‘กฤษฎีกา’ ตีความ ‘ก.กลาโหม’ สามารถเปลี่ยนสถานะ ‘สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก’ เป็น ‘หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ’ ได้ แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยงานบริการรูปแบบพิเศษ
..........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (เรื่องเสร็จที่ 935/2569) กรณีสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอหารือว่า กระทรวงกลาโหม (กห.) จะสามารถจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษในกองทัพบกได้หรือไม่
โดยกรณีดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) วินิจฉัยแล้วเห็นว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นส่วนราชการภายในกองทัพบก ที่สามารถจัดตั้งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7)ฯ ได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความแตกต่างจากส่วนราชการในกระทรวงอื่น เช่น การกำหนดสถานะนิติบุคคลของกรม กรณีจึงสมควรที่จะมีการพิจารณาว่า สามารถดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2550 ได้หรือไม่เพียงใด หรือจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมต่อไป
“คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงาน ก.พ.ร.) ผู้แทนกระทรวงกลาโหม (สำนักงานปลัดกระทรวงและกองทัพบก) และผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
เห็นว่า ข้อหารือของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมีเพียงประเด็นเดียวว่า กระทรวงกลาโหมสามารถจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษในกองทัพบกได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) พิจารณาแล้ว
เห็นว่า พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายที่วางระบบการบริหารราชการแผ่นดินหรือการปฏิบัติราชการของส่วนราชการเป็นการทั่วไป โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติเป็นการทั่วไปว่า มิให้นำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กระทรวงกลาโหม หากแต่มีเพียงบทบัญญัติบางมาตราที่บัญญัติให้การดำเนินการบางเรื่อง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายอื่นกำหนด
หรือมิให้นำ พ.ร.บ.นี้ไปใช้บังคับแก่การดำเนินการของกระทรวงที่เกี่ยวกับทหารในบางเรื่อง เช่น มาตรา 19 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่บัญญัติว่า การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหนึ่งๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
ส่วนการจัดระเบียบราชการในกระทรวงที่เกี่ยวกับการทหารและการศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งในกรณีของกระทรวงกลาโหม คือ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และมาตรา 50 ที่บัญญัติว่า ความในหมวด 6 การรักษาราชการแทน มิให้ใช้บังคับแก่ราชการในกระทรวงที่เกี่ยวกับทหาร กรณีจึงสามารถนำ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาใช้บังคับแก่การบริหารราชการหรือการปฏิบัติราชการของกระทรวงกลาโหมด้วย
เมื่อบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหารราชการ แต่มิใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดระเบียบราชการหรือการจัดส่วนราชการภายในกระทรวง ดังจะเห็นได้จาก พ.ร.บ.ระเบียบริหารราชการแผ่นดินฯ ที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษไว้ในหมวด 5 การปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากกว่าการปฏิบัติราชการโดยทั่วไป แต่มิได้บัญญัติไว้ในส่วนที่เป็นการจัดระเบียบราชการหรือการจัดส่วนราชการภายในกระทรวง
โดยหากในกระทรวงกลาโหมมีการปฏิบัติราชการที่มีลักษณะงานการให้บริการหรือมีการให้บริการเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย และถ้าแยกการบริการดังกล่าวออกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษแล้ว จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 3/1 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ยิ่งขึ้น ก็อาจแยกการปฏิบัติราชการออกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษได้
กรณีจึงสามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กระทรวงกลาโหม โดยอาจมีการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษในกองทัพบก โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 ได้
อย่างไรก็ดี โดยที่มาตรา 40/1 บัญญัติหลักเกณฑ์การจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษประการหนึ่งว่า การปฏิบัติราชการที่จะแยกออกมานั้น ต้องเป็นการปฏิบัติราชการเพื่อให้บริการแก่ส่วนราชการภายในกรมเป็นหลัก หากไม่ได้มีฐานะเป็นส่วนราชการ ก็ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษได้ นอกจากนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นงานให้บริการหรือมีการให้บริการเกี่ยวเนื่องด้วย
เมื่อสถานีวิทยโทรทัศน์กองทัพบก เป็นการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ และเป็นส่วนราชการภายในกองทัพบก ซึ่งเคยสังกัดอยู่ในกรมการทหารสื่อสารตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการกำหนดหน้าที่ส่วนราชการในกองทัพบก พ.ศ.2501 มาก่อน การดำเนินกิจการจึงเป็นการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกเป็นหลัก แม้จะมีการจ้างพนักงานที่มิใช่ข้าราชการทหาร และมีการหารายได้จากการให้บริการกิจการวิทยุโทรทัศน์ก็ตาม
กรณีจึงถือได้ว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นส่วนราชการภายในกองทัพบก ที่สามารถจัดตั้งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7)ฯ ได้
อนึ่ง โดยที่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความแตกต่างจากส่วนราชการในกระทรวงอื่น เช่น การกำหนดสถานะนิติบุคคลของกรม กรณีจึงสมควรที่จะมีการพิจารณาว่า สามารถดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2550 ได้หรือไม่เพียงใด หรือจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมต่อไป” บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (เรื่องเสร็จที่ 935/2569) ระบุ
ก่อนหน้านี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมีหนังสือ ที่ กห 0202/1026 ลงวันที่ 21 พ.ค.2569 ถึงสำนักงางานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า คณะกรรมการกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกมีความประสงค์จะกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit (SDU)) โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ดังมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้
1.กองทัพบกได้มีคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 107 เรื่อง ตั้งกรรมการดำเนินกิจการวิทยุโทรทัศน์ของ ทบ. ลงวันที่ 25 ก.พ.2500 แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก
2.ต่อมา กองทัพบกได้กำหนดแนวทางการกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก โดยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ จำนวน 2 หนทางปฏิบัติ ได้แก่
หนทางปฏิบัติติที่ 1 ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ภายใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และหนทางปฏิบัติที่ 2 ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษที่กำหนดขึ้นใหม่ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
3.เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 กองทัพบกมีหนังสือถึงสำนักงาน ก.พ.ร. ขอให้ตรวจสอบและให้ความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ภายใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ต่อมา สำนักงาน ก.พ.ร. มีหนังสือถึงกองทัพบกแจ้งความเห็น สรุปความได้ว่า
การกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกให้เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) อยู่ภายใต้การกำกับของส่วนราชการระดับกรม ตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2550 ไม่สามารถดำเนินการได้
เนื่องจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกไม่ใช่ส่วนราชการ ภายใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ประกอบกับมาตรา 23 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ บัญญัติให้การแบ่งส่วนราชการอื่นนอกจากที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่งและการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการนั้นๆ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ดังนั้น การกำหนดสถานะสถานีวิทยโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน้าที่และอำนาจของกระทรวงกลาโหม
อย่างไรก็ดี กองทัพบกสามารถพิจารณานำหลักเกณฑ์และแนวทางของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไปได้
4.เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 กองทัพบกได้จัดประชุมคณะกรรมการกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ครั้งที่ 1/69 เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้กรณีกระทรวงกลาโหมจะออกระเบียบรองรับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ภายใต้ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ โดยที่ประชุมฯ มีความเห็นแตกต่างกัน ดังนี้
ฝ่ายที่หนึ่ง เห็นว่า กระทรวงกลาโหมสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ซึ่งบัญญัติว่า ราชการของกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน ประกาศและคำสั่ง เพื่อออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ได้
ฝ่ายที่สอง เห็นว่า การจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ไม่สามารถดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ได้ เนื่องจากมาตรา 9 เป็นบททั่วไปที่บัญญัติเรื่องการบริหารราชการภายในกระทรวงกลาโหม โดยกระทรวงกลาโหมสามารถออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งต่างๆ แต่การแบ่งส่วนราชการภายในกระทรวงกลาโหมสามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556
5.คณะกรรมการกำหนดสถานะสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกมีมติในการประชุมครั้งที่ 1/69 เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ว่า ให้กองทัพบกมีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาว่า กระทรวงกลาโหมสามารถออกระเบียบรองรับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ได้หรือไม่
โดยกองทัพบกได้มีหนังสือเสนอสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ผ่านกรมพระธรรมนูญ) ขอให้พิจารณาและดำเนินการขอความเห็นทางกฎหมาย จากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (กรมพระธรรมนูญ) พิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
(1) มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ที่บัญญัติว่า ราชการของกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผนประกาศ และคำสั่ง และมาตรา 9 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า กระทรวงกลาโหมอาจแต่งตั้งคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดเพื่อกระทำการหรือพิจารณา หรือสอบสวนกรณีใดๆ เกี่ยวกับราชการของกระทรวงกลาโหมก็ได้นั้น มีใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจกระทรวงกลาโหมในการออกระเบียบ
ดังนั้นกระทรวงกลาโหมจึงไม่อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ เพื่อออกระเบียบรองรับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ได้
(2) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2)ฯ ที่บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมตามที่กำหนดในมาตรา 10 (1) (2) (3) และ (4) และการแบ่งส่วนราชการของกองทัพไทยตามมาตรา 17 (1) (2) (3) และ (4) ออกเป็นส่วนราชการระดับรองลงไปและการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
และมาตรา 23 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการอื่น นอกจากที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่งและการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการนั้นๆ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงแนวคิดและหลักการของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7)ฯ
ประกอบกับหนังสือสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ นร 1200/ว1 ลงวันที่ 25 ม.ค.2565 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับขั้นตอนการขอจัดตั้งและการประเมินผลหน่วยบริการรูปแบบพิเศษแล้ว ปรากฏว่าหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) มีสถานะเป็นเพียงหน่วยงานให้บริการภายในระบบราชการ โดยมีลักษณะกึ่งอิสระ (arm's length) ที่ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล และแม้ว่าจะอยู่ในกำกับของส่วนราชการ แต่ก็ไม่ใช่ส่วนราชการตามความหมายในบทบัญญัติมาตรา 23
ดังนั้น กระทรวงกลาโหมไม่สามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2)ฯ ในการจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ได้
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (กรมพระธรรมนูญ) จึงขอหารือ ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ในการที่กองทัพบกจะจัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) กระทรวงกลาโหมสามารถออกระเบียบรองรับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ได้หรือไม่ และมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไร
ประเด็นที่สอง หากกรณีตามประเด็นที่หนึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ กระทรวงกลาโหมสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2)ฯ ได้หรือไม่ และมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไร
ประเด็นที่สาม หากประเด็นที่หนึ่งและประเด็นที่สองไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำหนทางการปฏิบัติที่กระทรวงกลาโหมสามารถดำเนินการออกระเบียบรองรับการจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา