
"...การไม่ “ชี้แจง” เอาไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในเรื่องแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะนำไปสู่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นเหตุให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้ จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องลองดูเนื้อหาการอภิปรายของ สส.พรรคกล้าธรรมในเรื่องนี้ ทั้งในส่วนที่พูดในสภาและส่วนที่ยังเก็บไว้สำหรับการขยายผลหากจำเป็นจะต้องทำในขั้นตอนต่อไป..."
การอภิปรายของพรรคกล้าธรรมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สส.ของพรรคสีเขียวได้เปิดประเด็นอภิปรายกล่าวหาคำแถลงนโยบายของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงทุกครั้งที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากมาตรา 162 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการแถลงนโยบายของ ครม.ต่อรัฐสภา จะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายที่ระบุไว้ในคำแถลงนโยบาย
แต่รัฐบาลภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งแต่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งรัฐบาลชั่วคราวของนายอนุทินก่อนยุบสภา ก็ไม่เคยมีคำแถลงนโยบายของรัฐบาลไหนซึ่งมีเนื้อหาที่แสดงว่าเป็นการ “ชี้แจง” แหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อยู่ในคำแถลงนโยบาย จะมีอยู่บ้างก็เพียงแต่ระบุสั้น ๆ ว่านโยบายทั้งหมดที่นำมาแถลงต่อรัฐสภา จะใช้แหล่งรายได้จากเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ซึ่งก็ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า “ต้องชี้แจง” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคำว่า “ชี้แจง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า “การอธิบายให้เข้าใจชัดเจน”
การอภิปรายของ สส.พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่พลาดหวังจากการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยไปแบบพลิกความคาดหมาย ทำให้อาจมองได้ว่าการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายจะเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้นำจิตวิญญาณของพรรคน้ำเงินหรือไม่ว่า ถ้าหากยังกีดกันพรรคเขียวไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาลอาจจะนำเอาประเด็นที่เปิดแผลไว้ในการอภิปรายครั้งนี้ ไปขยายผลด้วยการเข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของ สส.ที่มีอยู่ในสภา หรือจำนวน 50 คน ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีเพียงพออยู่แล้ว ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม จากการนำเอาคำแถลงนโยบายที่ขัดรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา อันอาจจะนำไปสู่การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกระทบไปถึง ครม.ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะก็เป็นได้
การไม่ “ชี้แจง” เอาไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในเรื่องแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะนำไปสู่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นเหตุให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้ จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องลองดูเนื้อหาการอภิปรายของ สส.พรรคกล้าธรรมในเรื่องนี้ ทั้งในส่วนที่พูดในสภาและส่วนที่ยังเก็บไว้สำหรับการขยายผลหากจำเป็นจะต้องทำในขั้นตอนต่อไป
สส.ของพรรคกล้าธรรมที่เปิดประเด็นนี้ในที่ประชุมรัฐสภาเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จาก จ.ลำปาง คือ นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู หรือที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งเรียกกันว่า ดร.ปุ้ย ซึ่งเข้าสู่การเมืองระดับประเทศเป็นสมัยแรก หลังจากเป็นผู้บริหารท้องถิ่นในตำแหน่งนายกเทศมนตรีมานานกว่า 20 ปี ได้ให้ทีมงานศึกษาวิเคราะห์คำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยละเอียด นอกจากประเด็นทางด้านสังคมที่จะอภิปรายเป็นเรื่องหลักแล้ว ยังเห็นว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย
การอธิบายว่าคำแถลงนโยบายขัดรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากการอ้างถึง บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคหนึ่งที่ว่า ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย รวมทั้งคำอธิบายมาตรานี้ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ที่สรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้มีการชี้แจงแหล่งมาของรายได้ที่ใช้ดำเนินนโยบายทุกนโยบาย แต่ที่สำคัญซึ่งจะต้องชี้แจงไว้โดยชัดเจนคือ นโยบายที่มีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้แหล่งที่มาแห่งรายได้ใดบ้างเพื่อดำเนินนโยบายเหล่านั้น
ดังนั้นคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จึงไม่อาจบอกเพียงว่าจะใช้แหล่งเงินที่มาจากเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณเท่านั้น เพราะการบอกเพียงประเภทของแหล่งรายได้ที่จะนำมาใช้กับนโยบายทั้งหมดเป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นการชี้แจง ซึ่งการชี้แจงจะต้องบอกว่า ตั้งงบประมาณแต่ละนโยบายไว้เท่าใด จะใช้แหล่งเงินใดกับนโยบายใด โดยมีสัดส่วนของแหล่งเงินแต่ละประเภทอย่างไรในแต่ละนโยบาย หากไม่ทำเช่นนี้อาจถูกมองได้ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่รัฐบาลจะทำตามเพียงใดก็ได้ หรือจะมีความครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเห็นว่าเหมาะสม
สส.ที่อภิปรายเรื่องนี้ เป็นอดีตนายกเทศมนตรีหลายสมัยที่ผ่านการแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลมาแล้วหลายครั้ง เห็นว่า พรบ.เทศบาลไม่ได้กำหนดให้ “ต้องชี้แจง” แหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งต่างจากการบริหารประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้คำแถลงนโยบายของรัฐบาล ”ต้องชี้แจง” หรือต้องอธิบายขยายความให้เข้าใจโดยชัดเจนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของรายได้ของนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคหนึ่งโดยครบถ้วน จะเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ สส.จากพรรคกล้าธรรมคนดังกล่าวตั้งข้อสังเกตไว้กับรัฐสภา
จากสไลด์ที่ใช้ประกอบการอภิปรายในสภาของ สส.หญิงแห่งพรรคสีเขียว ชี้ให้เห็นเป็นขั้นเป็นตอนว่า ทำไมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลถึง “ต้องชี้แจง” แหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย แต่ก็ไม่ได้ชี้ไปที่ ครม.ซึ่งให้ความเห็นชอบคำแถลงนโยบายนี้ว่าเป็นผู้กระทำขัดรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าผู้กระทำขัดรัฐธรรมนูญคือ นายอนุทิน ในฐานะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคนสุดท้ายว่า จะเสนอคำแถลงนโยบายต่อประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุมหรือไม่
หากเห็นว่าคำแถลงนโยบายขัดรัฐธรรมนูญ แม้ ครม.จะให้ความเห็นชอบมาแล้ว ก็สามารถที่จะยับยั้งไม่นำเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุมได้ การที่นายอนุทินควรจะรู้ว่าคำแถลงนโยบายขัดรัฐธรรมนูญเนื่องจากไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย แต่เมื่อนายอนุทินไม่ยับยั้งการเสนอขอบรรจุเข้าวาระการประชุมรัฐสภา นายอนุทินจึงย่อมเป็นผู้กระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ปล่อยให้คำแถลงนโยบายที่ขาดสาระสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา และยังเป็นผู้อ่านคำแถลงนโยบายนี้ด้วยตนเองในที่ประชุมรัฐสภาอีกด้วย นอกจากนี้ยังอาจถือว่าประธานรัฐสภาให้ความร่วมมือด้วย จากการอนุมัติรับบรรจุเข้าวาระการประชุม
เรื่องนี้ สส.ผู้อภิปรายเน้นไปที่การกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะตัวของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา อาจเป็นเพราะหากอ้างว่าคำแถลงนโยบายเป็นการกระทำของ ครม.จะไม่อาจนำไปสู่การขยายผลต่อไปได้ เพราะไม่ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีแนวการวินิจฉัยแล้วว่า ในเรื่องการกำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบาย ครม.ถือเป็นองค์กรของรัฐฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับรัฐสภา ซึ่งหมายความว่า ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ครม.จะไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของอำนาจตุลาการ แต่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภา
ดังนั้น กรณีที่เป็นการกระทำของ ครม.ทั้งคณะ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ส่วนรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีที่มีการกระทำเป็นการเฉพาะตัวและเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปสู่คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม จะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่เห็นกันมาแล้วในหลายกรณี
ดังนั้น หากจะขยายผลเรื่องนี้กับรัฐบาลจะต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์อันเป็นการเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้อยู่ในอำนาจพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สส.1 ใน 10 มีสิทธิจะเข้าชื่อกันเสนอเรื่องผ่านประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากต้องสิ้นสุดลงก็เท่ากับว่า ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามไปด้วย การอภิปรายของ สส.หญิงเมืองเขลางค์นคร จึงอาจจะนำมาซึ่งนิติสงครามระหว่างพรรคเขียวฝ่ายค้านกับรัฐบาลของนายอนุทิน
การเปิดประเด็นของพรรคกล้าธรรมในเรื่องนี้ จึงอาจจะขัดแย้งกับที่มองกันว่าพรรคกล้าธรรมรอพรรคภูมิใจไทยกวักมือเรียกเข้าร่วมรัฐบาล เพราะประเด็นที่ สส.เพ็ญภัค จาก จ.ลำปาง อภิปราย สามารถนำไปสู่การล้มรัฐบาลได้ จึงสงสัยว่าพรรคกล้าธรรมกำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่าจะเป็นแผนปฏิบัติการที่ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้นคือ “ล้มเพื่อร่วม”
ขอแสดงภาพประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงหรือไม่อธิบายให้เข้าใจชัดเจน ถึงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย “ขัดรัฐธรรมนูญ” หรือไม่




บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา