
'ผู้สมัคร สว.สำรอง-อดีตผู้ตรวจกกต.' เล่าวินาทีเข้าพบ 'แสวง' อ้างอิงคำพูด “ก็รู้ๆกันอยู่ ปล่อยเขาไปเถอะ-กลุ่มที่ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม” ส่อ ผิด ม.157 – 'อดีตคณะบดีนิติศาสตร์ มธ.' ชี้ 'กกต.' ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย – 'อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ' ยุครัฐบาลขิงแก่ โทษ กรรมการร่างรธน. 60 – ชู แก้ที่มา สว. ปชช.เลือกตั้งโดยตรง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม ครบรอบ 2 ปี เลือก สว - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค พิเศษ): เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? โดยมีพยานบุคคลและอดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนมีผู้แลกเปลี่ยนเข้าร่วม
@ กลุ่มที่ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม
นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ สว.สำรอง กลุ่ม 4 กรุงเทพมหานคร กล่าวช่วงหนึ่งว่า สิ่งที่พบ คือ ในรอบเลือกไขว้ห้ามนำเอกสาร แฟ้มเข้าไป ใบสว.3 (ใบแนะนำตัว) ต้องวางไว้ที่เดิม แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกกลุ่มมีการถือแฟ้มสีดำติดตัวไป สามารถเปิดดูคลิปย้อนหลังได้ หลังจากเข้าไปแล้ว มีกระบวนการนั่งกันเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 01.00 น. รอบแรกมารอบสองเสร็จ เมื่อพบว่ามีความผิดปกติในการเลือกสว. ได้เดินไปพบนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และผู้อำนวยการเลือก สว. ซึ่งนั่งอยู่ในห้องกระจก
“คำตอบที่ได้รับคือ เขาก็ทำกันเป็นกระบวนการมาทั้งหมด คนนั้นก็ทำ คนนี้ก็ทำ แสดงว่าท่านยอมรับว่ามีการฮั้ว ถ้าท่านพูดอย่างนี้ ในเมื่อทำแล้วแพ้เอง กลุ่มที่ทำแล้วแพ้จะมาโวยวายทำไม”นางศรินทรกล่าว
นางศรินทรกล่าวอ้างอิงคำพูดของนายแสวงอีกครั้งว่า “เขาก็ทำกันทุกที่ แต่บังเอิญของบางกลุ่มแพ้ แล้วจะมาโวยวายอะไร แสดงว่าท่านยอมรับใช่หรือไม่ว่า มีการฮั้ว มีการโกงตั้งแต่คืนนั้น”
@ ก็รู้ๆกันอยู่ ปล่อยเขาไปเถอะ
ขณะที่ พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต. ในการเลือก สว. เล่าเหตุการณ์ ว่า ตนเองได้พบกับพยานซึ่งเป็นผู้สมัครสว. ได้บอกกับตนเองว่า มีผู้สมัครจดโพยที่กำหนดหมายเลขไว้แล้วในใบสว.3 ช่วยบอกให้ กกต.เก็บโพย ไม่ให้ใช้ในรอบไขว้ได้หรือไม่ เพื่อให้การเลือกสว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
“เราก็รับปากและหาจังหวะไปหานายแสวง เพื่อแจ้งข่าวนี้ให้ทราบ ตอนนั้นเวลา 08.29 น. ก่อนเลือกสว. วันที่ 26 มิ.ย.67 นายแสวงได้ตอบกลับมาว่า แม้จะรู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนไว้มาแบบนี้ ปล่อยให้เขาเอาใบสว.3 เข้าไปในรอบไขว้ คำพูดแบบนี้บ่งชี้หรือไม่ว่า นายแสวงรู้แล้ว รู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีการวางแผนกันไว้แบบนี้ ปล่อยไปเถอะ ประมาณว่า ก็รู้ๆกันอยู่ ปล่อยเขาไปเถอะ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปล่อยปละละเลยหรือไม่”พ.ต.อ.มนัสกล่าว
พ.ต.อ.มนัสกล่าวว่า กล่าวว่า เมื่อนายแสวงไม่ดำเนินการในเรื่องนี้ วันที่ 28 มิ.ย.67 ตนเองได้เขียนรายงานให้ประธาน กกต.ทราบ ว่า นายแสวงปล่อยปละละเลย ไม่นำข้อมูลไปแจ้ง กกต.ตั้งแต่การเลือกสว.รอบแรก ซึ่งยังพอมีเวลาพอดำเนินการให้การเลือกสว.รอบแรกและรอบไขว้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม
@ กกต. ไม่มีอำนาจวินิจฉัย
นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นว่า ยืนยันในหลักการของกฎหมาย กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกสว. เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ถึงแม้ว่าระบบการสรรหา สว. จะมีความซับซ้อนและก่อให้เกิดหายนะที่ทุกคนได้เห็น ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ตาม
“รัฐธรรมนูญให้อำนาจกว้างขวางในการไต่สวน คือ กฎหมายให้อำนาจและบทบาทกกต. เชิงรุก ในการเรียกหรือค้นหาพยานหลักฐานเมื่อบ่งชี้ว่าไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้ได้ความจริง”นายมุนินทร์กล่าว
นายมุนิทร์กล่าวว่า ความท้าทาย คือ พยานหลักฐาน ซึ่งการเสนอพยานหลักฐานมาถึงจุดนี้มีมากมายมหาศาล ท่วมถ้วน เมื่อปรากฎพยานหลักฐานพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือ รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม “ให้คณะกรรมการ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา”
นายมุนินทร์กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกต สองประการ ประการแรก พ.ร.ป.สว. มาตรา 62 กำหนดการใช้อำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัย ซึ่งใช้คำว่า เมื่อปรากฏพยานหลักฐาน ไม่ได้บอกว่าให้กกต.วินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ผิด บางคนให้ข้อสังเกตว่า ทำหน้าที่เหมือนนายไปรษณีย์หรือไม่ คือ เมื่อพบพยานหลักฐานให้ส่งศาลฏีกา ซึ่งกกต.คงวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่ได้มามีความน่าเชื่อหรือบ่งชี้หรือไม่
นายมุนินทร์กล่าวว่า ตอนนี้พยานหลักฐานที่เราเห็นมันน่าเชื่อ อย่างน้อยที่สุดในสายตาของวิญญูชนทั่วไป คนทั่วไป มีเยอะมาก อาจจะมีเป็น 100 ชิ้น 1,000 ชิ้น ถ้าดูตามกฎหมาย ถ้าดูตามกฎหมาย มีเพียง 1 ชิ้น หรือ คลิปเดียว ใน 10 คลิปจาก 100 คลิป มันบ่งชี้ถึงความผิดปกติ กกต.มีหน้าที่ต้องยื่นศาลฏีกาเพื่อวินิจฉัย ตอนนี้พยานหลักฐานไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 มันมีเป็น 10 เป็น 100 หรือ อาจจะมีเป็น 1,000 ทั้งพยานที่เป็นคลิปวิดีโอ พยานบุคคล พยานเอกสาร เพียงแค่ 1 ชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ กกต.มีหน้าที่ให้ทำ ไม่ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ถ้ามีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อ
“ผมอยากทราบว่า กกต.จะปฏิเสธ หรือให้เหตุผล ถ้าสุดท้ายตัดสินใจว่าจะไม่ส่งศาลฏีกาวินิจฉัยจะอธิบายหลักฐานแต่ละชิ้นอย่างไร ว่า ไม่น่าเชื่อ จะอธิบายอย่างไรให้มัน…ขัดต่อความรู้สึกหรือความเข้าใจอันธรรมดาของสามัญชนทั่วไป”นายมุนินทร์กล่าวและว่า
“ผมมองไม่เห็นเหตุผลเลยว่า ทำไม กกต.จะต้องเอาตัวเองมารับคมหอกคมดาบแทนคนเหล่านี้ เพราะที่จริงแล้วการให้เขาไปพิสูจน์ในชั้นศาล คลายข้อคลางแคลงใจของสังคมจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด มีคนถามว่า กกต.จะตัดตอนไหม เราสงสัยมาก ทำไมนักกฎหมายต้องทำแบบนี้ ทำไมคุณต้องเอาตัวเองมารับ ทั้งที่เห็นได้ชัดว่า การตัดสินใจไม่ส่งศาลฎีกาอาจตามมาด้วยความรับผิดทางกฎหมาย”นายมุนินทร์กล่าว
@ โทษ กรรมการยกร่างรธน.60
ด้านนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ กล่าวว่า ต้นเหตุของปัญหาการฮั้ว สว. เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ต้องโทษกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลคสช. ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะยกร่างรัฐธรรมนูญให้มี สว. แบบนี้มาได้อย่างไร ซึ่งไม่ใช่วิธีการเลือกใหม่ แต่เกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ถูกยุบไปแล้ว)
“ผมรู้ดี เพราะการแลกคะแนนกันไม่ใช่การฮั้ว ผมเลือกคุณ คุณเลือกผม แลกกัน ถ้า 4 คน ทุกคนก็จะได้อย่างมากคนละ 4 เสียง แต่คนที่มาแลกกับผมรู้ดี เขาบอกว่า อาจารย์ลงสมัครอย่างไรก็ไม่ได้รับเลือก เพราะมีอย่างมากก็แค่ 4 เสียง แต่ผมมี 20 เสียง เพราะผมเอาคนของผมมาสมัครอีก 5 คน และไม่ต้องการเป็นสมาชิกสภาฯ มาสมัครเพราะผมจ้างมาสมัคร คล้ายกับการฮั้วสว.”อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯเล่าย้อนประสบการณ์ตรง
“กกต.ชุดปัจจุบันจำนวนมากกว่าครึ่งมาจากการเลือกของสว. ซึ่งถูกกล่าวหาเรื่องฮั้ว จะพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างไร แก้ตัวได้อย่างเดียว คือ การส่งเรื่องให้ศาลฏีกา ไม่มีทางออกอื่น กกต. ถ้าจะแก้ข้อกล่าวหานี้ได้ดีที่สุด ว่า ไม่ใช่คนของใคร ไม่ได้มากจากพรรคพวกใด ไม่ได้มาจากระบบอุปถัมภ์ ทางรอดทางเดียวเท่านั้น คือ ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา”นายธีรภัทร์กล่าว
@ ชู โมเดล เลือกตั้งสว.โดยตรง
นายธีรภัทร์กล่าวเรียกร้องว่า ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสว. และขอเสนอรัฐธรรมนูญปี 40 ให้ที่มาของสว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยเพิ่มคุณสมบัติของผู้สมัครสว. ให้สูงขึ้น เช่น อายุมากขึ้น คุณวุฒิการศึกษาปริญญาโท วิธีการเลือก ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้คนเดียว โอกาสที่บุคคลที่มีเกียรติประวัติดีงามจะเข้ามาเป็นสว.มากขึ้น

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา