
‘พิพัฒน์’ เผยคุยกทม.-BTSC ลงตัวแล้ว ยอมให้รถไฟฟ้สายสีเขียวร่วมระบบตั๋วร่วมแล้ว มอบหมายธนาคารกรุงไทยทำระบบเคลียรริ่งเฮ้าส์ พร้อมอัพเกรด ‘บัตรแรบบิท’ ให้รองรับระบบด้วย กางแผนปี 70 ดึงขสมก.ร่วมระบบ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคม จะเร่งออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อผลักดันให้สามารถใช้ระบบตั๋วร่วมและมาตรการอัตราค่าโดยสารรถฟ้า 17 - 45 บาทต่อเที่ยว โดยเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเดินทางกี่ต่อ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งปัจจุบันใช้อัตราสูงสุด 40 บาทตลอดสาย จะยังคงใช้มาตรการเดิมต่อไป กรณีเดินทางจากสายสีแดงหรือจากสีม่วง ไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายอื่น จะเข้าสู่ระบบค่าโดยสาร 17-45 บาท ซึ่งจะให้เริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ 2570
@ดึง ‘กรุงไทย’ ทำเคลียรริ่งเฮ้าส์ - อัพเกรด ‘แรบบิท’ เป็น EMV
ทั้งนี้ จากที่ได้หารือกับกระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุปให้ธนาคารกรุงไทย เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) และพัฒนาในส่วนของระบบชำระเงินให้กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว จากระบบแรบบิท มาเป็นมาตรฐาน EMV (Europay, Mastercard และ Visa) Contactless Payment รวมถึงงแนวทางการชดเชยค่าโดยสารในแต่ละปี และแหล่งเงินที่จะนำมาชดเชยจากไหนบ้าง ทางกรมการขนส่งทางราง (ขร.) จะทำการบ้านมาเสนอ แต่เป้าหมายให้เริ่มใช้ระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว ในปีใหม่ 2570
@กทม.โอเคแล้ว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้วว่า จะร่วมกับผลักดันระบบตั๋วร่วมในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยาย ที่กทม.ได้มีสัญญาจ้างเดินรถกับ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ถึงปี 2585 ส่วนเส้นทางสัมปทาน ที่จะหมดสัญญาในปี 2572 จะไม่ซื้อคืนแต่อย่างใด สัญญาของบีทีเอสยังคงอยู่ แต่แนวทางจะเป็นกทม.โอนให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการ Single Ownership และจ้างผู้ประกอบการเดิมให้บริการต่อไป ไม่ยุ่งกับสัญญาสัมปทานของ BTSC เพราะ BTSC ยังคงเดินรถเหมือนเดิม และเอกชนทุกรายมีหน้าที่จัดการเดินรถให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายตั๋วร่วมด้วย
“ตอนนี้ ยังเหลือที่ รฟม.จะต้องเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทั้ง BTSC และ BEM คือ ส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) เพราะเมื่อเป็นระบบตั๋วรวมและค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ดังนั้นผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้ต้องตกลงกว่าจะแบ่งให้รัฐอย่างไร เช่น ปกติเคยมีผู้โดยสาร 1 ล้านคน แต่เมื่อมีตั๋วร่วมทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคน ส่วนเกิน 2 แสนคน จะเบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร” นายพิพัฒน์กล่าว
@ปี 70 ดึง ขสมก. ร่วมตั๋วร่วม
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากนั้นในช่วงกลางปี 2570 จะขยายระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) โดยตามแผน ขสมก.มีกำหนดรับมอบรถโดยสารปรับอากาศใช้พลังงานไฟฟ้า (รถเมล์EV) จำนวน 1,520 คัน ในเดือนมี.ค.-มิ.ย.70 และจะครอบคลุมไปถึงรถร่วมฯเอกชนด้วย โดยมอบหมายให้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปดำเนินการปรับเส้นทางเดินรถเมล์ให้สั้นลง ลดการวิ่งซ้ำซ้อน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบราง รวมถึงจะขยายไปถึงการเดินทางเรือโดยสาร โดยจะเริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้กรมเจ้าท่า (จท.) กำลังพัฒนา Smart Pier จำนวน 29 ท่า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในกลางปี 2570
“เป้าหมายในปี 2570 จะให้ระบบตั๋วร่วมขยายจากรถไฟฟ้าไปครอบคลุมการเดินทางด้วย รถโดยสารประจำทางและเรือโดยสาร ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อทั้ง ราง-ล้อ-เรือ เป็นระบบเดียวกันได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้ระบบรางเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในชีวิตประจำวัน” นายพิพัฒน์ระบุ
นอกจากนี้ ภายในเดือนส.ค. 2569 กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 หรือ มอเตอร์เวย์ (M6) ช่วง “บางปะอิน – นครราชสีมา ช่วง บางปะอิน-ปากช่อง ช่วงวันศุกร์,เสาร์,อาทิตย์ และเปิด M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ทดลองใช้ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ช่วงปลายเดือนส.ค. ทำให้สามารถวิ่งได้แบบตลอดสาย ตั้งแต่ บางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว โดยอาจจะยังขึ้น-ลง ไม่ได้บางจุด โดยจะเปิดได้ทุกทางขึ้นลง ได้ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา