
สธ. เปิดตัว AI เตือนอันตรายกรณีกินยาแผนปัจจุบันคู่สมุนไพร พร้อมค้าน ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ชี้โรงพยาบาลขาดคนวิกฤต 9 หมื่นอัตรา เร่งดันกฎหมายแยกตัวพ้นระบบ ก.พ.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเวันที่ 8 ก.ค. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ” ซึ่งเป็น 1 ใน 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงฯ ในการดูแลประชาชนให้มีสุขภาพดีตลอดชีวิตผ่าน 4 จุดเน้น ได้แก่ Strong Health (ยกระดับการเข้าถึงบริการคุณภาพ), Next Gen Primary Care (ระบบปฐมภูมิอัจฉริยะเชื่อมข้อมูลไร้รอยต่อ), Prevention & Seamless Care (ป้องกันโรค NCDs ดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง) และ Caring Society (ดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกและบำบัดรักษายาเสพติดทุกอำเภอ)
นายพัฒนา เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. การปรับปรุงร่างเอกสารแนบท้ายประกาศเกี่ยวกับบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยปรับรวมชุดบริการจาก 202 รายการ เหลือ 118 รายการ เพื่อความสอดคล้องกับระบบสุขภาพปัจจุบัน ยืนยันไม่ได้ลดสิทธิประชาชน แต่เพิ่มเติมบริการตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่
2. การปรับปรุงร่างประกาศกระทรวงฯ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 โดยเพิ่มตำแหน่ง "นักสาธารณสุข" เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
3. มอบหมายกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจประเมินขึ้นทะเบียนหน่วยบริการนวัตกรรม ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดต่อไป
ด้าน นพ.อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ "1 จังหวัด 1 เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิต้นแบบ" จำนวน 97 เครือข่าย ว่า อยู่ระหว่างพัฒนาระบบบริการผ่าน 4 กิจกรรมหลัก คือ การจัดทำทะเบียนรายชื่อประชาชนเพื่อจัดแพทย์ที่ปรึกษาประจำตัว, ช่องทางปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว, แผนดูแลสุขภาพรายบุคคลกลุ่มเสี่ยง NCDs และการเยี่ยมบ้านดูแลต่อเนื่องแบบองค์รวม โดยจะมีการถอดบทเรียนเพื่อขยายผลต่อไป
@เปิดตัวระบบ AI ต้นแบบ ตรวจจับ ‘ยาแผนปัจจุบัน-ยาสมุนไพร’
นอกจากการพัฒนาระบบปฐมภูมิแล้ว นายพัฒนา ยังได้เปิดตัว "โครงการพัฒนาระบบต้นแบบแจ้งเตือนการทำปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรด้วยปัญญาประดิษฐ์" (Drug-Drug Interaction: DDI) ระดับประเทศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดัน ไขมัน เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่มักรับประทานยาแผนปัจจุบันควบคู่กับการซื้อยาสมุนไพรมาทานเอง จนเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น เลือดออกผิดปกติ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือตับทำงานผิดปกติ
ระบบ AI ดังกล่าว จะทำการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (MOPH PHR) ตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์ รพ.สต. คลินิก ไปจนถึงร้านขายยา เมื่อมีการสั่งจ่ายยาสมุนไพร AI จะดึงประวัติการรับยาแผนปัจจุบันย้อนหลัง 6 เดือนมาวิเคราะห์ หากพบความเสี่ยงจะแจ้งเตือน (Alert) บนหน้าจอของแพทย์แบบ Real-time ทันที
ทางด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 4 มิถุนายน 2569 ว่า มีการใช้งานสะสมทั้งหมด 13,623,071 รายการ ตรวจพบคู่ยาที่มีความเสี่ยง 397,948 คู่ และเป็นคู่ยาที่เป็น "ข้อห้ามใช้ร่วมกัน" สูงถึง 179,482 คู่ ทั้งนี้ ฐานข้อมูลระบุว่า "ขมิ้นชัน" เป็นสมุนไพรที่ตรวจพบโอกาสเกิดปฏิกิริยาร่วมกับยาอื่นบ่อยที่สุด เนื่องจากมีฤทธิ์ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โดยมี 5 คู่ยาแผนปัจจุบันที่ต้องเฝ้าระวังรุนแรงเมื่อใช้ร่วมกับขมิ้นชัน ได้แก่ Aspirin, Clopidogrel, Warfarin Sodium, Protein C และ Tirofiban โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ระบบนี้จะสามารถตรวจสอบ Drug Interaction ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
@ค้าน ‘เออร์ลี่รีไทร์’ หน่วยบริการ ชี้ขาดแคลน 9 หมื่นอัตรา-ดันแยกตัวพ้น ก.พ.
วันเดียวกัน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวทางปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่มีการสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ "เออร์ลี่รีไทร์" (Early Retirement) ภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า ปัจจุบัน สธ. มีบุคลากรทุกรูปแบบการจ้างราว 379,000 คน เป็นข้าราชการประมาณ 200,000 คน สำหรับนโยบายเออร์ลี่รีไทร์นั้น สธ. แบ่งมุมมองเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกคือกลุ่มบุคลากรที่อยู่ในกรมกองต่างๆ ส่วนนี้ สธ. เห็นด้วยในหลักการตามกติกาที่ต้องทำโครงสร้างให้กระชับหรือทำการลีน (Lean) บุคลากรลง ซึ่งยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจาก ก.พ. แต่ในส่วนที่สองคือ "บุคลากรในหน่วยบริการและโรงพยาบาลต่างๆ" สถานการณ์กลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันยังคงประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก โดยตามค่าภาระงานจริงยังต้องการอัตรากำลังเพิ่มอีกกว่า 90,000 อัตรา
นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า ทุกวันนี้โรงพยาบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลจ้างบุคลากรวิชาชีพอื่นๆ เพิ่มเองอีกประมาณ 30,000 คน ซึ่งยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ (ส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์) และยังจำเป็นต้องจ้างบุคลากรทางการแพทย์ที่เกษียณอายุไปแล้วกลับมาช่วยทำงานในระบบอีกถึง 8,000 คน
"กรณีของบุคลากรวิชาชีพยังมีความขาดแคลน กระทรวงมีแผนจะให้บุคลากรทำงานต่อหลังเกษียณ แต่อาจปรับรูปแบบเป็นการจ้างบางเวลา (Part-time) เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ภาระงานในส่วนการให้บริการประชาชนของ สธ. คงจะสวนทางกับการเออร์ลี่รีไทร์ เพราะปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แม้ประชากรจะน้อยลงแต่การเจ็บป่วยกลับมากขึ้น สธ. จึงจะนำชุดข้อมูลเหล่านี้เสนอต่อ ก.พ. ต่อไป" ปลัด สธ. กล่าว
สำหรับความคืบหน้าในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือกฎหมายแยก สธ. ออกจากระบบ ก.พ. นั้น นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ได้นำเสนอภาพรวมของตำแหน่งที่ขาดแคลนในหน่วยบริการประมาณ 90,000 อัตรา รวมถึงการจ้างงานด้วยเงินนอกงบประมาณอีก 30,000 อัตรา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรับทราบแล้ว และจะใช้ข้อมูลส่วนนี้ในการเดินหน้าหารือกับ ก.พ. เกี่ยวกับการบริหารอัตรากำลัง พร้อมทั้งผลักดันการแยกโครงสร้างบริหารงานบุคคลของ สธ. ออกจากระบบ ก.พ. เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและภาระงานบริการด้านสาธารณสุขของประเทศที่แท้จริง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา