
"...แนวทาง ชุมชนล้อมรักษ์ หรือ Community-Based Treatment (CBT) ตลอดจนแนวทางอื่น ๆ ที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดหลักที่นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จึงมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา โดยมุ่งให้ชุมชนมีบทบาทในการป้องกัน เฝ้าระวัง กำกับดูแล และสนับสนุนผู้เสพและผู้ติดยาให้สามารถกลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติได้ ลดการตีตรา และสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ที่เคยติดยาได้รับโอกาสกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน..."
“แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด ชุมชน และอดีตผู้ผ่านการบำบัด เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ที่จังหวัดสงขลา โดยสํานักงานศูนย์อํานวยการปองกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด จังหวัดสงขลา เป็น เจ้าภาพหลัก”
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เมื่อเด็กและเยาวชนเข้าสู่วงจรยาเสพติด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ยาและการติดยาอย่างต่อเนื่อง การแก้ปัญหาด้วยการจับกุมและลงโทษเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยง่าย และยังเป็นภาระมหาศาลต่อระบบต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม การควบคุมตัวและการจำคุก ตลอดจนการรักษาพยาบาลและการบำบัดฟื้นฟูเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพ ซึ่งล้วนต้องใช้ทรัพยากรจากระบบสุขภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด
แนวทาง ชุมชนล้อมรักษ์ หรือ Community-Based Treatment (CBT) ตลอดจนแนวทางอื่น ๆ ที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดหลักที่นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จึงมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหา โดยมุ่งให้ชุมชนมีบทบาทในการป้องกัน เฝ้าระวัง กำกับดูแล และสนับสนุนผู้เสพและผู้ติดยาให้สามารถกลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติได้ ลดการตีตรา และสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ที่เคยติดยาได้รับโอกาสกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน
แน่นอนว่า ปัญหายาเสพติดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับชุมชน ผู้ค้ายารายใหญ่ในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ รวมถึงบุคคลในระบบของรัฐที่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับขบวนการค้ายาเสพติด ล้วนเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาที่รัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นจากชุมชนเพื่อสร้างความปลอดภัย ป้องกันผู้เสพรายใหม่ และดูแลบำบัดฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดในระดับพื้นที่ โดยใช้ยุทธศาสตร์ ชุมชนล้อมรักษ์ ที่มีชุมชนเป็นฐาน ถือเป็นแนวทางสำคัญประการหนึ่งในการรับมือกับปัญหายาเสพติดที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้และผู้เสพยาเสพติดจำนวนมาก อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสามล้านคนสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้มีขนาดใหญ่และซับซ้อน การทำให้ผู้ที่ติดยาได้รับการบำบัดและสามารถฟื้นคืนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ จึงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา ความต่อเนื่อง และการสนับสนุนจากหลายฝ่าย จากประสบการณ์การบำบัดฟื้นฟูพบว่า การทำให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงแม้เพียงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นความสำเร็จที่มีความหมายอย่างมาก เพราะการกลับไปใช้ยาและกลับเข้าสู่วงจรเดิมยังเป็นความท้าทายสำคัญของการบำบัด
นอกจากการจัดการกับแหล่งจำหน่ายและผู้ค้ายาเสพติดในระดับต่าง ๆ แล้ว การทำให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนแปลงได้ ก็เป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญ ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การติดยาและการบำบัดย่อมเข้าใจความยากลำบากของการออกจากวงจรยาเสพติด และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ การสร้างโอกาสให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมั่นคง จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายของการฟื้นฟูบุคคล แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันผู้เสพรายใหม่และการเอาชนะปัญหายาเสพติดในระยะยาว
การทำให้ผู้ผ่านการบำบัดมีที่ยืนในชุมชน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งชุมชน โดยเฉพาะการหลอมรวมพลังของผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ การทำงานจึงต้องเปลี่ยนจากการมองผู้ติดยาเป็นเพียง “ผู้มีปัญหา” ไปสู่การมองว่าเป็น “คนในชุมชน” ที่สามารถได้รับโอกาส ฟื้นฟูศักยภาพ และกลับมาเป็นพลังของชุมชนได้
แนวคิด ชุมชนล้อมรักษ์ จังหวัดสงขลา จึงเป็นความพยายามที่จะพัฒนารูปแบบการป้องกันและบำบัดปัญหายาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ให้ชุมชนมีทั้งบทบาทในการป้องกันผู้เสพรายใหม่ การดูแลผู้ที่อยู่ในกระบวนการบำบัด และการสร้างพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยมีเป้าหมายสำคัญไม่เพียงเพื่อให้ “คนหลุดพ้นจากยา” แต่เพื่อให้ “คนกลับคืนสู่ชุมชน” และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงต่อไป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มีภารกิจสำคัญที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยมีวิถีชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ การสนับสนุนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกระบวนการพัฒนาชุมชน จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดูแลสมาชิกของตนเองได้
การดำเนินงานสนับสนุนประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ หรือ The 5Cs Framework คือ
1. Capacity – การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
2. Continuity of Care – การดูแลต่อเนื่องจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน
3. Community – การมีส่วนร่วมของชุมชนและครอบครัว
4. Coordination – การประสานระบบและภาคีเครือข่ายในพื้นที่
5. Communication – การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและลดการตีตรา

เปลี่ยนการดูแลยาเสพติดจากงานของคนกลุ่มหนึ่ง สู่ความร่วมมือของทั้งชุมชน
ปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องที่จบลงเมื่อผู้ป่วยผ่านกระบวนการบำบัด แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อผู้ผ่านการบำบัดกลับไปใช้ชีวิตในครอบครัวและชุมชน การดูแล ติดตาม และสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการฟื้นฟู
แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด ชุมชน และอดีตผู้ผ่านการบำบัด เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ที่จังหวัดสงขลา โดยสํานักงานศูนย์อํานวยการปองกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด จังหวัดสงขลา เป็น เจ้าภาพหลัก
จังหวัดสงขลา เป็น หนึ่งในสิบจังหวัด ที่ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ที่ สนับสนุนโดย สสส กำลังดำเนินการ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 6 อำเภอ ได้แก่ นาทวี สะบ้าย้อย จะนะ เทพา บางกล่ำ และกระแสสินธุ์
สิ่งที่น่าสนใจของการอบรมครั้งนี้ คือ การไม่ได้มอง “ผู้บำบัด” เป็นบุคคลเพียงกลุ่มเดียว แต่พยายามนำผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเข้ามาอยู่ในกระบวนการเดียวกัน ทั้งทีมสาธารณสุข ทีมชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นำชุมชน อสม. และผู้ผ่านการบำบัดที่มีความพร้อมที่จะกลับมามีบทบาทเป็นเครือข่ายสนับสนุนการฟื้นฟูในชุมชน

เริ่มจาก “คน” ก่อนสร้าง “ทีม”
การเปลี่ยนแปลงในชุมชนอาจไม่ได้เริ่มต้นจากแผนงานที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากการทำให้คนที่ต้องทำงานร่วมกันรู้จัก เข้าใจ และไว้วางใจกัน
การอบรมในวันแรก จึงเริ่มด้วย Team Building และ Empowerment เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเสริมพลังให้ผู้เข้าร่วม ก่อนที่จะเข้าสู่การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำและการเป็นผู้นำกระบวนการสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแล บำบัด และฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด
สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ว่า “ใครมีหน้าที่อะไร” แต่อยู่ที่ว่า “เราจะทำงานร่วมกันอย่างไร” เพราะการดูแลในชุมชนจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงของคนหลายบทบาท และการมีผู้นำกระบวนการที่สามารถทำให้คนเหล่านั้นทำงานร่วมกันได้
เข้าใจผู้ป่วย ก่อนเข้าไปช่วยผู้ป่วย
อีกส่วนหนึ่งของการอบรมให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจแนวคิด “โรคสมองติดยา” รวมถึงความเข้าใจผู้ป่วยและคุณค่าภายในตนเองของผู้ป่วย จากนั้นจึงนำไปสู่การเรียนรู้ Mindfulness Tools สำหรับจัดการกับความคิดและความอยากยา การรู้เท่าทันตัวกระตุ้นภายนอก และการฝึกทักษะพื้นฐานด้านสมาธิและสติ
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูไม่ได้มีเพียงเรื่องของการควบคุมพฤติกรรม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจผู้ป่วยและเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับความคิด ความอยากยา และตัวกระตุ้นต่าง ๆ ได้
ในวันที่สอง การฝึกทักษะสมาธิและสติได้รับการต่อยอดไปสู่การทำความเข้าใจโปรแกรม MindMat และการเตรียมตัวสำหรับการฝึกปฏิบัติเป็นนักบำบัดตามโปรแกรมดังกล่าว
จุดเปลี่ยนสำคัญ “จากห้องเรียนสู่พื้นที่”
หัวใจของการอบรมอยู่ที่ช่วงที่ผู้เข้าร่วมต้องนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาออกแบบการทำงานจริง โดยมีการจัดกิจกรรม “จากห้องเรียนสู่พื้นที่” เพื่อออกแบบแผนปฏิบัติการการดูแล บำบัด และฟื้นฟูในระดับอำเภอ จากนั้นแต่ละพื้นที่ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ เพื่อแลกเปลี่ยนและพิจารณาว่าจะเปลี่ยนแนวคิดที่เรียนรู้ให้กลายเป็นการขับเคลื่อนในพื้นที่ได้อย่างไร เมื่อกลับไปถึงพื้นที่แล้ว จะทำอะไรต่อ
ก้าวต่อไป ที่ต้องเกิดขึ้นหลังการอบรม
การอบรมจบลงด้วยการกำหนด ก้าวต่อไป (Next Step ) ทั้งการวางแผนดูแลผู้ป่วยยาเสพติดในชุมชนและการจัดกิจกรรมกลุ่มสนับสนุนทางสังคม พร้อมทั้งทำ After Action Review หรือ ARR เพื่อทบทวนการเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาการทำงานต่อไป การอบรมครั้งนี้วางกระบวนการไว้เป็นลำดับ คือ สร้างคน สร้างทีม สร้างทักษะ สร้างแผน และสร้างก้าวต่อไป
หากกระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินต่อเนื่องในพื้นที่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการมี “ผู้บำบัดที่มีทักษะเพิ่มขึ้น” แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างเครือข่ายการดูแลที่มีคนหลายกลุ่มเข้ามามีบทบาทร่วมกัน
บทเรียนที่สำคัญกว่าการอบรม
บทเรียนสำคัญจากกระบวนการนี้อาจอยู่ที่การเปลี่ยนคำถามจาก “จะบำบัดผู้ป่วยอย่างไร” ไปสู่ “จะสร้างสภาพแวดล้อมและเครือข่ายอย่างไรให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถฟื้นฟูตนเองและดำรงชีวิตต่อไปในชุมชนได้”
เมื่อมองเช่นนี้ ชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของผู้ป่วยหลังออกจากระบบการบำบัด แต่เป็นพื้นที่สำคัญของการฟื้นฟูต่อเนื่อง และผู้ผ่านการบำบัดเองก็ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ผู้รับการช่วยเหลือ” หากแต่ในกระบวนการอบรมครั้งนี้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดที่มีความพร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสนับสนุนการฟื้นฟูในชุมชนด้วย
การดำเนินการนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งของการทำงานยาเสพติดที่ให้ความสำคัญกับ พลังของคน พลังของทีม และพลังของชุมชน ควบคู่ไปกับระบบบริการ
ความสำเร็จของการอบรม อยู่ที่ หลังจากกลับไปแล้ว คนเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เกิดการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในชุมชน และแผนการดำเนินงานที่ร่วมกันออกแบบไว้สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง
“การอบรมครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนจากการอบรมผู้ปฏิบัติงาน ไปสู่การสร้างทีมและเครือข่ายการดูแลผู้ใช้ยาเสพติดในชุมชน โดยเชื่อมความรู้ ทักษะ ภาวะผู้นำ และพลังของชุมชน เข้ากับแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปขับเคลื่อนจริงในระดับพื้นที่”
วิทยา กุลสมบูรณ์
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
10 กันยายน 2569

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา