
‘ก.พ.’ เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดให้ ‘ผู้ทุจริต’ สอบเข้ารับราชการ ‘ภาค ข.-ค.-การคัดเลือก’ มีลักษณะต้องห้าม ‘รับราชการ’ พร้อมชง ‘ครม.’ ไฟเขียวให้ ‘หน่วยงานรัฐ’ ทุกแห่ง นำไปบังคับใช้
.......................................
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ครั้งที่ 5/2569 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ก.พ.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดให้ผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ (ภาค ข. ภาค ค. และการคัดเลือก) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ
โดยมติ ก.พ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขั้นตอนการดำเนินการ กรณีส่วนราชการพบการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ได้แก่ การขึ้นบัญชีผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ กรณีเคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ การให้ออกจากราชการโดยพลัน การดำเนินการทางวินัยโดยกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการเท่านั้น และการให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวน รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การกำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. ให้มีความเคร่งครัดเทียบเท่าหลักเกณฑ์ฉบับนี้ด้วย
ทั้งนี้ ก.พ. มีมติให้นำหลักเกณฑ์ฯดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณากำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น และหน่วยงานของรัฐทุกแห่งนำหลักเกณฑ์นี้ไปใช้บังคับโดยอนุโลมต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.พ. ยังมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานกรณีสายงานแพทย์และสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานบริการทางการแพทย์ ตาม ว 11/2562 โดยให้ยกเลิกการจัดทำแผนการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งฯล่วงหน้าระยะ 5 ปี เพื่อให้การบริหารตำแหน่งของส่วนราชการมีความคล่องตัวมากขึ้น และให้เพิ่มเติมสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานบริการทางการแพทย์ จำนวน 5 สายงาน ได้แก่ สายงานสาธารณสุข สายงานฟิสิกส์การแพทย์ สายงานแพทย์แผนจีน สายงานกำหนดอาหาร และสายงานปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ ในบัญชีชื่อตำแหน่งสายงานแพทย์ฯ
ทั้งนี้ เห็นควรให้กระทรวงสาธารณสุข ทบทวนการกำหนดตำแหน่งในสายงานที่ได้กำหนดเพิ่มใหม่ ให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจสอดคล้องกับหน้าที่หลักตามมาตรฐานวิชาชีพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการได้รับเงินประจำตำแหน่ง และรายงานผลให้สำนักงาน ก.พ.พราบต่อไป
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ก่อนเข้าสู่วาระเพื่อพิจารณา นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. ได้แจ้งให้ที่ประชุม ก.พ. รับทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าในการทดสอบนวัตกรรมต้นแบบเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการ (Sandbox) ตามมติ ก.พ. ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 โดยสำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับส่วนราชการต้นแบบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤฎีกา สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงาน ก.พ. เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการในภาพรวม และแนวทางการกำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายในการประเมินผลการปฏิบัติราชการให้มีความเข้มข้นและท้าทาย เพื่อให้สามารถจำแนกความแตกต่างของผลการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม
โดยในระยะต่อไป สำนักงาน ก.พ. มีกำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวทางการให้คำปรึกษา แนะนำ (Feedback) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการทดสอบนวัตกรรมในเรื่องดังกล่าว ต่อไป
วันเดียวกัน (29 ต.ค.) คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ที่มีนายปกรณ์ เป็นประธาน ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบในหลักการของมาตรการเกษียณายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีประเด็นสำคัญเป็นการกำหนดกรอบการดำเนินมาตรการฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยให้เริ่มออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2570 เป็นต้นไป หรือผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะต้องเป็นผู้ที่จะเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2571 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะมีสิทธิได้รับเงินก้อนเป็นจำนวน 8-18 เท่า ของเงินเดือนรวมเงินประจำตำแหน่ง (ถ้ามี) ขึ้นอยู่กับอายุราชการที่เหลือของผู้เข้าร่วมมาตรการฯ แต่ละคน และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการฯ ในบางประเด็นให้มีความสมบูรณ์ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร็วต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา