่าวลือ ข้อมูลเท็จ และข่าวปลอม มีรายงานว่าบริษัทบางแห่งได้ใช้เครื่องมือประเภทนี้ในการแทรกแซงการเลือกตั้งมากกว่า 200 ครั้งในประเทศต่างๆทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ประชาธิปไตยที่ยังไม่พัฒนา(10)
ดังนั้นเราจึงไม่อาจไว้ใจได้เลยว่า การแทรกแซงในลักษณะปฏิบัติการทางจิตวิทยาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา ประเทศไทยจึงยังคงมีความเสี่ยงต่อการแทรกแซงจนอาจนำไปสู่การบิดเบือนประชาธิปไตยได้ หากเรายังขาดความรู้และขาดเครื่องมือที่มีความสามารถในการตรวจสอบการแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพดีพอ การที่โซเชียลมีเดียและยุทธศาสตร์การตลาดทางการเมืองถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยภายใต้โลกที่มีโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เป็นประชาธิปไตยที่เปราะบางและมีโอกาสถูกบิดเบือนจากการแทรกแซงอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการเลือกตั้งและหากผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงรู้ไม่เท่าทันก็อาจตกเป็นเหยื่อการแทรกแซงทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว
การแทรกแซงการเลือกตั้งจากการโพสต์เฟซบุ๊กอย่างเปิดเผยของรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่พบเห็นและมีหลักฐานเชิงประจักษ์เท่านั้น แต่การแทรกแซงในทางลับที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ตรวจสอบได้ยาก อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสภาวะที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำหรับแสดงออกประจำตัวและใครต่อใครสามารถเข้าถึงคนที่มีบัญชีโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดายและไม่มีใครรับประกันได้ว่าการเลือกตั้งในบ้านเราในครั้งนี้จะไม่มีการแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติในทางลับโดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือโดยที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้
อ้างอิง
1.https://www.naewna.com/inter/940053
2.Rulers โดย Ranee DiResta
3.The Constitution of Knowledge โดย Jonathan Rauch
4.https://foreignpolicy.org.tr/when-the-cia-interferes-in-foreign-elections/
5.https://www.euronews.com/next/2025/01/04/germany-accused-musk-of-interfering-in-upcoming-elections-where-else-has-he-weighed-in
6.https://www.project-syndicate.org/commentary/does-united-states-still-interfere-in-foreign-elections-by-jack-goldsmith-2020-10
7.https://euvsdisinfo.eu/methods-of-foreign-electoral-interference/
8.https://digitalcommons.law.uga.edu/fac_artchop/1495/#:~:text=Abstract,a%20common%20set%20of%20solutions
9. https://www.nationtv.tv/politic/378918335
10.There are no facts โดย Mark Shepard
ภาพประกอบ
https://cyberlaw.ccdcoe.org/wiki/File:Scenario_01.jpg

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา