
"...การออกเสียงลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งที่มีโค้ดทั้ง 2 แบบ จะมีน้ำหนักไปในทางด้านใด ระหว่างลับกับไม่ลับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน น่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นเดียวกับความเห็นของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่มีความเห็นไม่เหมือนกัน..."
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด
ศาลรัฐธรรมนูญจะแสวงหาข้อเท็จจริงหรือไต่สวนประเด็นใดบ้าง และน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาในทิศทางใด เป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่มีผู้ร้องเรียน 21 ราย ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ กรณีการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ กกต.กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำให้การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง โดยเป็นการใช้สิทธิของผู้ร้องเรียน 21 ราย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213
หลังจากเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี ซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสามคือ กกต. เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งรวมกับระยะเวลาที่ขอขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน น่าจะครบกำหนดยื่นคำชี้แจงต่อศาลในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย.2569
กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหลังจากได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกร้อง และได้รับบัญชีพยานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้ถูกร้องครบแล้ว หากคำร้องและคำชี้แจงปรากฏข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนครบถ้วนและเป็นคดีที่มีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอาจมีการประชุมปรึกษาคดีเพื่อมีคำวินิจฉัยได้เลย แต่คดีนี้มีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงมีหลายประเด็นที่ศาลจะต้องรับฟังให้ยุติก่อนที่จะนำไปวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายต่อไป
การแสวงหาข้อเท็จจริงและไต่สวนของศาลในคดีนี้ เป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีว่า การออกเสียงลงคะแนนของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทุกเขตทั่วประเทศเป็นไปโดยลับหรือไม่ ก่อนที่จะทำคำวินิจฉัยสุดท้ายว่าการดำเนินการจัดการการเลือกตั้งของ กกต.ผู้ถูกร้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากไม่ชอบจะต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่ อันเป็นประเด็นตามคำร้องของผู้ร้อง
ก่อนที่จะสรุปข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีว่า การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยลับหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ประกอบกับขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการออกเสียงลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ที่ กกต.ผู้ถูกร้องกำหนดขึ้นตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ต่อเนื่องไปถึงวิธีการจัดเก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลของบุคคลต่าง ๆ ที่จะทำให้รู้ว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมาจากต้นขั้วใด ที่จะส่งผลให้รู้ว่าผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใด กระทำได้จริงเพียงใดหรือไม่
ศาลจะไม่ใช้เพียงข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏอยู่ในคำร้องของผู้ร้องและในคำชี้แจงของผู้ถูกร้องทั้งสามเท่านั้น แต่ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงโดยศาลเองอีกส่วนหนึ่ง ด้วยการมีคำสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญแขนงที่เกี่ยวข้องจัดทำเอกสารความเห็นเสนอต่อศาล อีกทั้งศาลน่าจะต้องเปิดการไต่สวนเพื่อที่จะสอบถามพยานทั้ง 2 ฝ่าย และพยานผู้เชี่ยวชาญตามที่ศาลเห็นสมควรอีกจำนวนหนึ่ง แต่จะถึงขั้นมีการจำลองเหตุการณ์การออกเสียงลงคะแนนหรือไม่ ไม่น่าจะต้องทำถึงขนาดนั้น เพราะคำอธิบายที่ได้จากการตอบคำถามศาลในการไต่สวนน่าจะทำให้ศาลได้รับข้อเท็จจริงที่เพียงพอแล้ว
เมื่อศาลได้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนโดยครบถ้วนและชัดเจนแล้ว ขั้นตอนที่มีความสำคัญคือการชั่งน้ำหนักหรือพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานที่ได้มา ว่าจะรับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐานใดบ้าง และนำเอาเฉพาะพยานหลักฐานที่รับฟังได้มาสรุปเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติ ไปใช้วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายต่อไป
การออกเสียงลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งที่มีโค้ดทั้ง 2 แบบ จะมีน้ำหนักไปในทางด้านใด ระหว่างลับกับไม่ลับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน น่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นเดียวกับความเห็นของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่มีความเห็นไม่เหมือนกัน
ถ้าหากตุลาการเสียงข้างมากฟังข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ยังคงเป็นไปโดยลับ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายก็จะไม่มีข้อยุ่งยาก เพราะการดำเนินการจัดการการเลือกตั้งของ กกต.ผู้ถูกร้อง ย่อมชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิผู้ร้องเรียน 21 ราย รวมทั้งประชาชนทั่วไป ศาลก็จะไม่มีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนการเลือกตั้งใด ๆ ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว
แต่หากฟังข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดเป็นต้นเหตุให้อาจรู้ได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด ซึ่งทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง โดยแต่ละแนวทางน่าจะมีเหตุผลที่แตกต่างกัน ดังนี้
แนวทางที่ 1 วินิจฉัยว่าการออกเสียงลงคะแนนชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยอาจมีเหตุผลว่าการใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด แม้ว่าอาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ต้องถือว่ายังคงเป็นไปโดยลับ เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายใดที่ได้กากบาทลงคะแนนแล้ว มีผู้รู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายนั้นลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด เมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 400 เขตเลือกตั้ง 99,487 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,922,923 คน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแม้แต่คนเดียวในหน่วยเลือกตั้งใด ที่ใช้บัตรเลือกตั้งซึ่งมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดแล้วมีการสืบค้นจนรู้ได้ว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครรายใด การเลือกตั้งครั้งนี้จึงยังคงเป็นไปโดยลับ แม้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดอาจจะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับก็ตาม แต่การไม่เป็นความลับนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ การดำเนินการจัดการการเลือกตั้งของ กกต.ผู้ถูกร้อง จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ละเมิดสิทธิผู้ร้องเรียนจำนวน 21 ราย และไม่เป็นเหตุที่จะเพิกถอนการเลือกตั้งครั้งนี้
แนวทางที่ 2 วินิจฉัยว่าการออกเสียงลงคะแนนไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นการวินิจฉัยที่แตกต่างจากแนวทางที่ 1 โดยเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าการดำเนินการจัดการการเลือกตั้งของ กกต.ผู้ถูกร้อง อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใดในหน่วยเลือกตั้งทั้ง 99,487 หน่วยเลือกตั้งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบัตรเลือกตั้งที่นำมาใช้อาจทำให้รู้ได้เช่นนั้น ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการจัดการการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยลับแล้ว ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นจะต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นความลับขึ้นเสียก่อนจึงจะถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการจะพิจารณาว่าเรื่องใดลับหรือไม่ลับ ไม่ได้พิจารณาว่ามีบุคคลอื่นล่วงรู้เรื่องนั้นแล้วหรือไม่ เพียงแต่อาจจะทำให้บุคคลอื่นล่วงรู้ได้ก็เพียงพอที่จะเรียกได้ว่าเรื่องนั้นไม่เป็นไปโดยลับแล้ว เมื่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงมีเหตุที่จะเพิกถอนการเลือกตั้งครั้งนี้ และให้ กกต.ผู้ถูกร้องดำเนินการจัดการให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีโอกาสเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทาง เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญย้อนกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ในขั้นตอนการรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยใช้ข้อเท็จจริงที่เพิ่งปรากฏต่อศาลรัฐธรรมนูญในชั้นพิจารณาคดี จะมีประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัย 3 ประเด็นคือ
1) การกระทำของ กกต.เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน 21 ราย หรือไม่ เนื่องจาก การจัดพิมพ์และใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มีระเบียบ กกต.รองรับให้กระทำได้ จึงไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายของ กกต. เมื่อไม่ผิดกฎหมายจึงไม่เป็นละเมิด
2) กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีความซ้ำซ้อนกับกระบวนพิจารณาของศาลปกครอง เนื่องจากมีผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ที่ให้อำนาจ กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ ซึ่งเพิ่งปรากฏรายละเอียดการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในชั้นพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะทำให้กระบวนพิจารณาในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือการไต่สวน ซ้ำซ้อนกันระหว่าง 2 ศาลที่อยู่ต่างระบบกัน ในประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่
3) เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอื่นเป็นข้อห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองยื่นฟ้องก่อนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งปรากฏรายละเอียดการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้ง 3 ประเด็นนี้ต้องรอดูว่าจะมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะผ่านขั้นตอนการรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยไปแล้ว
การเมืองไทยมีเรื่องให้ชวนติดตามอยู่เสมอ ฉากสุดท้ายของหลายเรื่องมักจะไปจบลงที่ศาล ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องที่น่าจับตามองกระจายอยู่ทุกศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยแล้ว ก็จะมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ความวุ่นวายเช่นนี้ดำเนินมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี และก็เชื่อว่าจะดำเนินต่อไปอีกไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่เป็นมาแล้ว หรือจนกว่าคน Gen Y และ Gen Z จะเติบโตขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่า
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา