
‘พิพัฒน์’ ย้ำจุดยืนอนาคตโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อยู่ที่นายกฯและ EEC ชี้พูดอะไรไม่ได้แล้ว ส่วหลังจากนี้จะเป็นโครงการอะไร รอเลิกอย่างเป็นทางการก่อน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณี โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท จะเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไรนั้น ตอนนี้คงต้องรอความชัดเจนจากทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และการพิจารณาของ คณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ที่มีนายอนุทิน ชาญีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
ส่วนตนเองยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะในฐานะรมว.คมนาคม ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือว่าเป็นคนละส่วนในเรื่องโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินว่าจะเดินหน้าหรือไม่
ซึ่งจากนี้ ตนลงพื้นที่ทั้งบริเวณ มักกะสัน และพื้นที่จุดลำรางสาธารณะ ตลอดจนแนวเส้นทางโครงการ เพื่อสำรวจว่ามีสิ่งใด จุดใด ที่เป็นปัญหาอุปสรรค อะไรบ้าง และเป็นผลทำให้ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนแค่ไหน เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดรายงานต่อ นายกรัฐมนตรีให้รับทราบข้อเท็จจริงก่อน โดยอยู่ระหว่าง กำหนดเวลากับทางนายอนันต์ โพธิ์นิ่งแดง ผู้ว่าการฯรฟท. ว่าจะลงพื้นที่ได้เมื่อไร
@รอเลิกก่อน ค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินยังมีอยู่ การดำเนินการยังต้องเป็นไปตามแผนงานและสัญญา แต่หากสุดท้าย โครงการต้องมีอันยุติไป กระทรวงคมนาคมโดยรฟท.จึงค่อยพิจารณา เรื่องการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ที่จะนำมาเชื่อมพื้นที่ EEC ซึ่งปัจจุบัน มีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้โดยพัฒนาปรับปรุงและยกระดับ เป็นรถไฟทางคู่ให้ครบเส้นทางและนำระบบรถที่ใช้ไฟฟ้ามาให้บริการด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เชื่อมการเดินทางสู่สนามบินอู่ตะเภา
“ถึงอย่างไรก็ต้องมีระบบขนส่งมวลชนสนับสนุนในการเดินทางไปยังพื้นที่ EEC ซึ่งปัจจุบัน โครงการอู่ตะเภาเมืองการบินได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเอกชนผู้รับสัมปทานดังกล่าว เมื่อได้รับอนุมัติเรื่องสิทธิการลงทุนต่างๆ ตามระเบียบ ของ EEC เขาก็เริ่มดำเนินโครงการทันที ก็ต้องจัดทำระบบขนส่งมวลชนเชื่อมให้เขา ซึ่งทางกรมการขนส่งทางราง ได้รายงานถึงโครงการที่จะมีการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไปที่ EEC ทั้งรถไฟทางคู่สายตะวันออกแ และ รถไฟสายสีแดง Missing Link ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก” นายพิพัฒน์ระบุ
@ไม่รู้ ซี.พี.ขอใช้สิทธิ์ตามสัญญา เท่ากับขอเลิกไหม
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี ทางกับ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี.) มีหนังสือถึงรฟท.เพื่อใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญานั้น เป็นการขอเลิกสัญญาหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องหนังสือตนไม่ทราบ แต่เรื่องเลิกสัญญาคงไม่ได้ เพราะจากที่นายกฯได้ให้สัมภาษณ์สื่อ ก็ถือว่าชัดเจน ส่วนเรื่องส่งมอบพื้นที่ ก็ต้องดูว่า โครงการอื่นที่เป็นคู่สัญญารัฐ มีเรื่องการส่งมอบพื้นที่ยังไม่ครบ แต่เมื่อ สัญญาเดินหน้าแล้วคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามสัญญาหรือไม่ ดังนั้นเมื่อสัญญาได้เริ่มต้นแล้วแต่ไม่ได้ดำเนินการตามนั้นแล้วมาขอเลิก ก็ต้องดูตามข้อกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่า นายกฯพูดชัด วันนี้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานบอร์ด EEC แล้ว เชื่อได้ว่าจะมีหลักการในการดำเนินงานโครงการนี้ตามหลักเกณฑ์และระเบียบ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของตนเอง เมื่อยังเป็นประธานบอร์ด EEC ได้พูดชัดเจนแล้วว่า กรณีแก้สัญญาไม่สามารถทำได้ ส่วนกรณีที่เอกชนระบุขอสิ้นสุดสัญญาโดยอ้างเหตุ เรื่องการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไม่ได้นั้น ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการตรงนั้นได้ดำเนินการอย่างไรมีข้อติดขัดตรงไหนและกรณีมีการสละสิทธิ์ รับส่งเสริมการลงทุนตรงนั้นเป็นเรื่องของทางเอกชนหรือไม่ เป็นความผิดของรัฐ เพราะเอกชนเป็นฝ่ายสละสิทธิ์ เองใช่หรือไม่ กรณีบอกว่าการสละสิทธิ์ตรงนั้นไปแล้วจะมาเป็นความผิดเป็นของรัฐใช่หรือไม่ ส่วนกรณีที่บอกว่าจะมีการแก้สัญญาให้ก็ต้องถามว่าผู้ที่ไปตกลง เป็นใคร ซึ่งต้องดูระเบียบและข้อกฎหมายในรัฐบาลปัจจุบันยังไม่ได้เห็นด้วยเรื่องการแก้สัญญา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา