
'วีระ' อภิปรายงบปี 70 ซัด สภาพจำยอม-มัดมือชก ชี้ ติดกับดักสองชั้น กับดักงบประมาณ-กับดักหนี้สาธารณะ แนะ ทางออกจากกับดัก จัดทำงบประมาณแบบ zero grow budgeting ไม่เพิ่มวงเงินงบรายจ่ายไปอีก 2-3 ปี - ระบาย 'เงินนอกงบประมาณ' 4 ล้านล. เติมสภาพคล่องเศรษฐกิจ ชง ฟรีซ เงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่สองลงมติรายมาตราและวาระสามลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับ ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.69 รวมระยะเวลา 3 วัน โดยในการพิจารณาในวันแรกจะมีการอภิปรายจำนวน 15-16 มาตรา วันที่สอง 10 มาตรา และมาตราที่เหลือในวันที่สาม คาดว่าจะลงมติทั้งฉบับในวาระที่สามได้ในวันที่ 9 ก.ย. เวลา 19.00-20.00 น.
อ่านประกอบ : 'สภาฯ' ชำแหละ 'งบปี 70' 3.788 ล้านล. วาระสอง-สาม คาดลงมติทั้งฉบับ 9 ก.ย. 2 ทุ่ม
นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ.ฯ สัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้ขอสงวนความเห็น มาตรา 4 ขอปรับลดคงเหลือ 3.7806 ล้านบาท หรือ ปรับลด 7,400 ล้านบาท อภิปรายเหตุผลว่า วงเงินที่ปรับลดลงเท่ากับงบประมาณรายจ่ายปี 69 หมายความว่า เสนอให้จัดทำงบประมาณแบบ zero grow budgeting คนละเรื่องกับ Zero-based budgeting สิ่งที่นำเสนอ คือ นับจากนี้ไปจะไม่เพิ่มเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีงบประมาณที่ผ่านมาอีกต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศที่ยังประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้น จนทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลเรื้อรังต่อเนื่องยาวนาน และยังต้องใช้วิธีออกกฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้ยอดคงค้างหนี้สาธารณะพอกพูน ภาระหนี้การจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละปี มีมากกว่า 4 แสนล้านบาท มากกว่ารายจ่ายของกระทรวงกลาโหม คือ สัญญาณอันตราย การจัดทำงบประมาณปี 70 เป็นสภาพจำยอม ถูกมัดมือชก เพราะไม่สามารถจัดทำงบประมาณให้เหมาะสมไปกว่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
“โดยสรุปงบประมาณแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ งบรายจ่ายประจำ 80 % งบรายจ่ายลงทุน 20 % ซึ่งเป็นการติดล็อก พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ งบลงทุนเกือบทั้งหมดเป็นเงินกู้ที่มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หมายความว่า ตอนนี้เราติดกับดักงบประมาณ เราติดกับดักหนี้สาธารณะ ท้ายที่สุด ระยะอันใกล้นี้ เราคงหนี้ไม่พ้น กับดักทางการคลังที่จะนำไปสู่วิกฤตการเงินการคลังและวิกฤตเศรษฐกิจที่มีปัจจัยหลักเกิดจากภายในของเราเอง ในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจที่อัตราเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หรือเพียงร้อยละ 2 แต่เป้าหมายต้องร้อยละ 5 ต่อปี และต้องไม่สร้างให้เกิดปัญหาวิกฤตฟองสบู่แตกในอนาคตด้วย”นายวีระกล่าวและว่า
“ถ้าไม่ทำ เราจะติดกับดักเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงไปอีกนานแสนนาน เป็นสภาพการที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหนก็ตามที จะทำอะไรสักอย่างก็ไม่ได้ เพราะจะต้องทำอีกอย่างหนึ่งก่อน เป็นกับดักสองชั้น หรือ ยิ่งทำยิ่งติดกับดักมากขึ้นก็ตาม”นายวีระกล่าว
นายวีระกล่าวว่า ถ้าเราจะหลุดจากกับดัก ทางหนึ่ง ต้องจัดทำงบประมาณแบบไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่าย หรือ zero grow budgeting ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งพอมีทางที่ทำได้มากกว่านี้ ขอเสนอเรื่องเดียว คือ รายการเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันยอดสะสมคงค้างยกมาประมาณ 4 ล้านล้านบาท ต้องบริหารจัดการใหม่ ต้องเปิดประตูระบายน้ำหน้าเขื่อนเพื่อให้น้ำหลังเขื่อนซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หรือ เงินนอกงบประมาณไหลเข้ามาล่อเลี้ยงเพื่อเติมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่แห้งเหือดอยู่ในขณะนี้ยังจริงจังเสียที
“ผมรับทราบข้อมูลที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือ แม้ว่าเราจะเงินนอกงบประมาณ 4 ล้านล้านบาท แต่เงินที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของเงินนอกงบประมาณยินยอมนำมาสมทบเพียง 9.5 หมื่นล้าน หรือ คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของงบประมาณร่ายจ่าย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม มีเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่ยอมนำมาสมทบเพื่อลดภาระการคลังในภาวะที่ร้ายได้ของรัฐเพิ่มช้ามาก และไม่มีการกำกับดูแล บริหารจัดการที่เหมาะสม ทั้งที่เป็นเรื่องที่จำเป็น เร่งด่วนอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน”นายวีระกล่าว
@ ชง ฟรีซ เงินเดือนข้าราชการ 2 ปี
นายวีระยังกล่าวถึงเหตุผลการขอสงวนความเห็นให้ตัดมาตรา 6 งบกลาง จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เสนอตัดทั้งหมด เนื่องจากซ้ำกับการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 1.3 หมื่นล้าน รวม 2.5 หมื่นล้านบาท เสนอตัดทั้งหมด ว่า กรณีงบกลาง ในส่วนของข้าราชการ เงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่มีปัญหา แต่สถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายราชการควรจะใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน หลักสมานัตตตา เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสองครั้งใหญ่ ข้าราชการไม่เคยได้รับผลกระทบ ไม่เคยถูกปรับลด เพราะฉะนั้น ครั้งต่อไปที่จะเกิด หรือ อาจจะเกิดวิกฤต ข้าราชการปีหน้า เสนอให้ฟรีซเงินเดือน หรือ การขึ้นเงินเดือนของข้าราชการ 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ใช้เงินที่มีน้อยให้เกิดประโยชน์ที่สุด
“ผมก็เข้าใจ ผมพูดไปอย่างนี้ ข้าราชการ 3 ล้านคน หรือ 1.7 ล้านคน คงไม่พอใจ แต่ผมคิดว่า ผมพูดความจริง บริษัทที่กำลังล้มละลายเขาก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้าง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤตคนที่อยู่ในหน่วยราชการก็เหมือนลูกจ้างของบริษัทที่กำลังจะล้มละลาย หรือ มีฐานะที่จะฟื้นฟูกิจการก็ต้องเสียสละด้วย”นายวีระกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา