
‘ครม.’ เห็นชอบ 3 ข้อเสนอ ‘ค.ต.ป.’ บริหารสินทรัพย์ ‘หน่วยงานรัฐ’ ที่อยู่ระหว่างทบทวนการใช้ประโยชน์ 1.73 หมื่นรายการ มูลค่า 4.96 หมื่นล้าน
..........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีจำนวน 17,315 รายการ มูลค่าทรัพย์สินรวม 49,613.34 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ค.ต.ป. เสนอ
พร้อมทั้งมอบหมายให้ ค.ต.ป. กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
สำหรับแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่ง ครม.มติเห็นชอบ ตามข้อเสนอของ ค.ต.ป. ประกอบด้วย
1.ให้มอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ดังนี้
(1) มอบหมายให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของส่วนราชการ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด
(2) มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ
(3) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณขององค์การมหาชน เนื่องจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2565 ได้มีมติเห็นชอบให้องค์การมหาชนต้องประเมินความคุ้มค่าเพื่อพัฒนาองค์การมหาชนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก 3 ปี โดยภายใต้กรอบการประเมินฯ จะมีการพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งองค์การมหาชนจะต้องรายงานสินทรัพย์และการนำไปใช้ประโยชน์ที่ต้องแสดงถึงความคุ้มค่ามาประกอบการประเมินด้วยแล้ว
2.ขอความร่วมมือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นำเรื่องสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงบประมาณของหน่วยงานของรัฐ พิจารณากำหนดเป็นประเด็นการตรวจสอบ โดยให้เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์ของหน่วยงานของรัฐได้รับการบริหารอย่างโปร่งใสและเกิดความคุ้มค่า
3.โดยปกติสำนักงบประมาณไม่ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ให้หน่วยงานที่ไม่อาจบริหารสินทรัพย์ด้วยตนเองได้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้หน่วยงานที่ไม่อาจบริหารสินทรัพย์เอง ให้สำนักงบประมาณพิจารณากำหนดแนวทางกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีโครงการที่ต้องจัดซื้อหรือจัดจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งปลูกสร้าง ครุภัณฑ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบป้องกันภัย ระบบทะเบียน หรือระบบอื่นในทำนองเดียวกัน
โดยหน่วยงานของรัฐนั้น จะไม่ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา หรือใช้ประโยชน์ในสิ่งดังกล่าว แต่จะโอนสิ่งนั้นให้หน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งมีบุคลากรที่มีศักยภาพและความพร้อมในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา หรือใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่เกิดจากการดำเนินโครงการ ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบันทึกความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับหน่วยงานของรัฐที่จะรับโอนดังกล่าว ตามที่สำนักงบประมาณกำหนด พร้อมทั้งแผนการใช้ประโยชน์และแผนการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ แนบมาพร้อมกับคำขอโครงการต่อสำนักงบประมาณ หากไม่มีเอกสารบันทึกข้อตกลงแนบมาโครงการนั้น จะไม่ได้รับการพิจารณาจัดจ้างอย่างเหมาะสมด้วย
ส่วนข้อเสนอของ ค.ต.ป. ที่เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ นั้น ค.ต.ป. ได้ถอนข้อเสนอนี้ออกไป และเห็นควรมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ดำเนินการแทน เพื่อเป็นการใช้ระบบคณะกรรมการเฉพาะกรณีที่จำเป็น ตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2564 เรื่อง แนวทางการใช้ระบบคณะกรรมการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
รายานข่าวแจ้งด้วยว่า ก.ต.ป. รายงาน ครม.ว่า ค.ต.ป. ได้ตรวจสอบประเด็นการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงบประมาณในกรณีของส่วนราชการ เพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขการบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวของภาครัฐให้มีความเข้มแข็งในภาพรวม จากผลการศึกษาจำแนกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1.กรณีข้อมูลจำนวนสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ในจังหวัด ที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจตามมาตรา 22 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 (ที่เกิดจากทุกแหล่งงบประมาณ) (ข้อมูลเดือน ส.ค.2566) จากข้อมูลการสำรวจพบว่า มี 27 จังหวัด จาก 76 จังหวัด ที่รายงานว่า มีสินทรัพย์ตามมาตรา 22 จำนวน 255 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 673.34 ล้านบาท จำแนกเป็นที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 182 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 428.34 ล้านบาท ครุภัณฑ์ 72 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 255.01 ล้านบาท และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอื่น 1 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 1.00 บาท
ในกรณีของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเสนอ ก.น.บ. ในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2567 พิจารณาเห็นชอบ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และแจ้งเวียนให้จังหวัด กลุ่มจังหวัดและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2568 ได้มีมติรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว
2.กรณีข้อมูลสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของส่วนราชการ ประเภทอาคารที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ค.ต.ป. ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2567 มีมติมอบหมายให้ ค.ต.ป. ประจำกระทรวง สำรวจข้อมูลสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของส่วนราชการ ประเภทอาคาร ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง (ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2556-2566) จากข้อมูลการสำรวจพบว่า มีข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ เพื่อรอโอนสินทรัพย์ให้หน่วยงานอื่นไปปกครอง ดูแล บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ จำนวน 17,060 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 48,940 ล้านบาท (ข้อมูลเดือน ก.ย.2567) โดยมีสถานะดังนี้
(1) ส่วนราชการอยู่ระหว่างสำรวจข้อมูล/สถานภาพของสินทรัพย์ จำนวน 3,701 รายการ มูลค่า 20,044 ล้านบาท (2) ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จำนวน 1,534 รายการ มูลค่า 6,673 ล้านบาท (3) ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและมีหน่วยงานตอบรับโอนแล้ว อยู่ระหว่างกระบวนการรับโอน จำนวน 11,336 รายการ มูลค่า 15,102 ล้านบาท
(4) ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและมีหน่วยงานแจ้งตอบรับโอนแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขในการรับโอน เช่น ต้องการให้ซ่อมบำรุงรักษาสินทรัพย์ก่อนรับโอน จำนวน 424 รายการ มูลค่า 6,809 ล้านบาท และ (5) ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและไม่มีหน่วยงานรับโอน เนื่องจากไม่มีงบประมาณบำรุงดูแลรักษาหรือจ่ายค่าเช่าไม่มีองค์ความรู้ในการดูแล รักษา หรืออยู่นอกเหนือภารกิจ จำนวน 25 รายการ มูลค่า 312 ล้านบาท

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา