
‘กพช.’ มีมติเห็นชอบขยายกรอบรับซื้อไฟฟ้า ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ เป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ พร้อมขยายอายุสัญญาซื้อขายเป็น 20 ปี จากเดิม 10 ปี รับทราบ มติ ‘กกพ.’ ดึงเงินประโยชน์ส่วนเกิน ตรึงค่า Ft ที่ 16.23 สต./หน่วย
........................................
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบขยายกรอบส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน โดยขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน
สำหรับแนวทางรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว จะใช้ระบบ Net Billing โดยประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ โดยกรอบรับจ่ายไฟเพิ่มเติมครอบคลุมช่วงปี 2569-2571
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. ยังเห็นชอบขยายรูปแบบการติดตั้งจากเดิมที่เน้นโซลาร์บนหลังคา ให้สามารถติดตั้งบนพื้นดินและบนผิวน้ำสำหรับภาคครัวเรือนได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หลังคาสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนอาจติดตั้งระบบขนาดมากกว่า 5 กิโลวัตต์ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะจำกัดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมฯ ยังมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จัดทำแผนโครงสร้างพื้นฐานรองรับให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้า การติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ การควบคุมระบบส่งและระบบจำหน่าย และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
พร้อมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเชื่อมโยงข้อมูลจากสมาร์ตมิเตอร์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยบริหารแรงดัน ความถี่ และความผันผวนของระบบ รวมถึงประเมินความพร้อมของสายส่ง สายจำหน่าย สมาร์ตกริด และระบบกักเก็บพลังงานในแต่ละพื้นที่ ก่อนจัดทำกรอบการลงทุนและแหล่งเงินที่เหมาะสม
น.ส.ลลิดา กล่าวด้วยว่า สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเดิมและมีสัญญารับซื้อไฟฟ้า 10 ปี นั้น ที่ประชุม กพช. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางให้เกิดมาตรฐานเดียวกันและความเป็นธรรม รวมถึงพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมต้องยกเลิกสัญญาแล้วสมัครใหม่
นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำแผนรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมศุลกากร เพื่อพิจารณาแก้ข้อจำกัดด้านภาษีนำเข้าชิ้นส่วน ส่งเสริมการผลิตแผงและอุปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงเตรียมกำลังคนด้านการติดตั้งและบำรุงรักษา
“การเพิ่มโซลาร์ประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มโควตารับซื้อไฟ แต่ต้องเตรียมระบบตั้งแต่โครงข่าย สมาร์ตมิเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการจัดการแผงและแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันระบบไฟฟ้าของประเทศต้องมั่นคงและรองรับการเปลี่ยนผ่านได้ในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว
ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. มีมติรับทราบแนวทางดูแลค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค.2569 ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เห็นชอบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รับภาระคงค้างสะสมแทนประชาชนไปพลางก่อน พร้อมนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้ 16,127.17 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft
รวมถึงกำหนดให้คิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งตามราคาที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินราคาควบคุมเฉลี่ยประมาณ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับงวด ก.ย.-ธ.ค. 2569 เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่อค่าไฟประชาชน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุม กพช. ยังมอบหมายให้ ปตท. และ กฟผ.คิดราคาเนื้อก๊าซตามมติ กกพ. สำหรับโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญากับ ปตท. และ กฟผ. ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยให้ทยอยเรียกเก็บส่วนต่างราคาก๊าซที่เกิดขึ้นจริงในการกำหนดค่าไฟตั้งแต่รอบเดือน พ.ค.2570 เป็นต้นไป ภายใต้การกำกับของ กกพ.
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กพช. ยังมีมติเห็นชอบขยายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบติดตั้งบนหลังคา (Rooftop) ภาคพื้นดิน (On Ground) และลอยน้ำ (Floating) ในรูปแบบ Net Billing ซึ่งเปิดให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ โดยกำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าเป็น 10,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 500 เมกะวัตต์ โดยรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิม ตั้งแต่โครงการตามมติ กบง. วันที่ 24 ธ.ค.2561 และมติ กพช. วันที่ 24 ม.ค. 2562 รวมถึงโครงการตามมติ กพช. วันที่ 29 เม.ย.2569 ภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ จะได้รับการปรับระยะเวลารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปีเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ยังมอบหมายให้ กกพ.ออกและปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กฟน. และ กฟภ. ต้องส่งข้อมูลการจำหน่ายและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบ Real Time ให้ กฟผ. เพื่อใช้ติดตามและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมผลักดันการลดขั้นตอนขออนุญาตติดตั้งและเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าในลักษณะ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา