‘เจิมศักดิ์’ วิเคราะห์ 2 ปัจจัย ต้นเหตุทำ ‘น้ำมัน’ หายไปจาก 'ปั๊ม' แนะรัฐบาลปรับ ‘ราคา’ สะท้อนความจริง-หาหนทางเก็บ ‘ลาภลอย’ โรงกลั่นฯ อุ้มราคาขายปลีกฯ
....................................
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) กรณีเกิดปรากฏการณ์ประชาชนต่อคิวแย่งซื้อน้ำมัน และน้ำมันหายไปจากสถานีบริการน้ำมัน ว่า เรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำมันของรัฐบาลที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะการที่รัฐบาลบอกว่าจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาสนับสนุนราคาน้ำมันขายปลีกเป็นการชั่วคราว 15 วัน จากนั้นจะค่อยๆปรับราคาขึ้น ทำให้คนที่เป็นเจ้าของน้ำมันในขณะนั้น ไม่ขายน้ำมันออกมา เพื่อที่จะนำไปขายในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น
“ถ้าเขาเป็นเจ้าของน้ำมันอยู่ในขณะนั้น เรื่องอะไรที่จะขายออกมา เขาก็เก็บไว้ก่อน แล้วนำมาขายในช่วงที่ราคาสูงขึ้น หรือไม่ก็นำไปขายจ็อบเบอร์ คือ นำไปขายส่งให้กับโรงงาน ซึ่งได้ราคาที่แพงกว่า ตรงนี้ทำให้น้ำมันหายไปจากตลาด อันนี้จึงเป็นความผิดพลาดตอนต้นของรัฐบาล เพราะแทนที่รัฐบาลจะไปคุมราคาน้ำมันที่มีอยู่ในสต็อก 90 วัน ซึ่งมีราคาต่ำอยู่แล้ว แต่ดันไปยอมให้เอาเงินกองทุนน้ำมันมาสนับสนุน
ถ้าไปคุมราคาน้ำมันตอนนั้นเลย ให้ขายราคาเก่าไปก่อน คนขายก็มีกำไรอยู่แล้ว เพราะต้นทุนยังเท่าเดิม และในที่สุด เมื่อต้องขึ้นราคาจริงๆ ก็ขึ้นเลย ไม่ใช่มาบอกว่าอีก 15 วันจะขึ้น การพูดอย่างนี้ ทำให้คนไม่อยากขายน้ำมัน และคนซื้ออย่างพวกเรา ก็รู้ว่าอีก 2-3 วัน ราคาน้ำมันจะขึ้น ก็พยายามใช้ จึงไปกันใหญ่ อีกทั้งพอห้ามไม่ให้เอาถังมาใส่ ก็ไปกระทบกับรถตักดิน และการก่อสร้างต่างๆ เพราะถ้าไม่ใส่ถัง แล้วจะเอาอะไรไปใส่ ก็เลยไปกันใหญ่” รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การเข้าไปรัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันในสต็อกที่มีสำรองอยู่ประมาณ 90 วัน ในราคาเดิมนั้น สามารถทำได้ โดยให้นายกฯ ใช้ อำนาจตาม พ.ร.ก.การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ออกประกาศควบคุมราคาน้ำมันสำรองในสต็อกเก่า และเมื่อน้ำมันสำรองฯที่มีต้นทุนต่ำหมดลงแล้ว เมื่อน้ำมันล็อตใหม่ที่เข้ามา ก็ให้ขายในราคาตลาด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ยังระบุว่า การที่รัฐบาลมีการกำหนดราคาน้ำมันเป็น 2 ราคา คือ 1.ราคาน้ำมันขายปลีกให้กับประชาชน และ 2.ราคาน้ำมันขายส่งให้กับโรงงานต่างๆ นั้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำมันหายไปจากสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันขายส่งโรงงานมีราคาแพงกว่าน้ำมันขายปลีกให้ประชาชน ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ จึงมีการนำน้ำมันขายปลีกฯที่ได้รับการอุดหนุนราคา ไปขายให้กับโรงงาน ซึ่งได้ราคาแพงกว่า
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลบริหารจัดการน้ำมันผิดทางตั้งแต่ต้น การเข้าแก้ไปปัญหาน้ำมันหายไปจากตลาด จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งแน่นอนว่าการปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันขายปลีกฯ เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่หากค่อยๆทยอยปรับขึ้นราคา ตรงนี้ก็จะทำให้คนขายค่อยๆทยอยปล่อยน้ำมันออกมาเช่นกัน เพราะรอขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่า ดังนั้น เมื่อจะปรับขึ้นราคาแล้ว ก็ต้องปรับขึ้นในราคาให้สูงระดับหนึ่ง เพื่อให้คนขายปล่อยน้ำมันออกมา
“ถ้าขยายเพดานราคาน้ำมันให้สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก แล้วไปกระทบต่อต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้า อันนั้นก็เจ็บแน่ และคงหนีลำบาก แต่ก็มีวิธีการ คือ ต้องไปลดมาร์จิ้นของโรงกลั่นฯลง เพราะทุกอย่างเราไปอิงตลาดสิงคโปร์ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นค่าการกลั่นนั้น ก็สูงขึ้นเยอะเกินไป เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า คุณก็ต้องไปคุมค่าการกลั่นฯ เพราะตรงนี้ถือว่าเป็น Windfall (ลาภลอย) ซึ่งเรายังไม่มีกฎหมายเก็บภาษีลาภลอย แต่ก็ต้องหาวิธีหรือหาหนทางที่จะไปเก็บลาภลอยตรงนี้ แล้วเอารายได้ตรงนี้ไปชดเชยราคาน้ำมัน” รศ.ดร.เจิมศักดิ์
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา รศ.ดร.เจิมศักดิ์ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊ก ‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ โดยมีเนื้อหาว่า
“น้ำมันมีพอ” แต่ “หาซื้อไม่ได้”: เมื่อกลไกตลาดสั่งให้หยุดขาย
การที่คุณอนุทินพยายามออกมาสร้างความมั่นใจว่า “น้ำมันมีพอใช้ไปอีกหลายเดือน” แต่ภาพที่ปรากฏคือประชาชนยังต้องต่อคิวแย่งซื้อ และน้ำมันหายไปจากปั๊ม... นั่นไม่ใช่เพราะน้ำมันขาดแคลนในคลัง แต่มันขาดแคลนเพราะ “การบริหารราคาที่ผิดจังหวะ”
วิทยากลการตลาด : เมื่อการอุดหนุนกลายเป็นกับดัก
ทีมเศรษฐกิจน่าจะทราบดีว่า เมื่อรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะอุดหนุนราคาแค่ 15 วัน และหลังจากนั้นราคาจะพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ :
-ผู้ขาย (โรงกลั่น/ผู้ค้า) : ใครจะอยากขายราคาถูกวันนี้ ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าเก็บไว้ขายอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะได้กำไรส่วนเกิน (Windfall Profit) มหาศาล?
-ผู้ซื้อ (โรงงาน/ประชาชน) : เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ของแพง วันนี้ต้องกักตุนให้มากที่สุด
ผลลัพธ์คือ “อุปสงค์เทียม (Panic Buying)” ปะทะกับ “การชะลอขาย” น้ำมันจึงหายไปจากตลาดทันที ต่อให้มีน้ำมันล้นประเทศ แต่ถ้ากลไกราคาไม่จูงใจให้คน “ปล่อยของ” ปัญหาก็ไม่มีวันจบ
แก้ไม่ตรงจุด... หรือจงใจไม่แก้?
การออกมาบอกว่า “ปริมาณมีพอ” เป็นการแก้ปัญหาที่ผิดฝั่ง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Quantity (ปริมาณ) แต่อยู่ที่ Expectation (ความคาดหวังเรื่องราคา)
ทางออกที่เจ็บแต่จบ : หากยอมรับว่านโยบายกำหนดราคาผิดพลาด รัฐบาลต้องกล้าปรับราคาให้สะท้อนความจริงทันที เพื่อทำลายแรงจูงใจในการกักตุน ถ้าราคาขึ้นไปอยู่ในจุดที่ตลาดเชื่อว่า “จะไม่ขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว” ของจะถูกเทกลับเข้าสู่ตลาดทันที
น่าติดตามว่า คุณอนุทินและทีมเศรษฐกิจพลังงาน จะเลือกกอดนโยบายประคองราคาที่ทำให้ของขาดตลาดต่อไป หรือจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงทางเศรษฐศาสตร์?
มัวแต่คิดประการใดอยู่... ประชาชนที่ต่อคิวรอคำตอบ (และน้ำมัน) อยากรู้ครับ!”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา