
อภิปรายงบประมาณปี 70 วาระสอง-สาม : 'สุชาติ-หมอวรงค์' ถล่ม เอาภาษีประชาชนจ่ายประกันภัยพิบัติ 1.5 หมื่นล้าน ชี้ ไม่มีประเทศไหนในโลกทำ เตือน ระวังนายหน้าประกันภัยพันล้าน-ค่าคอมมิชชั่นทำประกัน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่สองลงมติรายมาตราและวาระสามลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับ ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.69 รวมระยะเวลา 3 วัน นี้เป็นการพิจารณาเป็นวันที่สาม
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทย 23,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ว่า การอนุมัติงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 15,500 ล้านบาท ซื้อประกันภัยพิบัติจากบริษัทเอกชนเพื่อเยียวยาประชาชน 30 ล้านหลังคาเรือน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการบรรเทาสาธารณภัยเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกันภัยจ่ายจบ แต่ปรากฏว่าบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 42,000 ล้านบาท สุดท้ายสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือ ดังนั้น เรื่องภัยพิบัติรัฐบาลต้องเข้าไปรับผิดชอบ ไม่มีบริษัทประกันใด ๆ ใหญ่พอที่จะประกันภัย 30 ล้านหลังคาเรือน
นายสุชาติกล่าวว่า เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินจำนวน 15,500 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 7 % ของงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ประการแรก ภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือ ภัยที่กระทบประชาชนจำนวนมากเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่มีบริษัทประกันภัยไหนสามารถรับได้ เพราะเป็นภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่เหมือนบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน บริษัทเอกชนมีความสามารถจำกัด ความเสียหายหลายหมื่น แสนล้านบาท สุดท้ายรัฐบาลจะต้องเข้ามารับผิดชอบ รัฐบาลเป็นผู้รับประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้บริษัทเล็ก ๆ เข้ามารับผิดชอบ เพราะรับผิดชอบไม่ได้และจะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย
นายสุชาติกล่าวว่า ประการที่สอง หากรัฐบาลจ่ายเงินปีละ 15,500 ล้านบาท จะไหลออกจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย10ปี จะได้เงิน 1.5 แสนล้านบาท เงินก้อนนี้เป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่ถ้านำไปจ่ายค่าประกันภัย กลายเป็นการนำภาษีประชาชนไปจ่ายเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบ นับไม่ได้
“ประการที่สาม การซื้อประกันภัยพิบัติวงเงิน 15,500 ล้านบาท เป็นจำนวนมากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ต้องมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท กำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ การประเมินความเสี่ยง และอาจมีนายหน้าประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายหน้าประกันภัยจ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะ บางครั้งจ่ายเป็นพันล้าน จึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า ผลประโยชน์ทับซ้อน และดุลพินิจในการซื้อ”นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติกล่าวว่า ประการที่สี่ กรมธรรม์ที่จะไปซื้อมีเงื่อนไขจำนวนมาก ข้อยกเว้นเยอะ ถึงเวลาเงินคุ้มกันอาจจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น น้ำท่วมต้อง 3 วัน น้ำท่วม 2 วันประกันไม่จ่าย เกิดข้อพิพาทจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่เมื่อประชาชนถูกน้ำท่วม บ้านพัง ได้รับความเสียหายต้องการได้รับความช่วยเหลือทันที ติดระเบียบ ต้องแก้ไขระเบียบ โปร่งใส ทำเป็นกองทุนฯ ได้ รัฐบาลไม่ควรให้บริษัทประกันภัยตีความกรมธรรม์ก่อน จึงจะช่วยเหลือประชาชนได้
“หน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง มีอำนาจเก็บภาษี มีงบประมาณ มีเงินสำรอง มีความสามารถในการกู้เงิน รัฐบาลมีความสามารถในการรองรับและกระจายความเสี่ยงมากกว่าเอกชน เหตุใดจึงต้องนำเงินภาษีประชาชนไปซื้อความสามารถในการรับความเสี่ยงจากเอกชนอีกครั้ง เงิน 15,500 ล้านบาทต่อปี ควรนำไปใช้ปกป้องความเสียหายก่อนที่จะเกิดปัญหา เช่น ปรับปรุงระบบระบายน้ำ เขื่อน ประตูน้ำ แก้มลิง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การอพยพประชาชน ตามหลักการป้องกันก่อนชดเชย บริหารความเสี่ยงโดยการตั้งระบบเงินสำรองประกันภัยพิบัติ โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจน รัฐสภาตรวจสอบได้”นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติกล่าวว่า การใช้งบประมาณ 15,500 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยสาธารณะ แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลักวิชาประกันภัยทั่วโลกรัฐบาลดำเนินการเอง ไม่ใช่การนำเอกชนมาทำ เอกชนล้มละลายไปก่อน สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ
@ 'หมอวรงค์' ชี้ ทุนประกัน 'แพงที่สุดในโลก'
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายแปรญัตติปรับงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 10 คือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า ภารกิจสำคัญของ ปภ. คือ ป้องกันภัยพิบัติ ยกเว้นหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง คือ การฟื้นฟูเยียวยา แต่ไม่ใช่การทำประกันภัยพิบัติ 15,500 ล้านบาท เพื่อส่งเบี้ยประกัน จะกลายเป็นกรมประกันภัยพิบัติ
นพ.วรงคกล่าวว่า การสื่อสารข้อมูลการเสียหายจากการเกิดภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองต้องการทำ หรือ ฝ่ายข้าราชการต้องการทำ เพราะไม่ถูกต้อง เนื่องจากการชี้แจงว่า รัฐบาลต้องจ่ายงบประมาณในการเยียวยาภัยพิบัติปีละ 40,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ เพราะตัวเลข 40,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่รวมงบประมาณปี 66 – 69 ดังนั้น เฉลี่ยออกมาแล้วประมาณปีละ 9,877 ล้านบาท สูงสุด คือ 21,785 ล้านบาท ในปีงบประมาณปี 69
“คำถามคือ ท่านจะทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน 30 ล้านครัวเรือน จ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15,500 ล้านบาท ถ้าดูค่าใช้จ่ายตลอด 4 ปี ที่คิดว่าสูง เทียบกันไม่ได้ เฉพาะงบปี 66 จ่าย 5,225 ล้านบาท ปี 67 จ่าย 3,045 ล้านบาท ปี 68 จ่าย 9,444 ล้านบาท และมากสุด ปี 69 จ่าย 21,785 ล้านบาท เฉลี่ยคือ 9,877 ล้านบาท ท่านทำประกันภัยวงเงิน 15,500 ล้านบาท ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนที่ดูปีใดปีหนึ่งที่เป็นค่าเสียหายและเอาค่าใช้จ่ายปีนั้นมาเป็นฐานในการทำประกันภัย”นพ.วรงค์กล่าว
นพ.วรงค์กล่าวว่า ประเด็นต่อมา ทุนประกัน 75,000 ล้านบาท สัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน ภาษาวิชาการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย คือ Rate on Line (ROL) คิดเป็นร้อยละ 20 หรือ 1 ต่อ 5 นัยยะคือ ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ย 5 ปีจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ 1 ครั้ง จริงหรือ ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติใหญ่เมื่อปี 54 และปี 68-69 หรือ คิดเป็น 15 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกที่ทำประกันภัยพิบัติของแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก คิดเป็นร้อยละ 4-8 แต่รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณออกไปค่าเฉลี่ยร้อยละ 20 แพงที่สุดในโลก
“การป้องกันภัยพิบัติของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ได้จ่ายตั้งแต่หมื่นบาทแรก แต่จะทำในวงเงินแบ่งเป็นสองส่วน การเยียวยาพื้นฐานทั่วไป เช่น ต้องการเยียวยาครัวเรือนละ 10,000 บาท ให้กองทุนทำ หรือ ส่วนราชการทำ หลังจากนั้นแล้วอาจทำต่อยอดที่เกินกว่านั้น เพราะฉะนั้นหลักของโลกใบนี้ในการทำประกันภัยพิบัติ มีประเทศไทยประเทศเดียวในโลกใบนี้ที่ทำประกันภัยพิบัติเยียวยาตั้งแต่พื้นฐาน 10,000 บาทแรก ไปจนถึง 100,000 บาท 30 ล้านครัวเรือน ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พื้นฐานทำกันเอง ส่วนที่เหลือจะทำประกันภัยต่อยอดความเสียหาย ถ้าท่านเดินหน้าในรูปแบบนี้ ผมถือว่าท่านเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ ประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน”นพ.วรงค์กล่าว
อ่านข่าวการอภิปรายงบประมาณปี 70 วาระสอง-สามประกอบ :
-
อภิปรายงบปี 70: ณัฐชา ชี้ ขุดบ่อน้ำบาดาล 1,501 ล. ไม่ตรงพื้นที่ภัยแล้ง-บุญจง แจง กระจุก ภท. มากสุด
-
อภิปรายงบปี70: ณัฐชา ตัดก.เกษตรฯ 20% - กรมประมง สร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ 229 ล้าน บ้านเกิดรมต.
-
'ภราดร' แจงปรับลด 'กรมควบคุมมลพิษ' 3 พันล.ใช้หนี้ 'ค่าโง่คลองด่าน' ตั้งกก.เจรจา-คดียังไม่ถึงที่สุด
-
เปิดประตูเขื่อน! 'วีระ' ชี้ 'งบปี70' ติดกับดักสองชั้น-ระบาย 'เงินนอกงบประมาณ' 4ล้านล.เติมสภาพคล่อง
-
'สภาฯ' ชำแหละ 'งบปี 70' 3.788 ล้านล. วาระสอง-สาม คาดลงมติทั้งฉบับ 9 ก.ย. 2 ทุ่ม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา