
‘ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา’ ยกอุทธรณ์ ‘อดีต ส.อบจ.นครสวรรค์’ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ อ้าง ‘คู่สมรส’ ปกปิด ‘บัญชีเงินฝาก’ ไว้ใช้ยามจำเป็น หากถูก ‘ทิ้งร้าง’ ไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดู ‘ไม่มีน้ำหนัก’ ยืนโทษจำคุก 2 เดือน ให้รอลงอาญา 1 ปี เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป
......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา (คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) ในคดีหมายเลขดำที่ อม อธ 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 2/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับนายนาวิน ลาธุลี อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุบลราชธานี ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิพากษาว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า นายนาวิน ลาธุลี ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นกรณีพ้นจากตำแหน่งในบัญชีเงินฝากธนาคารรายการที่ 1,ที่ 5,ที่ 6 และที่ 7 และพิพากษามานั้น ชอบแล้ว องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของ นายนาวิน ลาธุลี ผู้ถูกกล่าวหา ฟังไม่ขึ้น
“คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายนาวิน ลาธุลี) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ในบัญชีเงินฝากตามคำร้อง รายการที่ 1, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 หรือไม่
ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกกล่าวหารับทราบจากคู่สมรสว่า คู่สมรสมีเงินฝากในธนาคารเพียง 5 บัญชีเท่านั้นและได้ยื่นแสดงต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ได้แก่ รายการที่ 1 บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่ XXXXXXXXXX รายการที่ 2 บัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ XXXXXXXXXX รายการที่ 3 บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่ XXXXXXXXXXXX รายการที่ 4 บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่ XXXXXXXXXXXX และรายการที่ 5 บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่ XXXXXXXXXXXX
ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยทำธุรกรรมโอนเงินเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากทั้ง 8 บัญชีตามคำร้อง บัญชีรายการที่ 1,ที่ 5,ที่ 6 และที่ 7 เป็นบัญชีออมทรัพย์ที่คู่สมรสต้องการเก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น ไม่เคยแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่เจ้าของบัญชีไม่สามารถขอตรวจสอบจากธนาคารเองได้ จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นหรือที่ไม่อยู่ในสำนวนมาวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ที่รู้หรือควรรู้ว่ามีบัญชีเงินฝากรายการที่ 1,ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 ได้
ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิ 27,661,257.02 บาท หักทรัพย์สินของคู่สมรส 7,603,265.27 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิ 20,057,991.75 บาท ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 6 ปี 3 เดือน 19 วัน ผู้ถูกกล่าวหา จึงมีรายได้จำนวน 52,582,000 บาท และมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000,000 บาท ไม่มีมูลเหตุจูงใจที่ต้องปกปิดบัญชีเงินฝากรายการที่ 1,ที่ 5,ที่ 6 และที่ 7
เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมทราบดีว่ามีหน้าที่ยื่นและแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้องตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ร้องตรวจสอบถึงการมีอยู่และการได้มาของทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และทราบดีว่าการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอันเป็นเท็จ หรือปกปิดทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งมีโทษถึงจำคุก
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชี โดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของคู่สมรสในครั้งแรกเพียงรายการเดียว คือ บัญชีเงินฝากธนาคารอาคารสงเคราะห์ เลขที่บัญชี XXXXXXXXXXXXXX เมื่อเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินขอเอกสารเพิ่มเป็นสมุดบัญชีเงินฝากของคู่สมรสทุกบัญชี ผู้ถูกกล่าวหาจำต้องแจ้งให้คู่สมรสทราบถึงความสำคัญของการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว และนำบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งหมดของคู่สมรสมาแสดงต่อเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน
ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เมื่อผู้ถูกกล่าวหายื่นเอกสารเพิ่มเติม เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินขอเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากของคู่สมรส และสำเนา ภ.ง.ด.90, 91 ของผู้ยื่นและคู่สมรส ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องแสดงในแบบยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นการเน้นย้ำให้ผู้ถูกกล่าวหานำเอกสารหลักฐานดังกล่าวมาแสดงให้ครบถ้วน
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ผู้ถูกกล่าวหายื่นเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ บัญชีธนาคารของคู่สมรส 5 บัญชี มิได้ยื่นสำเนา ภ.ง.ด.90 ,91 ปีภาษี 2561 ของคู่สมรส เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินขอเอกสารเพิ่มเติมอีก ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2565 คู่สมรสยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ บัญชีเงินฝากธนาคารจำนวน 2 บัญชี ซ้ำกับที่ยื่นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 คู่สมรสทราบจากผู้ถูกกล่าวหาว่าต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบในรายการเงินฝากทั้งหมด
แต่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสกลับไม่ยื่นและแสดงบัญชีเงินฝากรายการที่ 1, ที่ 5, ที่ 6 และที่ 7 ทั้งที่บัญชีเงินฝากรายการที่ 1 มีเงินในบัญชี 1,035,915.82 บาท บัญชีเงินฝากรายการที่ 5 มีเงินในบัญชี 1,035,915.82 บาท และมีรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเป็นเงินจำนวนมากต่อเนื่องกัน บัญชีเงินฝากรายการที่ 6 มีเงินในบัญชี 713,730.57 บาท และมีรายการฝากเงินหลักแสนบาทและหลายแสนบาทในช่วงเวลาไล่เลี่ยและต่อเนื่องกันภายหลังสมรส และบัญชีเงินฝากรายการที่ 7 มีเงินในบัญชี 1,058,450.27 บาท
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรายได้และหน้าที่การงานของผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสแล้วนับว่าจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากทั้ง 4 บัญชีดังกล่าวเป็นเงินจำนวนมาก ทั้งเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินได้แจ้งเตือนให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นและแสดงบัญชีเงินฝากของคู่สมรสให้ครบถ้วนหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 ห่างจากการยื่นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 เป็นเวลา 3 ปีเศษ นานพอที่ผู้ถูกกล่าวหาจะทำความเข้าใจกับคู่สมรสและยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบให้ถูกต้องได้
การอ้างว่าคู่สมรสปกปิดบัญชีไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น หากผู้ถูกกล่าวหาทิ้งร้างไป เกรงว่าไม่มีผู้ใดอุปการะเลี้ยงดูนั้น ได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินมากกว่าคู่สมรสหลายสิบล้านบาท ตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ให้เชื่อได้ว่า หากผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าคู่สมรสมีเงินฝากในบัญชีดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่อุปการะเลี้ยงดูหรือทิ้งร้างคู่สมรส
แต่กลับได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหามอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้คู่สมรสไปขายเดือนละ 20 ถึง 50 เล่ม เป็นเงินประมาณ 200,000 ถึง 500,000 บาท แสดงว่า ผู้ถูกกล่าวหาอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสด้วยดีตลอดมา ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทวงถามรายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่อย่างใด อันแสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้ถูกกล่าวหามีต่อคู่สมรส ข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหา นอกจากมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ของการเป็นสามีภริยาตามปกติแล้ว ยังง่ายแก่การกล่าวอ้าง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นกรณีพ้นจากตำแหน่งในบัญชีเงินฝากธนาคารรายการที่ 1,ที่ 5,ที่ 6 และที่ 7 และพิพากษามานั้นชอบแล้ว องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย
อุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น” ศาลพิพากษาศาลฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา (คำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขดำที่ อม อธ 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม อธ 2/2569 ลงวันที่ 22 เม.ย.2569 ระบุ
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้ว พิพากษา ว่า นายนาวิน ลาธุลี ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 16 จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษ จำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระ ค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
อย่างไรก็ดี นายนาวิน ลาธุลี ผู้ถูกกล่าวหา ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก่อนที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาดังกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา