
“…ความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าในฐานะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของหลักนิติธรรม เพราะหากองค์กรตุลาการถูกแทรกแซง หรือ บ่อนทำลายความเชื่อมั่นจากสาธารณะ ระบบการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนจะอ่อนแอลง ความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะรุนแรงมากขึ้น…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ ในการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวาระ 28 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หัวข้อ “ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดยมีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้แทนต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้สนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้บริหารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ บุคลากรสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการฯ ที่โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพมหานคร

@ ยามวิกฤตฝ่ายบริหารมักมีแรงจูงใจขยายอำนาจ
การปาฐกถาและการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงในวาระของครบรอบ 28 ปีของศาลรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักรไทย
ในศตวรรษนี้ ในการยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนโลก ได้ตระหนักถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญหรือสถาบันเทียบเท่าในระเบียบโลกใหม่ จากการที่ระเบียบโลกในปัจจุบันได้เคลื่อนตัวบนเส้นทางแห่งสันติภาพ ในการเปลี่ยนแปลง ในการขัดแย้งทางสังคมและเศรษฐกิจในการแย่งชิงอำนาจ การใช้นโยบายเศรษฐกิจเพื่อกดดันทางการเมือง และขยายตัวของเทคโนโลยี ทำให้การตัดสินใจของรัฐส่งผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางการทหารในภูมิภาค การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงข้อพิพาท เราต้องถามอีกครั้งหนึ่งว่า ขอบเขตของอำนาจรัฐอยู่ที่ไหนและใครคือผู้กำหนดขอบเขตนั้น
“องค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการหลากหลายภูมิภาคนี้ เช่น ภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง การก่อการร้าย การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการขยายอำนาจฝ่ายบริหารในยามวิกฤต คำถามที่ทุกศาลต้องเผชิญเหมือนกัน คือ ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลเทียบเท่าในยุคปัจจุบันควรวางบทบาทกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร และอยู่ตรงไหนระหว่างความเป็นกลางทางการเมืองและข้อยกเว้นทางการเมืองกับความถูกต้องทางรัฐธรรมนูญ”
บริบทการเมืองปัจจุบัน เหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน เป็นการตอกย้ำว่า เป็นความขัดแย้งบนผลประโยชน์ของชาติ นโยบายทางเศรษฐกิจ อำนาจของฝ่ายบริหารขึ้นอยู่กับทางนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ คล้ายกับประธานาธิบดีเกาหลีถูกถอดถอนจากอำนาจ โดยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีในการประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่ชอบธรรม กรณีแบบนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการทดสอบหลักนิติธรรมบนโลก เมื่ออำนาจของรัฐถูกขยายอย่างรวดเร็ว หลักนิติธรรมนั้น ไม่ได้เป็นเพียงผลของกฎหมาย แต่อำนาจของรัฐนั้นเป็นเรื่องของความยุติธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ กฎหมายนั้นต้องถูกปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
“อำนาจของรัฐต้องมีความรับผิดชอบ ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ในปรัชญาทางกฎหมายและทางบริหารนั้น ถือเป็นกลไกในการจำกัดอำนาจรัฐและขณะเดียวกันก็สร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐด้วย เพราะประชาชนยอมรับการใช้อำนาจต่อเมื่อเชื่อว่าอำนาจนั้นอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม หากการใช้อำนาจรัฐหลุดจากกรอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอน และความขัดแย้งจะขยายตัว”
สันติภาพในความหมายร่วมสมัยจึงไม่ใช่เพียงการไม่มีสงคราม แต่เป็นสภาวะที่อำนาจรัฐถูกจำกัดโดยกฎหมาย และอีกทางหนึ่ง สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลได้รับการคุ้มครอง และความขัดแย้งได้รับการจัดการผ่านกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรมจึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของสันติภาพที่ยั่งยืน
“โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับหลักการแบ่งแยกอำนาจที่ทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันการกระจุกตัวของอำนาจในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในยามวิกฤตฝ่ายบริหารมักจะมีแรงจูงใจที่จะขยายอำนาจเพื่อความรวดเร็วและความสะดวกในการตัดสินใจ แต่หากการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายตุลาการ การละเมิดของสิทธิของบุคคล การแบ่งแยกของหลักนิติธรรมนั้น ในการหาดุลอำนาจของอำนาจรัฐขีดเส้นระหว่างอำนาจของรัฐ ศาลกับอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยในการใช้หลักการของได้สัดส่วน เป็นมาตรวัดเขตแดน”
@ ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง
หลักการที่ให้อำนาจรัฐได้รับการพิจารณาเชิงเนื้อหาโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นมาตรการมีความเหมาะสมหรือไม่ มีทางเลือกอื่น มีความเหมาะสมกว่าหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของปัจเจกบุคคลใดได้สัดส่วนหรือไม่ แต่ละประเทศนั้นจะสามารถรับประกันว่า อำนาจจะจำกัดขอบเขตอำนาจของรัฐ สิทธิของบุคคลและอิสรภาพนั้นของบุคคลใดมากน้อยเพียงใดก็ตาม
“กระบวนการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการมิตินี้ไม่ได้มีเป้าหมายแทนที่ฝ่ายการเมือง แต่มีเป้าหมายในการกำหนดขอบเขตอำนาจรัฐให้ชัดเจน ดังนั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่านโยบายใดและกฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง แต่เป็นการปกป้องกติกาสูงสุดของสังคมและประเทศ”
ในระดับข้อตกลงระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ กำหนดหลักการตามมาตรา 2 วรรคสี่ โดยรัฐสมาชิกต้องงดเว้นจากการข่มขู่ การใช้กำลังต่อบูรภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น แต่มีข้อยกเว้นเรื่องการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ที่รับรองสิทธิตามชาติของสมาชิกหากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น แต่มาตรการนี้สมาชิกดำเนินไปในทางใช้สิทธิป้องกันตนเองจะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที
หลักการนี้ทำให้การใช้กำลัง ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานหรือป้องกันตนเอง มิใช่เรื่องของอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพังแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามข้อตกลงและอาจถูกตรวจสอบได้เสมอ อย่างไรก็ตาม แม้รัฐใดอ้างเหตุแห่งความมั่นคงเพื่อใช้กำลัง ศาลภายในประเทศอาจไม่มีอำนาจตรวจสอบการกระทำในเวทีระหว่างประเทศโดยตรงก็ตาม แต่ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่า ระบบกระบวนการตัดสินใจนั้นเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่
“ยกตัวอย่างเช่น การตัดสินใจทางการเมืองต้องได้รับการเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ การประกาศสภาวะฉุกเฉินต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือ ผลแห่งการกระทำนั้นต้องไม่เป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ในแง่นี้ หลักนิติธรรมและหลักการแบ่งแยกอำนาจภายในประเทศสามารถเชื่อมโยงกับสันติภาพอย่างแบ่งแยกไม่ได้ เพราะหากการตัดสินใจใช้กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง ความเสี่ยงในการขยายความขัดแย้งจะลดลง”
@ หากตุลาการถูกแทรกแซง ความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงมากขึ้น
กระบวนการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการยังปรากฏโดยในนัยของกติการะหว่างประเทศ ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ว่าหลักสำคัญว่าการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นกรณีจำเป็นและได้สัดส่วน หลักการดังกล่าวปรากฎชัดเจนในมาตรา 4 ที่กำหนดให้รัฐต้องประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นทางการ รัฐอาจใช้พันธะกรณีได้ แต่มาตรการนั้นต้องจำเป็นและเคร่งครัดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่ผู้ใช้อำนาจรัฐมากอ้างภัยคุกคามใหม่ๆ เพื่อขยายอำนาจ เช่น การก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ หรือ วิกฤตเศรษฐกิจ ศาลจะอ้าง ICCPR เพื่อเป็นกรอบในการตีความเป็นหลักประกันว่า ใช้อำนาจรัฐ แม้จะใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่ากระทบสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ หรือ ทำลายแก่นของสิทธิหรือเสรีภาพเบื้องต้นของประชาชน แต่การนี้ทำให้การอ้างความมั่นคง ไม่สามารถกลายเป็นเหตุผลที่ล้ำขอบเขตสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล”
ในปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญ หรือ สถาบันเทียบเท่า เข้ามามีบทบาทเชิงสถาบันในระดับเวทีโลก ปรากฏได้อย่างเด่นชัดจากการประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโลก (World Conference on Constitutional Justice – WCCJ) ครั้งที่ 6 ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน เมื่อปีที่แล้ว การประชุมดังกล่าวสร้างบทบาทให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ สถาบันเทียบเท่าว่า ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรภายในหรือรัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมกฎหมายโลกที่รวมกันธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและสันติภาพในระดับสากล
ในการประชุม WCCJ ดังกล่าว สมาชิกได้ร่วมพิจารณาร่างแถลงการณ์ของกรุงมาดริด มีสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนรุ่นต่อไป ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ มรดกทางวัฒนธรรม สิทธิทางดิจิทัลและเทคโนโลยี การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และการกำกับดูแลนวัตกรรมทางเทคโนโลยีบนพื้นฐานของจริยธรรม ซึ่งประเด็นสิทธิของคนรุ่นใหม่ต่อไป เป็นการขยายขอบเขตของหลักนิติธรรมจากการคุ้มครองสิทธิของคนปัจจุบันไปสู่การรับผิดชอบต่อคนในอนาคตในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังสร้างผลกระทบข้ามพรมแดน
“ร่างแถลงการณ์ดังกล่าว สะท้อนบทบาทสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าในการตีความรัฐธรรมนูญให้ตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆและป้องกันความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระยะยาว ที่สำคัญแถลงการณ์นี้ ยังเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าในฐานะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของหลักนิติธรรม เพราะหากองค์กรตุลาการถูกแทรกแซง หรือ บ่อนทำลายความเชื่อมั่นจากสาธารณะ ระบบการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนจะอ่อนแอลง ความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะรุนแรงมากขึ้น”

รับชมงานสัมมนาได้ทางยูทูบ : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา