
'ประชาชน-ประชาธิปัตย์' รุมสับ 'กกต.' ลาก 'คดึฮั้วเลือกสว.' โยง ตัดงบปี 70 หั่นเหี้ยน โครงการอบรมสืบสวนไต่สวน/เพิ่มประสิทธิภาพปราบทุจริตเลือกตั้ง - 'พริษฐ์' ซัด ตกเป็นเครื่องมือ 'อาชญากรรมทางประชาธิปไตย' - 'พนิดา' บี้ ชี้แจง คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 - อนุวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 มติคนละทางอย่างมีนัยสำคัญ - 'อภิสิทธิ์' ดักคอ 4 กกต. ลงมติเข้าข่ายมีส่วนได้เสีย-ต่างตอบแทน-ผลประโยชน์ทับซ้อน - 'สาทิตย์' แฉ 'กมธ.ฯงบ70' ปิดปาก ซัก 'เลขาฯกกต.' จี้ ส่งศาลฎีกา กอบกู้วิกฤตศรัทธา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สภาผู้แทนราษฏรประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่สองลงมติรายมาตราและวาระสามลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับ ระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย.69 รวมระยะเวลา 4 วัน วันนี้ (10 ก.ย.69) เป็นการพิจารณาเป็นวันที่สี่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายงบประมาณมาตรา 32 องค์กรอิสระ ขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การที่สภาฯ จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งให้มีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่
นายพริษฐ์กล่าวว่า กรณีศึกษาบทบาทของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับขบวนการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 67 ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง และสังคมกำลังกังวลว่าในอีก 4 วันข้างหน้า (14 ก.ย.69) กกต. จะลงมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล
นายพริษฐ์กล่าวว่า ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติของขบวนการโกง สว. ย้อนไปตั้งแต่ช่วงเริ่มกระบวนการวางแผนยึดกุมวุฒิสภา มีการแบ่งทีมและงบประมาณในห้องประชุมของพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง สิ่งที่ กกต. ทำกลับเป็นการออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น
นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ แต่ กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
นายพริษฐ์กล่าวว่า จนกระทั่งมาถึงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ จนกระทั่งบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่าทั้งสองเส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง
@ พริษฐ์ ตัดงบอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวน-เพิ่มประสิทธิภาพการเลือกตั้ง
นายพริษฐ์กล่าวว่า คลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า สิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต เช่น งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่
นายพริษฐ์กล่าวว่า ประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ขั้นตอนที่สอง ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง
นายพริษฐ์กล่าวว่วา อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนที่สาม ซึ่งตรวจสอบผ่าน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ เพื่อไม่ให้รู้ล่วงหน้าว่าคณะใดรับผิดชอบคดีไหน แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมเข้ามาช่วยเหลือบางฝ่าย และแม้ กกต. จะอ้างว่า 35 คณะเดิมภาระงานแน่น แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น
นายพริษฐ์กล่าวว่า ประเด็นถัดมาคือการทำงานที่สอดรับกับธงทางการเมือง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 พยายามวางตนเป็นเหมือนศาล ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ
นายพริษฐ์กล่าวว่า ประเด็นสุดท้าย คือผลลัพธ์ที่ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว
นายพริษฐ์กล่าวว่าความผิดปกติของการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน
"ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย"นายพริษฐ์กล่าว
@ พนิดา หั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ ปชน. อภิปรายปรับลดงบประมาณของ กกต. จำนวน 11.914 ล้านบาท จากโครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น ตนเองไม่ได้คัดค้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แต่เห็นว่าปัญหาสำคัญของ กกต. อยู่ที่หลักประกันด้านความเป็นอิสระและกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง
น.ส.พนิดากล่าวว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวนคดีเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากต้องทำงานกับพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งคำถามว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่แล้ว ผลการทำงานกลับสามารถถูกกลับมติด้วยกลไกอีกชุดหนึ่ง การใช้งบประมาณเกือบ 12 ล้านบาทเพื่ออบรมบุคลากรจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร
น.ส.พนิดากล่าวว่า กรณีการสอบสวนคดีทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI มีหนังสือถึง กกต. แจ้งว่าคดีมีมูล ต่อมา 28 มีนาคม 2568 กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI เข้าร่วม 3 คน คณะดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน ประชุมเกือบ 100 ครั้ง เชิญพยานมากกว่า 800 คน และรวบรวมเอกสารกว่า 90,000 หน้า ก่อนสรุปความเห็นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย อย่างไรก็ตาม ต่อมา กกต. ได้แต่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยพนิดาตั้งข้อสังเกตถึงที่มาและกระบวนการทำงานของคณะดังกล่าว เนื่องจากผลการพิจารณาแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย
“คณะหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการสอบพยาน 800 กว่าปาก เอกสาร 90,000 หน้า เสนอว่ามีพยานหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าควรจะดำเนินการส่งศาล แต่อีกคณะหนึ่งกลับมีความเห็นตรงกันข้ามทั้งหมด”น.ส.พนิดากล่าวและว่า หากผลการพิจารณาแตกต่างกันอย่างมาก กกต. ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าเกิดจากเหตุผลใด
น.ส.พนิดากล่าวว่า ในฐานะกมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ได้พยายามเชิญ กกต. เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 รวมถึงสอบถามถึงที่มาของการแต่งตั้งคณะดังกล่าว เหตุใดจึงต้องตั้งคณะพิเศษขึ้นมา ทั้งที่มีอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว 35 ชุด รวมถึงต้องการทราบว่าคณะดังกล่าวมีประสบการณ์ด้านคดีเลือกตั้งหรือไม่ และใช้กระบวนการใดในการพิจารณาสำนวน
น.ส.พนิดากล่าวว่า นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้เชิญคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือ DSI เข้ามาชี้แจงหรือไม่ ได้อ่านสำนวนกว่า 90,000 หน้าด้วยตัวเองหรือไม่ และมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือประสานขอข้อมูลจาก DSI หรือไม่ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้เชิญ DSI หรือคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 มาชี้แจง และมีการประชุมประมาณ 30 กว่าครั้ง ขณะที่ชุดที่ 26 ประชุมเกือบ 100 ครั้ง
น.ส.พนิดากล่าวว่า ยกตัวอย่างเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อมูลว่าบุคคลหนึ่งเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและได้รับการโอนเงิน ก่อนมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในอำเภอเดียวกัน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และ DSI มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเส้นทางการเงินดังกล่าวเข้าข่ายความผิด แต่อนุกรรมการชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่พบความผิดปกติ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการพิจารณาพยานหลักฐานของ กกต.
น.ส.พนิดากล่าวว่า กรณีผู้สมัคร สว. ในหลายจังหวัด เช่น ปทุมธานี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่ง กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แม้พยานหลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงข้อความผ่าน Line ในลักษณะเชิญชวนหรือแลกคะแนน โดยไม่ปรากฏเส้นทางการเงินหรือการเสนอผลประโยชน์อื่นตอบแทน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรฐานในการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. 229 รายจึงแตกต่างออกไป
น.ส.พนิดากล่าวว่า ในประเด็นข้อกฎหมายแนวคิดที่ว่าการส่งคดีไปยังศาลจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัย โดยมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า หากมี หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และ ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่คือศาลฎีกา ขณะที่ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังระบุให้ศาลฎีกานำสำนวนไต่สวนของ กกต. มาพิจารณาเป็นหลัก
น.ส.พนิดากล่าวว่า หากมีพยานหลักฐานจำนวนมากจนคณะกรรมการไต่สวนชุดหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการ เหตุใด กกต. จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา แต่กลับใช้กลไกอีกชั้นหนึ่งเพื่อยุติเรื่องก่อนถึงศาล ปัญหาของ กกต. ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนขาดความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ผลงานของเจ้าหน้าที่จะได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ
“ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน”น.ส.พนิดากล่าว
น.ส.พนิดากล่าวว่า ก่อน กกต. จะขอใช้งบประมาณจากประชาชนเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม กกต. ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะให้คุณค่ากับผลงานและพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างไร พร้อมเสนอปรับลดงบประมาณโครงการอบรมพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น จำนวน 11,914,000 บาท ทั้งโครงการ โดยเห็นว่างบประมาณดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่แท้จริงของ กกต.

@ อภิสิทธิ์ สับ ปม คดีฮั้ว สว.
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายเสนอแปรญัตติขอตัดลดงบประมาณขององค์กรอิสระลงร้อยละ 10 โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการตรวจสอบในปัจจุบัน แม้องค์กรอิสระจะเป็นเสาหลักสำคัญในระบอบประชาธิปไตยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เนื่องจากเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้ยาก สภาแห่งนี้จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจผ่านกระบวนการงบประมาณในการกำกับดูแล ผลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันพระปกเกล้าเนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี พบว่า กกต. เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต่ำที่สุด และลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับในอดีต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประสิทธิภาพและความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะการไต่สวนกรณีการเลือก สว. ที่มีข้อสงสัยเรื่องการฮั้วและการแลกคะแนนกัน ซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาบรรทัดฐานไว้แล้วตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2562 และปี 2567-2568 ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายเจตนารมณ์อิสระและเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครอื่น เหตุใดในกรณีการเลือก สว. ครั้งล่าสุดที่มีขบวนการขนาดใหญ่ ทั้งการจ้างสมัคร การทำโพย และการรวมตัวตามโรงแรม กกต. กลับไม่ยอมยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่กลับพยายามตั้งหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาบดบังข้อเท็จจริง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ข้อมูลการทำงานที่ย้อนศรกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่ง DSI ได้ส่งข้อมูลคดีอั้งยี่และฟอกเงินเกี่ยวกับการเลือก สว. ให้ กกต. แต่ กกต. กลับมีมติไม่รับ ขณะเดียวกันเมื่อ DSI ขอข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ทาง กกต. ก็มีมติไม่ส่ง ให้เช่นกัน ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจแก่สาธารณชนอย่างยิ่ง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กรณีกกต. จำนวน 4 คน ที่เตรียมลงมติวินิจฉัยคดีในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีที่มาจาก สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหา หากลงมติเป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายการมีส่วนได้เสีย การต่างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามหลักธรรมาภิบาล
นายอภิสิทธิกล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอตัดลดงบประมาณด้วยเช่นกัน ระหว่างการพิจารณางบประมาณ ตนเองเพิ่งได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. แจ้งผลการไต่สวนในคดีที่ตนเองถูกกล่าวหาไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ว่าตนไม่มีความผิด ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากถึงความล่าช้าในกระบวนการทำงาน
"เพื่อแก้ไขปัญหาและลดภาระงบประมาณ เสนอแนะให้ ป.ป.ช. ทำความตกลงร่วมกับหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมการขนส่งทางบก และกรมที่ดิน เพื่อเชื่อมโยงระบบการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระของผู้ยื่นเอกสารและข้าราชการ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณและเวลาได้เป็นอย่างมาก"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการจัดสัมมนาเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระที่ผ่านมา ผู้ทรงคุณวุฒิทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า หากระบบการตรวจสอบขององค์กรอิสระล้มเหลว ระบอบประชาธิปไตยจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง สภาผู้แทนราษฎรจึงต้องส่งสัญญาณเตือนไปยังองค์กรเหล่านี้ผ่านการตัดลดงบประมาณร้อยละ 10 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
“ผมเพิ่งจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์ในบ้านเมืองทุกคนแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ถ้าระบบตรงนี้ไม่ทำงานเนี่ย ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 40 ปี 50 ปี 60 เป็นต้นมาเนี่ย ไม่อาจจะทำงานหรือเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจของการที่จะรักษาระบบตรงนี้ จึงเป็นของพวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้”นายอภิสิทธิ์กล่าว

@ สาทิตย์ แฉ กมธ.งบฯ ปิดปากซัก คดีฮั้ว สว.
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ ปชป. อภิปราย ตั้งข้อสงสัยถึงบทบาทการทำหน้าที่ของ กมธ. วิสามัญฯ งบปี 70 เสียงข้างมาก ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางอุ้มกกต. และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือก สว.
นายสาทิตย์กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณมาตรา 32 ในครั้งนี้มีความผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของ กมธ.งบประมาณ ที่ตนเองได้รับข้อมูลว่า เมื่อครั้งที่เลขาธิการ กกต. เข้ามาชี้แจง และมีกมธซักถามถึงงบประมาณการสืบสวนสอบสวนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่มีการทำคดีฮั้ว สว. รวมทั้งถามถึงความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. แต่เลขาธิการ กกต. กลับไม่ตอบคำถาม และประธาน กมธ.งบฯ ในขณะนั้นกลับตัดบทรีบปิดการชี้แจงและเดินออกจากห้อง โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถามในรอบที่สองตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังอ้างว่ามองไม่เห็น กมธ.ที่รอตั้งคำถาม
"พฤติกรรมดังกล่าวทำให้รู้สึกได้ว่ามีความพยายามจะอุ้ม กกต. เพื่อไม่ให้เผชิญกับคำถามที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งที่ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณแผ่นดินตลอด 23 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 70,000 ล้านบาท หาก กกต. ซึ่งเป็นประตูบานแรกของการเมืองไทยบิดเบี้ยวเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย"นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์กล่าวถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจของ กกต. 3 ด้าน ได้แก่ 1.การออกระเบียบที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ออกระเบียบรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ที่หลวมเกินไป จนเปิดช่องให้มีการกรอกประวัติแบบเท็จ เช่น การระบุประสบการณ์ทำงานว่า ทำบ้าน รวมทั้งการตั้งนายอำเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองที่กำกับดูแลกระทรวง
นายสาทิตย์กล่าวว่า 2.ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง กกต. ได้รับงบประมาณสำหรับหน่วยเคลื่อนที่เร็วและหน่วยสืบข่าว แต่กลับปล่อยให้เกิดขบวนการ ทำโพย สว. และการรวมตัวฮั้วคะแนนในโรงแรมรัศมีรอบพื้นที่การจัดเลือกตั้งระดับประเทศอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ และ 3.การใช้อำนาจกึ่งตุลาการ กกต. ไม่ยึดบรรทัดฐานเดิมที่เคยส่งเรื่องแลกคะแนน สว. ให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่พฤติการณ์ครั้งนี้เข้าข่ายซูเปอร์ฮั้ว แต่กลับไม่มีการส่งเรื่องไปยังศาล
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง หากปล่อยให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลกินรวบทั้งสภาผู้แทนราษฎร สว. และองค์กรอิสระ จะนำไปสู่หายนะของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญและโอกาสเดียวของ กกต. ที่จะกอบกู้ศรัทธาของประชาชน ด้วยการยึดหลักกฎหมายและส่งสำนวนคดีการโกง สว. ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดต่อไป
“ผมฝากถึงคนใน กกต. ท่านมีกันอยู่ 2-3 พันคน ผมเข้าใจ ผมไม่ได้ว่า ไม่ได้ติติงใครทั้งนั้น วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ อาจจะเกิดจากคนระดับบนเพียงไม่กี่คน ที่ทำให้ศรัทธาต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. มันตกต่ำลงทุกวัน ๆ 14 กันยายนนี้แหละครับ ที่จะเป็นโอกาสกอบกู้ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับ กกต. ยึดหลักกฎหมายครับ ยึดหลักรัฐธรรมนูญครับ ยึดความสุจริตครับ ยึดความเที่ยงธรรมครับ ยึดความถูกต้องของประเทศนี้ครับ แล้วนั่นแหละครับ ส่งสำนวนการโกง สว. ไปสู่ศาล นั่นคือวิถีทางเดียว ที่จะกอบกู้วิกฤตศรัทธากับ กกต.”นายสาทิตย์กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายงบประมาณปี 70 ที่เกี่ยวข้องประกอบ :
-
เพียงพนอ ตั้งคำถาม ธรรมาภิบาล คพ. หมกเม็ด 'ค่าโง่คลองด่าน' 3 พันล. บุญลือ แจง ปรับลด-โยกใส่งบกลาง
-
อภิปรายงบปี 70: 'สุชาติ-หมอวรงค์' ถล่ม 'ประกันภัยพิบัติ' 1.5 หมื่นล้าน เตือน นายหน้า-ค่าคอมมิชชั่น
-
อภิปรายงบปี 70: ณัฐชา ชี้ ขุดบ่อน้ำบาดาล 1,501 ล. ไม่ตรงพื้นที่ภัยแล้ง-บุญจง แจง กระจุก ภท. มากสุด
-
อภิปรายงบปี70: ณัฐชา ตัดก.เกษตรฯ 20% - กรมประมง สร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ 229 ล้าน บ้านเกิดรมต.
-
'ภราดร' แจงปรับลด 'กรมควบคุมมลพิษ' 3 พันล.ใช้หนี้ 'ค่าโง่คลองด่าน' ตั้งกก.เจรจา-คดียังไม่ถึงที่สุด
-
เปิดประตูเขื่อน! 'วีระ' ชี้ 'งบปี70' ติดกับดักสองชั้น-ระบาย 'เงินนอกงบประมาณ' 4ล้านล.เติมสภาพคล่อง
-
'สภาฯ' ชำแหละ 'งบปี 70' 3.788 ล้านล. วาระสอง-สาม คาดลงมติทั้งฉบับ 9 ก.ย. 2 ทุ่ม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา