
"...พื้นที่นอนมาตรฐาน 1.6 ตารางเมตรต่อคน คือเกณฑ์ขั้นต่ำที่สุดในการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสุขอนามัย แต่ในโลกหลังกำแพงสูง มาตรฐานนี้เป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ เมื่อเรือนจำถึง 84% ทั่วประเทศ จำนวน 120 แห่งจาก 143 แห่ง ตกอยู่ในสภาวะเกินความจุอย่างวิกฤต..."
ท่ามกลางกำแพงสูงตระหง่านของเรือนจำทั่วประเทศ คำถามสำคัญที่นักสิทธิมนุษยชนและผู้วางนโยบายต่างตั้งข้อสงสัยคือ ระบบราชทัณฑ์ไทยกำลังทำหน้าที่ ‘คืนคนดีสู่สังคม’ หรือเป็นเพียง ‘โรงงานผลิตอาชญากร’ ที่ลดทอนความเป็นมนุษย์
สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human rights – FIDH) เผยแพร่รายงานสภาพเรือนจำของประเทศไทยประจำ ปี 2569 ที่ร่วมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และ Freedom bridge มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
งบประมาณหมื่นล้านที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบ สถิติล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 กลับพบตัวเลขที่น่าตื่นตระหนก จำนวนผู้ต้องขังพุ่งทะลุ 300,000 คนอีกครั้ง รวม 301,020 คน ทำลายสถิติขาลงตลอด 4 ปีที่ผ่าน ตัวเลขที่กลับมาเป็นขาขึ้นนี้สะท้อนว่า นโยบายสาธารณะของไทยกำลัง ‘ถอยหลังเข้าคลอง’

@ วิกฤตคนล้นคุก เรือนจำบุรีรัมย์ แออัดที่สุด 517%
พื้นที่นอนมาตรฐาน 1.6 ตารางเมตรต่อคน คือเกณฑ์ขั้นต่ำที่สุดในการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสุขอนามัย แต่ในโลกหลังกำแพงสูง มาตรฐานนี้เป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ เมื่อเรือนจำถึง 84% ทั่วประเทศ จำนวน 120 แห่งจาก 143 แห่ง ตกอยู่ในสภาวะเกินความจุอย่างวิกฤต
สภาวะคนล้นคุก ส่งผลโดยตรงต่อการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ และการจัดการความขัดแย้งภายในที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความแออัดพุ่งสูงจนน่าตกใจ
เรือนจำที่มีความแออัดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่
-
เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ เปอร์เซ็นต์การครองพื้นที่เกินพิกัด 517% ครองแชมป์แออัดที่สุดต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน
-
เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด เปอร์เซ็นต์การครองพื้นที่เกินพิกัด 221% เกินความจุมาตรฐานกว่า 2 เท่า
-
เรือนจำจังหวัดกระบี่ เปอร์เซ็นต์การครองพื้นที่เกินพิกัด 194% เผชิญวิกฤตพื้นที่นอนอย่างรุนแรง
วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นตามธรรมชาติ แต่มีต้นตอมาจาก "นโยบายยาเสพติด" ที่เปลี่ยนทิศทางจนทำให้ระบบยุติธรรมปลายทางต้องรับภาระหนักเกินขีดจำกัด

@นโยบายยาเสพติด กวาดต้อนผู้เสพ ดันยอดนักโทษพุ่ง 70%
ความผิดพลาดเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ‘กฎระเบียบการครอบครองเมทแอมเฟตามีนใหม่’ มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ที่ลดปริมาณยาเสพติดสำหรับการสันนิษฐานว่าครอบครองเพื่อเสพให้ต่ำลง
ผลลัพธ์เชิงสถิติในปี 2568 คือการกวาดต้อนผู้เสพกลับเข้าสู่เรือนจำในฐานะผู้ค้า ส่งผลให้สัดส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดพุ่งสูงถึง 70% ของประชากรเรือนจำทั้งหมด
นี่คือความล้มเหลวในการแยกผู้เสพออกจากผู้ค้าที่เคยเป็นหัวใจของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ดังที่รายงานระบุไว้
"ในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ต้องโทษประหารชีวิต ณ เดือนธันวาคม 2568 พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 98% ที่มาจากคดียาเสพติด สะท้อนถึงการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วนและขาดการคำนึงถึงมิติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง"
เมื่อนโยบายเน้นการจองจำมากกว่าการบำบัด แต่เครื่องมือทางเลือกกลับถูกระงับด้วยเหตุผลทางเทคนิค
@งบหมื่นล้านที่สูญเปล่า-วิกฤตกำไล EM
ในขณะที่งบประมาณกรมราชทัณฑ์พุ่งสูงขึ้นถึง 20% ตั้งแต่ปี 2564 จาก 1.4 หมื่นล้าน เป็น 1.7 หมื่นล้านบาท แต่ระบบกลับเผชิญกับภาวะ "อัมพาตเชิงปฏิบัติ" ระเบียบกรมราชทัณฑ์ปี 2566 ที่มุ่งเน้นการคุมขังนอกเรือนจำเพื่อลดความแออัด กลับไม่สามารถนำมาใช้จริงได้อย่างมีนัยสำคัญ
อุปสรรคสำคัญคือ ความล่าช้าเชิงเทคนิค จากการขาดแคลนอุปกรณ์ EM โดยในปีงบประมาณ 2569 มีงบประมาณถึง 177.7 ล้านบาท ที่ยังรอการอนุมัติเพื่อจัดซื้อกำไล EM จำนวน 20,000 เครื่อง ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความล่าช้านี้คือ งบประมาณค่าอาหารที่ถูกบีบให้เหลือเพียง 48 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ามาตรฐานโภชนาการขั้นต่ำ
@ปริศนาหลังกำแพง-ความจริงของการเสียชีวิต
ภายใต้มาตรฐานสากล (OPCAT) การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ (Independent Monitoring) คือกลไกสำคัญในการป้องกันการทรมาน แต่รายงานปี 2569 ชี้ให้เห็นถึง "ความไม่โปร่งใส" ที่จงใจปกปิดสภาวะภายใน
ในปี 2568 FIDH และ สสส. ยื่นขอเข้าเยี่ยมเรือนจำ 13 แห่ง แต่ได้รับอนุญาตเพียง 1 แห่ง คือทัณฑสถานหญิงกลาง โดยข้อมูลที่ได้มายังน่ากังขาเนื่องจากผู้ต้องขังถูก "คัดเลือกมาล่วงหน้า" โดยเจ้าหน้าที่ และการสัมภาษณ์ถูกสอดส่องผ่านฉากกั้นกระจกใสตลอดเวลา
"คณะทำงานสหประชาชาติ (Working Group on Discrimination Against Women and Girls) แสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่ถูกขัดขวางไม่ให้ติดต่อกับผู้ต้องขังเป็นการส่วนตัวและปราศจากการสอดส่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขสากลในการตรวจเยี่ยมประเทศอย่างร้ายแรง"
ความลึกลับหลังกำแพงนี้นำไปสู่ข้อสงสัยที่ดำมืดที่สุด นั่นคือความตายที่เป็นปริศนาในสถานกักขัง
การเสียชีวิตของผู้ต้องขังในความดูแลของรัฐยังคงเป็นคำถามเชิงจริยธรรมที่ใหญ่ที่สุด กรณีของ ‘อดีตผู้กำกับโจ้’ เสียชีวิตในห้องขังเดี่ยว เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ทางการระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ครอบครัวยังมีข้อสงสัย และกรณีของ ‘บุ้ง เนติพร’ นักกิจกรรมทางการเมืองที่อดอาหารประท้วงจนเสียชีวิต ที่การไต่สวนยังไม่จบสิ้น สะท้อนถึงความบกพร่องของระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
@เครื่องนอนที่ได้เพียง ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน
นอกจากนี้ การนำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสภาพการคุมขังไปปฏิบัติในแต่ละเรือนจำมีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนั่นหมายถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกคุมขังที่โดนลดทอนลงไปด้วย จากข้อมูลในรายงาน ระบุว่า
-
ขนาดพื้นที่ส่วนตัว ในห้องขังมาตรฐานที่ดีที่สุดอยู่ที่ 1.6 ตารางเมตร ต่อคน ขณะที่แย่ที่สุดนั้นมีความแออัดสูงโดยมีพื้นที่เพียง 0.48 ตารางเมตร ต่อคน
-
เครื่องนอน ดีที่สุดคือการได้รับ เบาะนอนและผ้าห่ม 1 ผืน ส่วนแย่ที่สุดคือการได้รับเพียง ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน
-
สุขอนามัยของผู้ต้องขังหญิง ดีที่สุดมีการแจกผ้าอนามัยให้ 12 ชิ้นต่อเดือน แย่ที่สุดได้รับเพียง 6 ชิ้นต่อ 6 เดือน
-
การใช้น้ำและเวลาอาบน้ำ ระยะเวลาที่น้ำไหลในห้องขังต่อวัน ดีที่สุดอยู่ที่ 4 ชั่วโมง แย่ที่สุดมีน้ำไหลเพียง 1 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาในการอาบน้ำ ดีที่สุดได้รับเวลา 10 นาที แย่ที่สุดเพียง 2 นาที
-
การรักษาพยาบาล ความถี่ที่แพทย์เข้าตรวจ ดีที่สุดคือ ทุกวัน แย่ที่สุดคือ สัปดาห์ละครั้ง ส่วนระยะเวลารอคอยเพื่อรับการรักษาหรือรับยา ดีที่สุดใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง แย่ที่สุดต้องรอนานถึง 1 สัปดาห์
-
โภชนาการ จำนวนมื้ออาหารที่ได้รับต่อวัน ดีที่สุดคือ 3 มื้อ แย่ที่สุดคือ 2 มื้อ
-
ค่าตอบแทนการทำงาน รายเดือนที่ดีที่สุดอยู่ที่ 5,000 บาท ส่วนแย่ที่สุดได้รับค่าตอบแทนเพียง 90 บาท
-
การติดต่อกับโลกภายนอก
-
การเยี่ยมญาติแบบพบหน้า ดีที่สุดอนุญาตให้เยี่ยมได้ ทุกวัน แย่ที่สุดคือ สัปดาห์ละครั้ง
-
การเยี่ยมญาติแบบออนไลน์ ดีที่สุดอนุญาตให้เยี่ยมได้ ทุกวัน แย่ที่สุดคือ เดือนละ 2 ครั้ง
-
ความถี่ในการส่งจดหมาย ดีที่สุดสามารถส่งจดหมายได้ ทุกวัน แย่ที่สุดอนุญาตให้ส่งได้เพียง สัปดาห์ละครั้ง
-

อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่เพิ่มขึ้น 20% ของกรมราชทัณฑ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตหรือความโปร่งใส ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันในพิธีสารเลือกรับ (OPCAT) เพื่อสร้างกลไกป้องกันระดับชาติ (NPM) ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของฝ่ายบริหาร ความจริงหลังกำแพงก็จะยังคงถูกบิดเบือน
คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมหาทางออกต่อคือ ในวันที่เรือนจำแบกรับคนเกินพิกัดถึง 517% และงบประมาณอาหารจำกัดเพียง 48 บาทต่อวัน เรากำลังใช้ภาษีหมื่นล้านเพื่อขัดเกลาพฤติกรรมมนุษย์ หรือกำลังใช้มันเพื่อกักขังและทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้สิ้นซาก

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา