
ครม.อนุมัติรวด ทางคู่เฟส 2 อีก 6 เส้นทาง จัดคิวสายใต้ 3 เส้น ‘ชุมพร-สุราษฎร์ฯ/สุราษฎร์ฯ-หาดใหญ่/หาดใหญ่-ปาดังฯ’ ออกสตาร์ทก่อสร้างปีนี้ เสร็จหมดปี 75 พร้อมเคาะหลักการทางคู่ที่เหลืออีก 3 เส้นทาง ‘จิระ-อุบลฯ/ปากน้ำโพ-เด่นชัย/เด่นชัย-เชียงใหม่’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 1 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล รัศมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ( ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้
สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย
1.โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2.โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท
และ 3.โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท
ส่วนสาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย 1. ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ระยะทาง 281 กิโลเมตร วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท 2. ช่วงเด่นชัย –เชียงใหม่ ระยะทาง 189
กิโลเมตร วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท 3. ช่วงชุมทางถนนจิระ- อุบลราชธานี ระยะทาง 308
กิโลเมตร วงเงิน 44,095.36 ล้านบาท โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา