
เปิดบันทึก ‘คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการฯ’ สั่ง ‘ตร.-ตำรวจภูธรจ.สมุทรปราการ’ รับคำขอ ‘พิจารณาใหม่’ ปมมีคำสั่งให้ ‘ดาบตำรวจ’ ออกจากราชการ จากเหตุ ‘ล้มละลาย’ ที่ไม่ใช่การทุจริต หลัง ‘กฎ ก.ตร.’ ฉบับใหม่ มีสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงในทาง ‘เป็นประโยชน์’
..................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การขอให้พิจารณาใหม่ กรณีข้อกฎหมายที่เป็นเหตุให้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับคำสั่ง เรื่องเสร็จที่ 1676/2568 กรณี ดาบตำรวจ ย. ซึ่งต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) และถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติของการเป็นข้าราชการตำรวจ
ได้มีคำขอให้หน่วยงานต้นสังกัด (ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ)พิจารณาออกคำสั่งใหม่ โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567 ซึ่งได้มีการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจตามข้อ 4 (1) แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจฯ จาก “เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย” เป็น “เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย”
โดยกรณีนี้ คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีความเห็นว่า กรณีข้าราชการตำรวจ ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) มีคำขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ จึงเข้ากรณีมีข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันเป็นเหตุให้ขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้
อีกทั้งดาบตำรวจ ย. ได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทางปกครองใหม่ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 1 ปีที่ขยายอกไป จึงเป็นกรณีที่ดาบตำรวจ ย. ได้มีคำขอให้พิจารณาใหม่ และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว
ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงชอบที่จะแจ้งตำรวจภูธรภาค 1 ผ่านไปยังตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ที่คำสั่งทางปกครอง ให้รับคำอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ไว้พิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
“คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ดาบตำรวจ ย. ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 112/2567 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติของการเป็นข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 6 มี.ค.2567 ภายในกำหนดเวลา 30 วับ นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว ตามมาตรา 141 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ขณะนี้จึงพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า กรณีข้าราชการตำรวจ ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) มีคำขอให้พิจารณาใหม่
โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567 นั้น เข้ากรณีมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันเป็นเหตุให้ขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติชอบที่จะรับคำขอพิจารณาใหม่ไว้พิจารณาหรือไม่
เห็นว่า โดยที่คำสั่งให้ข้าราชการตำรวจจออกจากราชการ เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 136 (3) ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 105 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของข้าราชการตำรวจผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 133 (4) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ
จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามบทนิยามคำว่า “คำสั่งทางปกครอง” ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เมื่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ และกฎ ก.ตร. ดังกล่าว มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาคำสั่งใหม่ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำหลักเกณฑ์ในกฎหมายกลาง ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาใช้บังคับตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ทั้งนี้ การขอให้พิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รับคำสั่งทางปกครองใช้สิทธิในการขอทบทวนกระบวนพิจารณาที่เสร็จสิ้นไปแล้ว บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ โดยจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 54 ดังกล่าวด้วย
สำหรับการขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุที่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามมาตรา 54 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตราดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาไว้ 2 ประการ
กล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่คำสั่งทางปกครองได้ออก โดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้น และจะต้องปรากฏในเวลาต่อมาว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี ที่ขอให้พิจารณาใหม่ ซึ่งจะต้องเป็นกรณีถึงขนาดที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองใช้ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่นั้นมาพิจารณาแล้ว อาจมีผลให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งทางปกครองนั้น ตามนัยความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในเรื่องเสร็จที่ 271/2561 เรื่องเสร็จที่ 1490-1491/2564 และเรื่องเสร็จที่ 1361/2565
เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่า ดาบตำรวจ ย. ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 112/2567 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเพราะขาดคุณสมบัติของการเป็นข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 6 มี.ค.2567 และขณะนี้พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ประกอบกับดาบตำรวจ ย. ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) ได้มีคำขอให้พิจารณาใหม่
โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ ซึ่งได้มีการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจตามข้อ 4 (1) แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจฯ จาก “เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย” เป็น “เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย”
เมื่อคำสั่งให้ดาบตำรวจ ย. ออกจากราชการเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ออกโดยอาศัยข้อกฎหมายก่อนที่จะมีการแก้ไข โดยปรากฏในเวลาต่อมาว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ดาบตำรวจ ย. เนื่องจากหากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองได้ใช้ข้อกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มาพิจารณา อาจมีผลให้ต้องเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งให้ออกจากราชการดังกล่าว เพราะดาบตำรวจ ย. ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
และแม้ว่าข้อ 3 แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ จะกำหนดให้นำกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ มาใช้บังคับแก่การใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 ซึ่งเป็นการรองรับการดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ฉบับเดิม ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามกฎ ก.ตร. ฉบับใหม่ เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการดำเนินการ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความว่า จะต้องดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ฉบับใดต่อไปก็ตาม
แต่ไม่ได้กำหนดห้ามไม่ให้นำความในกฎ ก.ตร. ฉบับใหม่นี้ ไปใช้บังคับแก่กรณีที่ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไปแล้ว โดยเหตุที่เป็นบุคคคลลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) ตามความในกฎ ก.ตร.ฉบับเดิม
ประกอบกับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขอให้พิจารณาใหม่ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำหลักเกณฑ์ในกฎหมายกลางตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯมาใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ดังนั้น จึงนำความในข้อ 4 (1) ที่แก้ไขใหม่ มาใช้บังคับแก่ข้าราชการตำรวจ ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) ตามความใน กฎ ก.ตร. ฉบับเดิมได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ
รวมทั้งที่มา เหตุผล และความจำเป็นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2565 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง หรือการประกอบอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย อันมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ และทำให้สูญเสียทรัพยากรบุคคลที่สำคัญด้วย
นอกจากนี้ เมื่อกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.2567 การที่ดาบตำรวจ ย. ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 พ.ย.2567 ถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการผู้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการ ร้องขอให้พิจารณาคำสั่งให้ออกจากราชการใหม่ จึงเป็นการยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ภายใน 90 วัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้ ตามมาตรา 54 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ต่อมา ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการได้มีหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย.2567 แจ้งให้ดาบตำรวจ ย. ทราบว่า ขอยืนยันตามคำสั่งเดิมทุกประการ อันมีผลเป็นการปฏิเสธไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ และเป็นคำสั่งทางปกครองด้วย ซึ่งตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ มีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิ์ในการอุทธรณ์ตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ให้ดาบตำรวจ ย. ทราบด้วย ทั้งนี้ ตามนัยความเห็นที่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้วินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ 798/2555
แต่เนื่องจากหนังสือแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าว ระบุเพียงว่า หากไม่เห็นพ้องด้วย ขอให้ใช้สิทธิขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามช่องทางที่กฎหมายระบุไว้ต่อไป ซึ่งถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์โดยชอบตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ที่ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ในคำสั่งทางปกครองด้วย
กรณีจึงมีผลให้ระยะเวลาในการใช้สิทธิอุทธรณ์เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ หากไม่มีการแจ้งใหม่ และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่า 1 ปีให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 40 วรรคสอง
ดังนั้น เมื่อดาบตำรวจ ย. ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 ธ.ค.2567 อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองใหม่ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 1 ปีที่ขยายอกไป จึงเป็นกรณีที่ดาบตำรวจ ย. ได้มีคำขอให้พิจารณาใหม่ และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว
โดยเมื่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการได้รับอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จะต้องพิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ หากไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
และเมื่อตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นกองบังคับการ ขึ้นตรงต่อตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งเป็นกองบัญชาการตาม พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2567 ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ในกรณีนี้ จึงเป็นผู้บัญชาการตำรตำรวจภูธรภาค 1 โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จะต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ
แต่หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลานั้น ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนดเวลา โดยให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ประกอบกับข้อ 2 (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
และในกรณีที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการหรือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของดาบตำรวจ ย บุคคลทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง หรือผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์อาจพิจารณาเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ไว้พิจารณาตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และพิจารณาคำขอให้พิจารณาใหม่ต่อไป
ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมา กรณีข้าราชการตำรวจ ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) มีคำขอให้พิจารณาใหม่ โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ จึงเข้ากรณีมีข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี อันเป็นเหตุให้ขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้
และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงชอบที่จะแจ้งตำรวจภูธรภาค 1 ผ่านไปยังตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ที่คำสั่งทางปกครองให้รับคำอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาใหม่ไว้พิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การขอให้พิจารณาใหม่ กรณีข้อกฎหมายที่เป็นเหตุให้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับคำสั่ง เรื่องเสร็จที่ 1676/2568 ระบุ
ก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือ ที่ ตช 0009.242/2415 ลงวันที่ 13 ส.ค.2568 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า
1.สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร 1502/1299 ลงวันที่ 3 พ.ย.2565 ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2565 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย ตามที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ และให้ส่วนราชการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปตรวจสอบกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ แล้วปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว
โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 พร้อมทั้งส่งแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎ ก.ตร. ดังกล่าว เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรี
2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2565 โดยได้แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในการสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการในกรณีเป็นบุคคลล้มละลาย จากเดิมที่กำหนดให้สั่งได้เมื่อเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย แก้ไขเป็นให้สั่งได้เมื่อเป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย
โดยคณะอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ (อ.ก.ตร. กฎหมาย) ในการประชุม ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2567 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอ
รวมทั้งเห็นควรให้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย
และไม่เกิดปัญหาในการตีความว่า การแก้ไขหลักการเรื่องการสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ จะสามารถนำหลักการที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มาใช้กับข้าราชการตำรวจที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนวันที่ร่างกฎ ก.ตร. นี้ มีผลใช้บังคับ และข้าราชการตำรวจที่อยู่ระหว่างการดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.ตร. ดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
หากเห็นว่ากรณีจะเป็นไปตามหลักทั่วไปที่ว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว” ตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ย่อมสามารถนำลักษณะต้องห้ามของข้าราชการตำรวจที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นคุณมาใช้กับข้าราชการตำรวจดังกล่าวได้ จึงกำหนดบทเฉพาะกาลเป็นความในข้อ 3 แห่งร่างกฎ ก.ตร. ดังกล่าว และ ก.ตร. ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎ ก.ตร. นี้ด้วยแล้ว
3.ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.2567 โดยให้ยกเลิกความใน (1) ของข้อ 4 แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจฯ ซึ่งกำหนดว่า “(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย”
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย” รวมทั้งมีบทเฉพาะกาลในข้อ 3 กำหนดว่า “การใดอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 ก่อนวันที่กฎ ก.ตร. นี้มีผลใช้บังคับ การดำเนินการต่อไปสำหรับการนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. นี้”
4.ต่อมา ตำรวจภูธรภาค 1 มีหนังสือขอหารือสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีดาบตำรวจ ย. อดีตข้าราชการตำรวจ ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 112/2567 ลงวันที่ 6 มี.ค.2567 เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย (ไม่ใช่กรณีทุจริต) มีหนังสือลงวันที่ 23 ธ.ค.2567 อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองใหม่และขอกลับเข้ารับราชการ
โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ ว่า กรณีที่ศาลล้มละลายพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายโดยไม่ใช่กรณีทุจริต รวมทั้งไม่ได้เกิดจากการกระทำของตนเอง แต่เป็นกรณีที่เป็นผู้ค้ำประกันนั้น เข้าเงื่อนไขกรณีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปอันเป็นสาระสำคัญต่อการที่จะได้รับการพิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
5.ทั้งนี้ ดาบตำรวจ ย. ได้เคยมีหนังสือลงวันที่ 4 พ.ย.2567 ร้องขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่ โดยอ้างกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2)ฯ ซึ่งตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการได้มีหนังสือลงวันที่ 14 พ.ย.2567 แจ้งให้ดาบตำรวจ ย. ทราบว่า กฎ ก.ตร. ดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติให้มีผลย้อนหลังอันเป็นเหตุให้ได้รับประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง และขอยืนยันตามคำสั่งเดิมทุกประการ
แต่ดาบตำรวจ ย. ไม่เห็นพ้องด้วย จึงได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ร้องขอให้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวใหม่อีกครั้ง ซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของดาบตำรวจ ย. เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ จึงควรที่จะได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้
6.สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของดาบตำรวจ ย. ที่ร้องขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่ โดยอ้างว่า เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจฯ จึงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เป็นกรณีที่มีกฎหมายใหม่ และทำให้หากมีกฎหมายนี้ในขณะที่ออกคำสั่งทางปกครองแล้ว จะทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป หรือจะ
ไม่มีคำสั่งทางปกครองนี้เกิดขึ้นแต่เนื่องจากกฎ ก.ตร. ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ วันที่ 11 ต.ค.2567 โดยข้อ 3 กำหนดบทเฉพาะกาล ให้นำกฎที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น มาใช้กับผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎเดิม และยังไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองแล้วเสร็จเท่านั้น ไม่ได้กำหนดให้นำมาใช้กับผู้ที่ออกจากราชการไปแล้วและคำสั่งทางปกครองนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งกรณีของดาบตำรวจ ย. นั้นได้ออกจากราชการไปแล้ว และคำสั่งทางปกครองนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้น กรณีที่ดาบตำรวจ ย. ร้องขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่ โดยอ้างว่า กฎ ก.ตร. ที่แก้ไขใหม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 54 (4) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ นั้น จึงไม่เข้ากรณีที่จะรับคำขอให้พิจารณาใหม่ตามมาตราดังกล่าวได้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบ จึงขอหารือต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า ความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกต้องและเป็นไปตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่ อย่างไร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา