
“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่แท้จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริสุทธิ์ไม่ได้”
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นับแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ 10 ปีก่อน ได้มีพระปฐมบรมราชโองการ ปรากฏเป็นใจความที่สำคัญว่า
“เราจะสืบสานรักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
แล้วนับจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ พระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่ “จะสืบสารรักษาและต่อยอด” ก็ได้ดำเนินการมาอย่าง เงียบ ๆ โดยตลอดที่มีมากถึง 10 โครงการ กระจายไปในพื้นที่รวมแล้วถึง 47 แห่งทั่วประเทศ
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น “พระผู้ปิดทองหลังพระ” โดยแท้จริง
คำว่า "ปิดทองหลังพระ นี้เกิดจากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวที่เสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2506 ปรากฏความดังนี้ว่า
“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่แท้จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริสุทธิ์ไม่ได้”
แต่อย่างไรก็ตาม การปิดทองหลังพระที่ไม่มีใครเห็นนั้น ถ้ากระทำไปเรื่อย ๆ ที่สุดแล้ว ทองก็จะล้นออกมาข้างหน้า ให้เห็นเองโดยทั่วหน้ากัน อันเปรียบเสมือนการทำคุณงามความดีที่ที่สุดแล้วก็จะปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์
เช่นเดียวกับโครงการทั้ง 10 โครงการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้ปรากฏขึ้น เป็นที่รู้กันเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากโครงการสายน้ำแห่งชี่วิต
ด้วย คลองเปรมประชากร เป็นคลองชุดสายแรกในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเล็งเห็นว่า ในพระราชอาณาเขตสยามนี้คลองเป็นการสำคัญ ในปีหนึ่ง ๆ ควรจะให้มีคลองใหม่ขึ้นสักสายหนึ่ง จะเป็นการเจริญแห่งบ้านเมือง....
ถึงจะต้องออกพระราชทรัพย์ปีละพันชั่งหรือสองพันชั่งก็ไม่ทรงเสียดาย
คลองสายนี้ และคลองส่วนใหญ่อีกหลายสายต่อมาล้วนใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ทรงริเริ่มระบบสาธารณูปโภค อันเป็นนวัตกรรมในโลกขณะนั้น ไว้หลายอย่างหลายประการ เช่น การชุดคลอง เพื่ออาชีพการเกษตรของราษฎร ในการใช้น้ำทำนา ทำสวน ทำไร่ และเพื่อการจราจรการขนส่งไปมา
ทั้งมีการสร้างถนนใหม่ ๆ ขึ้นหลายสาย ทั้งบ้านนอกในกรุง ดูคลอง หนอง บึง แม่น้ำสายใหญ่น้อย ได้รับการพัฒนาปรับปรุง
นับว่าเป็น “โลจิสติกส์” ของโลกเก่าที่ได้นำความเจริญมั่งคั่งมาสู่ชาติบ้านเมืองในขณะนั้น
คลองเปรมประชากรจึงนับเป็นการ “ต่อยอด” ที่สำคัญของโลกยุคใหม่ในแผ่นดินนี้
เมื่อครั้งที่สร้างคลองชุดสายแรกนี้ขึ้น ได้มีพระราชบันทึกในรัชกาลที่ 5 ไว้ในความตอนหนึ่งว่า
“จะให้ราษฎรได้ความเย็นใจ ราษฎรชายหญิง ทั้งคฤหัส บรรพชิต ลูกค้าวานิช และต่างภาษา ค้าขายขึ้นล่องคลองนี้ โดยสะดวกทุกท่าน”
ตามประวัติศาสตร์คลองเปรมประชากรจ้างแรงงานจีนขุดขึ้น ใช้เวลาขุดรวม 18 เดือน จาก พ.ศ. 2412 แล้วเสร็จ ใน พ.ศ. 2413 ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ไป 2544 ชั่ง 2 ตำลึง
นี่คือ “สายน้ำแห่งพระราชหฤทัย”
คลองเดิมที่เริ่มจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เริ่มต้นขุดจากคลองผดุงกรุงเกษมขึ้นบริเวณหน้าวัดโสมนัสวรวิหาร คลองผดุงเป็นคลองเดิมในรัชกาลก่อน จ้างแรงงานจีนขุดคลองก็จริง แต่มีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น เป็นวิศวกร ผู้อำนวยการควบคุม โดยมี เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวย์วัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นแม่กองนำขุด
เมื่อคลองสายนี้สำเร็จเสร็จแล้วก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ราษฎรทั้งหลายใช้คลองนี้โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม และไม่ต้องเสียภาษีคลองแต่อย่างใด
อันเป็นการยืนยันถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ใสสะอาดต่อราษฎรเป็นอย่างยิ่งของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
คลองเปรมประชากรในอดีตทำให้การเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งลัดตัดตรงเข้าพระนครเก่ากรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะที่เป็นการย่นระยะทางของแม่น้ำที่เดิมต้องอ้อมคุ้งคลองเวิ้งโค้งของลำแม่น้ำไป ทำให้เสียเวลามาก
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีประกาศไว้ในการประกาศขุดคลองถึงประโยชน์ของคลองไว้อย่างชัดเจนว่า
“การขุดคลองเพื่อที่จะให้เป็นที่มหาชนทั้งปวงได้ไปมาอาศัย และเป็นทางที่จะให้สินค้าได้บรรทุกไปมาโดยสะดวก
ซึ่งให้ผลแก่การเรือกสวนไร่นา จะได้เกิดทั่วขึ้นในพระราชอาณาจักร เป็นการอุหนุนการเพาะปลูกในบ้านเมืองให้วัฒนาเจริญยิ่งขึ้น"
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็น “ยุคทอง” ของแผ่นดินยุคหนึ่ง ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่เมื่อกว่า 150 ปีก่อน ได้อย่างงามสง่า
ตามประวัติคลองสวัสดิ์เปรมประชากร (ชื่อเดิม) หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีฉลองหลังจากได้ทำการขุดคลองเพิ่มเติมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในรัชกาลที่ 5 ก็ได้จัดให้มีมหรสพต่าง ๆ เล่นแสดงอย่างมากมาย พร้อมกับที่ได้พระราชทานชื่อคลองดังที่กล่าวแล้วนั้น
ปรากฏว่าเกือบตลอดสองฝั่งคลองที่สายน้ำเดินทางจากบริเวณหน้าวัดโสมนัสวรวิหารจนทะลุที่อยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางปะอินนั้น ได้มีราษฎรอพยพหลั่งไหลเข้าไปอยู่กันมากมาย ทั้งที่เมื่อก่อนทั้งหัวเมืองและในกรุงมีแต่โขลงช้างป่าดุร้าย
คลองเปรมประชากร จึงเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนกรุงเทพฯ เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5
คลองเปรมประชากรที่เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มต้นเดินทางจากคลองผดุงกรุงเกษม เขตดุสิต ไหลผ่านเขตบางซื่อ จตุจักร หลักสี่ ดอนเมือง เข้าอำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอสามโคก แล้วกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
คลองเปรมประชากรที่ยาวมากกว่า 150 กิโลเมตรนี้ ได้มีชุมชนเกิดขึ้นมากมายตามกาลเวลาที่ผ่านมานับเป็นร้อย ๆ ปี ที่เคยอยู่สุขสบายมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
แต่คลองเปรมประชากรทุกวันนี้ มีสารพัดปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอธิบายมากมาย เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 การบูรณะคลองเปรมประชากรเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนริมฝั่งคลองในปัจจุบันก็เกิดขึ้นและใสสะอาดมาจนบัดนี้
บทความโดย :
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา