
ผู้ว่ากทม.ดันเช่ารถขยะ EV 1,347 คันบรรจุในงบปี 70 จ่อเข้าสภากทม.ถกวาระ 2-3 ชี้ความจำเป็นทำตามมติครม.และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยืนยันโปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบทุกกระบวนการ แจงที่กทม.ยังต้องรับภาระเก็บขยะ แทนการจ้างคนอื่นทำ เพราะเป็นบริการพื้นฐาน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 15 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)เปิดเผยว่า ทางผู้บริหารกทม.จะผลักดันโครงการเช่ารถเก็บขยะแบบใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,347 คัน ซึ่งได้บรรจุลงไปในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน รวม 93,918,922,000 บาทด้วย ซึ่งจะมีการพิจารณา ในวาระ 2 และ 3 ของสภากรุงเทพมหานคร (สภากทม.)
นายชัชชาติย้ำว่าเป็นโครงการที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากรถเก็บขยะดีเซลที่ กทม. ใช้งานมานาน สู่เทคโนโลยีไฟฟ้า แต่เชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
โดยการเปลี่ยนรถขยะจากดีเซลเป็น EV สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 64 กำหนดให้ส่วนราชการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างรถ EV ทดแทนรถเดิมที่หมดอายุหรือจัดซื้อเพื่อภารกิจใหม่ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 66 ส่งเสริมเป้าหมายยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ร้อยละ 30 ภายในปี 2573
ด้านสิ่งแวดล้อม รถ EV จะช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 ได้ รวมถึงลดคาร์บอนมอนออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งมีเสียงรบกวนน้อยกว่ารถดีเซล จึงเหมาะกับการเก็บขยะในช่วงกลางคืน ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
@ให้ความสำคัญด้านความโปร่งใส
สำหรับข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงการอย่างรอบด้าน มีการตั้งคณะกรรมการร่วมจากหลายหน่วยงาน พิจารณารายละเอียดและดำเนินการตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำเข้าสู่กระบวนการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบได้
@กทม.ยังต้องเก็บขยะ เพราะเป็นภารกิจบริการพื้นฐาน
ส่วนข้อเสนอให้จ้างงานหรือการส่งมอบงานให้บริษัทอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแทน (Outsource) ทั้งรถและบุคลากรนั้น ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม. ยังมีความจำเป็นต้องรักษาบุคลากรด้านการเก็บขยะไว้ เนื่องจากเป็นภารกิจบริการพื้นฐานที่ต้องดำเนินการทุกวัน และบุคลากรยังสามารถระดมไปช่วยภารกิจอื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จึงควรทยอยปรับลดกำลังคนตามการเกษียณและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว โดยไม่มีนโยบายเลิกจ้าง
ทั้งนี้ การใช้รถขยะ EV ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายพื้นที่เริ่มนำมาใช้งานแล้ว อาทิ เมืองพัทยา กำหนดให้ผู้รับจ้างใช้รถขยะไฟฟ้าอย่างน้อย 10 คันในสัญญาปี 2564–2569 เทศบาลตำบลแสนสุข (บางแสน) มีสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้า เทศบาลนครภูเก็ต จัดซื้อรถบรรทุกขยะไฟฟ้าแบบอัดท้าย 6 ตัน และ เทศบาลนครนนทบุรี ดำเนินโครงการเช่ารถบรรทุกขยะไฟฟ้าทดลองใช้งานตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานจริงในหลายพื้นที่แล้ว
ส่วนความพร้อมของ กทม. ได้มีความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงในการติดตั้งระบบชาร์จไฟ และจะมีการทดสอบสมรรถนะรถอย่างรอบคอบก่อนใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับภารกิจเก็บขยะของกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พร้อมรับฟังข้อทักท้วงและข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน และพร้อมปรับรายละเอียดโครงการให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากงบประมาณปี 2570 ไม่ผ่านการพิจารณา กทม. จะไม่สามารถเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามแผน และอาจต้องเช่ารถดีเซลเดิมต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ซึ่งรถบางส่วนมีอายุการใช้งาน 5–7 ปี และยังคงมีปัญหาด้านมลพิษและเสียงรบกวน
“การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้น เราต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องการประหยัดงบประมาณ สิ่งแวดล้อม และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต หลายเมืองใหญ่มีการใช้รถ EV เก็บขยะหมดแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีรถเก็บขยะให้บริการทุกวันไม่ขาดช่วง” นายชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ เหตุผลด้านความคุ้มค่า เมื่อเปลี่ยนรถขยะเป็น EV คือ
1. ค่าเช่ารถถูกลง อัตราค่าเช่ารถ EV ต่ำกว่าค่าเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ประมาณ 7–10%
2. ประหยัดค่าพลังงาน เนื่องจากรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน วิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวัน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ประมาณ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 949 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการประหยัดประมาณ 54% เมื่อเทียบกับรถดีเซล
3. เห็นตัวเลขชัดเจน รถดีเซลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอด 5 ปีประมาณ 8,756 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากราคาดีเซล 39 บาทต่อลิตร ขณะที่รถ EV อยู่ที่ประมาณ 4,011 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากค่าไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย จึงประหยัดได้ 4,745 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายชัชชาติ กล่าวถึงข้อเสนอเทคโนโลยีช่วยดับเพลิง โดยเฉพาะโดรนที่สามารถส่งน้ำเข้าสู่จุดเกิดเหตุ เพื่อสนับสนุนการระงับเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะอาคารสูงที่รถบันไดหรือรถกระเช้าอาจเข้าถึงได้ยาก หากสามารถนำโดรนเข้าช่วยควบคุมเพลิงในระยะเริ่มต้นได้ จะเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการระงับเหตุ ทั้งนี้ กทม. จะพิจารณาความเหมาะสมและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอย่างรอบคอบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา