
‘ศาลปกครองสูงสุด’ สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดี ‘อดีตนายก อบต.กมลา’ ขอศาลฯบังคับ ‘ป.ป.ช.’ เพิกถอนคำฟ้องคดีทุจริต-สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
..............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งตามคำร้องที่ 1457/2567 คำสั่งที่ 40/2569 ลงวันที่ 22 ม.ค.2569 ระหว่างนายจุฑา ดุมลักษณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้อง อุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)
โดยคดีนี้ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นายจุฑา ซึ่งขอให้ศาลฯมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพิกถอนคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท. 84/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 อันมีผลให้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมายตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561 และทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ตามหนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ไว้พิจารณา
“คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้อง (นายจุฑา ดุมลักษณ์) ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดทางอาญาผู้ฟ้องคดี และได้ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท. 84/2566 โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า กระบวนการไต่สวนและการฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพิกถอนคำฟ้องคดีหมายเลขที่ อท. 84/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ในส่วนดังกล่าว มิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นในประเด็นดังกล่าว จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากหนังสือ จังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต) แต่มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามหนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 นั้น
การที่ผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) บรรยายคำฟ้อง โต้แย้งว่าหนังสือดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เข้าใจได้ว่า ผู้ฟ้องคดี ประสงค์จะขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 ซึ่งผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
โดยอ้างว่า หนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และหนังสืออำเภอกะทู้ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ภก 0023.4/1 ลงวันที่ 28 ก.พ.2567 ของนายอำเภอกะทู้ เป็นคำสั่งทางปกครอง และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
หากศาลมีการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพิจารณาเงื่อนไข การฟ้องคดีเป็นการถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 42 วรรคสอง และมาตรา 49 แห่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แล้ว ย่อมจะมีคำสั่งรับคำฟ้องนี้ไว้ได้ นั้น
เมื่อผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) มิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสืออำเภอกะทู้ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ภก 0023.4/1 ลงวันที่ 28 ก.พ.2567 และนายอำเภอกะทู้ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่กรณีในคดีนี้ด้วย จึงไม่มีกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว
กรณีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีว่า หนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากหนังสือดังกล่าวหรือไม่
เห็นว่า การสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มีลักษณะเป็นมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของทางราชการ และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ อันเนื่องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง และการดำเนินกระบวนพิจารณา
โดยสามารถแยกเป็นสองกรณี ได้แก่ กรณีที่หนึ่ง การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่าง การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 90 กล่าวคือ ในกระบวนการชั้นไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่า มีมูลความผิด และการให้ผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจจะเกิดความเสียหายให้แก่ทางราชการกหรือเป็นอุปสรรคในการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้
และกรณีที่สอง การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่าง การพิจารณาคดีของศาลตามมาตรา 93 วรรคสอง ประกอบมาตรา 81 กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกกล่าวหาถูกชี้มูลความผิดทางอาญา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคดีอาญา หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีอาญาเองต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากศาลประทับรับฟ้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
โดยที่ในส่วนของการดำเนินคดีอาญาดังกล่าว มิได้บัญญัติให้อำนาจผู้บังคับบัญชาในการมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ชัดเจนดังเช่น การให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการไว้ในเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะต่างหาก มิใช่เป็นการใช้อำนาจออกคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหา
ฉะนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดทางอาญาผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) และได้ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 จึงต้องตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่มีผลตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกมลาตั้งแต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ประทับฟ้อง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่จำต้องสั่งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดปฏิบัติหน้าที่อีก
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต) มีหนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 ให้นายอำเภอกะทู้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดี (นายจุฑา ดุมลักษณ์) ถือปฏิบัติตามมาตรา 93 ประกอบกับมาตรา 81แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยเคร่งครัด นั้น มีผลเป็นเพียงการกำชับให้ นายอำเภอกะทู้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีถือปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย หนังสือดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แต่อย่างใด
แม้รูปคดีตามคำฟ้องในส่วนนี้ จะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง 1 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ก็ตาม แต่เมื่อการแจ้งดังกล่าวมิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
ผู้ฟ้องคดี จึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน และเมื่อหนังสือ ดังกล่าวมีใช่คำสั่งทางปกครอง จึงไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหนังสือดังกล่าว
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และเมื่อศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตามคำร้องที่ 1457/2567 คำสั่งที่ 40/2569 ลงวันที่ 22 ม.ค.2569 ระบุ
สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้มีมติชี้มูลความผิด ทางอาญา นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา วาระปี พ.ศ.2551-2555 และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้มีหนังสือจังหวัดภูเก็ต ที่ ภก 0023.4/042ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 แจ้งนายอำเภอกะทู้ว่า ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 โดยศาลฯได้ประทับฟ้องเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ อท. 84/2566
ย่อมส่งผลให้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยผลของกฎหมายตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561 นายอำเภอกะทู้จึงไม่ต้องมีคำสั่งให้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่ยังคงมีหน้าที่ดูแลให้มีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามผลของกฎหมายอย่างเคร่งครัด จากนั้นนายอำเภอกะทู้จึงมีหนังสืออำเภอกะทู้ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ภก 0023.4/1 ลงวันที่ 28 ก.พ.2567 กำชับให้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) ถือปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป
อย่างไรก็ดี นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) เห็นว่าการไต่สวนและการฟ้องคดีของ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพยานของ ป.ป.ช. ให้การขัดแย้งกับพยานเอกสารในสำนวนไต่สวน การไต่สวนเป็นโทษแก่ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) จึงขัดต่อกฎหมายที่กำหนดให้ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องทำการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยไม่ถือเป็นการให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา
และเมื่อเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ร่วมระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่าย ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ประชุมกันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ในประเด็นข้อที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่อาจหาข้อยุติกันได้ อัยการสูงสุดจึงส่งคืนสำนวนการไต่สวน ข้อเท็จจริงให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในวันที่ 1 ก.พ.2566 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่หาข้อยุติไม่ได้ หากนับจนถึงวันที่ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ยื่นฟ้อง นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ในวันที่ 19 ธ.ค.2566 รวมเป็นระยะเวลา 290 วัน
จึงเกินกว่าอายุความ ตามที่ 77 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว อีกทั้งตามหนังสือ ลับ ที่ ปช 0018/1619 ลงวันที่ 28 ส.ค.2560 จนถึงวันที่ 19 ธ.ค.2566 ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีไต่สวนเกินระยะเวลา 3 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเดียวกันแล้ว
นอกจากนี้ คำสั่งของ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) หนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042ลงวันที่ 19 ก.พ.2567 เป็นคำสั่งที่ให้ นายจุฑา ดุมลักษณ์ (ผู้ฟ้องคดี) หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี และไม่มีอำนาจออกหนังสือฉบับดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1.ให้ ป.ป.ช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพิกถอนคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท. 84/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
2.ให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ตามหนังสือจังหวัดภูเก็ต ลับ ที่ ภก 0023.4/042 ลงวันที่ 19 ก.พ.2567

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา