
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาแก้ สั่งจำคุก ‘อดีตนายก ทต.ท่าทอง’ พิษณุโลก 3 ปี 4 เดือน ‘ไม่รอลงอาญา’ คดีเรียกรับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการขุดลอก ‘หนองเรือโกรน’
.......................................
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ส.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 604/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 21561/2568 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายพัลลภ ลาทุม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก กับพวก เรียกรับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการขุดลอกหนองเรือโกรน หมู่ที่ 9 และคลองคู หมู่ที่ 7
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6) เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย (นายพัลลภ ลาทุม) และไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 072/2569 เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคาพิพากษา
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 30/2564 เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2564 มีมติชี้มูลความผิด นายพัลลภ ลาทุม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก กับพวก เรียกรับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการขุดลอกหนองเรือโกรน หมู่ที่ 9 และคลองคู หมู่ที่ 7 โดยมีมูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ.มาตรา 149 และมาตรา 157 และตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2554 มาตรา 103, 103/1, 122 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 192 และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ต่อมา เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 286/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อท 304/2566 พิพากษาว่า จำเลย (นายพัลลภ ลาทุม) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) จำคุก 5 ปี และปรับ 39,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 26,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า เนื่องจากเงินตามฟ้องมีจำนวนไม่มากนัก และจำเลยได้คืนเงินดังกล่าวไปแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยมีประวัติเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา