“…การตัดสินลงโทษผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจน แค่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมโน้มเอียงไปในทางไม่ซื่อสัตย์ ก็อาจเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไต่สวนได้ ไม่ต้องถามหาใบเสร็จรับเงิน และหากผู้ต้องหาถูกตัดสินว่าผิดจริงต้องรับโทษอย่างรุนแรง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง…”
............................................
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ครม. มีมติรับทราบ 'มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับสินบน' ตามที่ คณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ซึ่งประกอบด้วย 8 ประเด็น ได้แก่ 1.เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2.ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทุจริต 3.เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน 4.กำหนดนโยบายเร่งรัดผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย 5.ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงทุจริต การรับและให้สินบน
6.พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต 7.ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการต่อต้านการให้สินบน และ8.รณรงค์เสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ การปลูกฝังจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริตการรับและให้สินบน
ทั้งนี้ ครม.มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และสรุปผลการพิจารณาเสนอ ครม. ต่อไป (อ่านประกอบ : ครม.รับทราบข้อเสนอแนะ‘ป.ป.ช.’ชง 8 มาตรการป้องกันทุจริต‘รับสินบน’-มอบ‘ป.ป.ท.’เจ้าภาพ)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการจัดทำ ‘มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน’ ของ ป.ป.ช. ดังกล่าว สำนักงานมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ศึกษาแนวทางและมาตรการต่อต้านการให้และเรียกรับสินบนในต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาจัดทำมาตรการฯ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
@‘สิงคโปร์’บันทึกข้อมูล‘รับของกำนัล-เลี้ยงรับรอง’เป็นลายลักษณ์อักษร
กรณีศึกษาแนวทางและมาตรการต่อต้านการให้และเรียกรับสินบนในต่างประเทศ
จากรายงานการวิจัย เรื่อง การจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของบรรษัทข้ามชาติและนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้แทนบรรษัทข้ามชาติ จำนวน 302 ราย
พบว่า จากประสบการณ์การลงทุนและประกอบธุรกิจในต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐของประเทศที่มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจมากที่สุดในทวีปเอเชีย 3 อันดับแรก คือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ (ร้อยละ 53.15) รองลงมาเป็นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (ร้อยละ 28.32) และสาธารณรัฐเกาหลี (ร้อยละ 12.59)
โดยคณะผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้แทนองค์กรดังกล่าว เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขและป้องกันการติดสินบนในกระบวนการลงทุนและประกอบธุรกิจ มีรายละเอียดดังนี้
(1) สาธารณรัฐสิงคโปร์
ได้มีการจัดตั้งสำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน (CPIB) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐและเอกชน
หน่วยงานดังกล่าวนี้ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2495 (ค.ศ.1952) มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนตามมาตรา 241 ของกฎหมายป้องกันการทุจริตแห่งประเทศสิงคโปร์ (The Prevention of Corruption Act) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การรับเรื่องราวร้องทุกข์และสืบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
การสืบสวนการประพฤติหรือปฏิบัติงานโดยมิชอบ (malpractices) ของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการพิจารณาพฤติกรรมและกระบวนการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการในการให้บริการสาธารณะ เพื่อลดโอกาสของการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
หน่วยงานสืบสวนการประพฤติทุจริต หรือ CPIB ถือเป็นหน่วยงานอิสระด้านการปราบปรามการทุจริตที่มีความเข้มแข็ง ปราศจากการแทรกแซงต่างๆ จากกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มการเมืองในทุกระดับ
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่น และการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามปัญหาการทุจริตของ นายลี กวน ยิว นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ ที่มีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ ในการเรื่องปราบปรามการทุจริตภายในประเทศให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร ส่งผลให้ CPIB สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
สำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน (CPIB) ได้มีแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการติดสินบน ด้วยการกำหนดขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่ชัดเจน ,การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการรับของขวัญและกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เนื่องจากการให้ของขวัญ ของกำนัล หรือกิจกรรมบันเทิงต่างๆ บ่อยครั้ง มีมูลค่าสูง หรือกระทำโดยจงใจ เพื่อนำมาซึ่งความได้เปรียบทางธรุกิจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งลดความเสี่ยงทุจริตได้
โดยกำหนดให้มีนโยบายบันทึกข้อมูลการรับของที่ระลึก ของกำนัล หรือการเลี้ยงรับรอง ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง และภาคธุรกิจควรรับทราบถึงนโยบายการรับของขวัญและการเลี้ยงรับรองของหน่วยงานภาครัฐด้วย ,การจัดทำระบบการประกาศเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่บังคับใช้ และมีการจัดทำแบบฟอร์ม สำหรับบันทึกข้อมูลสำหรับพนักงานทุกระดับ
และการกำหนดนโยบายแจ้งเบาะแสการทุจริต หรือช่องทางแสดงความเห็นที่มีความสะดวก เพื่อทำให้ผู้แจ้งเบาะแสมั่นใจว่า จะได้รับการปกป้องจากการถูกระบุตัวตน ซึ่งวิธีการที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การอนุญาตให้ส่งรายงานเบาะแสการทุจริตโดยไม่ระบุชื่อผ่านทางอีเมล์ (email) หรือหมายเลขโทรศัพท์ รวมถึงหลักการสำคัญในการดำเนินงานด้านต่อต้านการทุจริตของ CPIB จะมี 3 ด้าน
คือ เพิ่มความยืดหยุ่นของตัวบทกฎหมายเพื่อให้สามารถปรับแก้ได้สะดวกจะได้ทันสมัยอยู่เสมอ ,การตัดสินลงโทษผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจน แค่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมโน้มเอียงไปในทางไม่ซื่อสัตย์ ก็อาจเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไต่สวนได้ ไม่ต้องถามหาใบเสร็จรับเงิน
และหากผู้ต้องหาถูกตัดสินว่าผิดจริงต้องรับโทษอย่างรุนแรง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง นอกจากจะต้องรับโทษตามกฎหมาย และจ่ายค่าปรับแล้ว ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนเงินที่รับมา
และแนวทางการพัฒนากระบวนการต่อต้านการทุจริตของ CPIB จะให้ความสำคัญกับการพัฒนากฎหมายกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ให้มีความสอดคล้อง และเท่ากันกับสถานการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
@‘ฮ่องกง’ใช้‘ยุทธศาสตร์ 3 ประสาน’สกัดการให้-เรียกรับสินบน
(2) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง ก่อนหน้าที่จะมีการปฏิรูประบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่ภายในประเทศ ฮ่องกงถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาการทุจริตค่อนข้างสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรมตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจรับสินบนจากองค์กรอาชญากรรมที่เรียกค่าคุ้มครองจากกิจการธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกิจการหาบเร่แผงลอย เด็กขัดรองเท้า หญิงบริการทางเพศ ร้านอาหาร คนลากรถ คนขับแท็กซี่ คาสิโน ฯลฯ มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะจนกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ
แต่เมื่อรัฐบาลเริ่มเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง กลับมีอัตราการทุจริตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจนกลายเป็นแบบอย่างให้ประเทศต่างๆ นำเอารูปแบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในประเทศ
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง คือ คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (Independent Commission Against Corruption) หรือ ICAC ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.2517 (ค.ศ.1974)
คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ได้มีแนวทางการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการให้และเรียกรับสินบนในกระบวนการลงทุนและประกอบธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยใช้หลักการที่เรียกว่า "Three-Pronged" หรือยุทธศาสตร์ 3 ประสาน ประกอบด้วย (1) การบังคับใช้กฎหมาย (law enforcement) (2) การป้องกัน (prevention) และ (3) การสร้างความตระหนักร่วมของสาธารณะ (education)
โดย ICAC ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับรู้และรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วนในสังคมที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานต่อต้านการทุจริตและการกำหนดแนวทางหรือมาตรการต่างๆ ของ ICAC ในการต่อต้านการทุจริต จึงอยู่ในรูปแบบแบบผสมผสาน (Hybrid Model)
คือ เป็นการผสมผสานระหว่าง Top-down Model กับ Bottom-up model เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน
ICAC ได้กำหนดปัญหาความเสี่ยงการติดสินบนเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นตอนที่ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาลงทุนก่อตั้งธุรกิจ และ 2.ขั้นตอนที่ภาคธุรกิจเอกชนได้จัดตั้งและประกอบธุรกิจแล้ว
โดยในส่วนของขั้นตอนที่ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาลงทุนก่อตั้งธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทาง ICAC ได้ทำงานบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลงทุน และประกอบธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนมั่นใจว่า หน่วยงานภาครัฐจะทำงานตามกฎหมายและกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา
ICAC ยังมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงาน และแนะนำให้หน่วยงานภาครัฐแก้ไขและพัฒนากระบวนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างโปร่งใส
สำหรับในขั้นตอนที่ภาคธุรกิจเอกชนได้จัดตั้งและประกอบธุรกิจในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแล้ว ทางเขตการบริหารพิเศษฮ่องกง ได้มีการจัดตั้งแผนกการค้าและอุตสาหกรรม (Trade and Industry Department (TID)) และ TID ในนามของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลต่างประเทศ
ข้อตกลงทางการค้านี้ TID ได้ขอคำแนะนาจาก ICAC ในการกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขทางการค้าด้านการป้องกันการทุจริตในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และคู่ค้าดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อตกลง ซึ่งทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่า บริษัทจะได้รับการปกป้องจากการทุจริตตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อตกลง
นอกจากนี้ ICAC ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาด้านจริยธรรมทางธุรกิจของฮ่องกง (HKBEDC) เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทในภาคธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลการกำหนดแนวทางและแนวปฏิบัติสำหรับบริษัท เพื่อให้สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทจะมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ICAC จึงมีต้นแบบ (template) และเอกสารตัวอย่างต่างๆ สำหรับบริษัทที่จะกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็ง และครอบคลุมต่อการควบคุมภายในของบริษัท และการดำเนินงานของ ICAC จะทำให้นักลงทุนและบริษัทต่างๆ ที่ก่อตั้งในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงมั่นใจได้ว่า การประกอบธุรกิจจะได้รับการปกป้องจากการทุจริต
รวมถึง ICAC ได้จัดประชุมเพื่อเจรจาร่วมกับฝ่ายบริหารและผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการต่างๆ ในเรื่องของการต่อต้านการทุจริตเป็นประจำทุกปีหรือทุกรอบ 6 เดือน ผู้บริหารระดับสูงของ ICAC และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของหน่วยงานภาครัฐ จะร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางและแผนต่อต้านการทุจริต เพื่อให้ ICAC มีข้อมูลที่เสี่ยงต่อการทุจริตของหน่วยงานต่างๆ มากเพียงพอ ที่จะเสนอแนะแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ภายหลังจากการประชุมหารือ ICAC จะมีการติดตามผลการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดย ICAC ได้ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการต่อต้านการทุจริต เนื่องจาก ICAC มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,800 คน จึงไม่สามารถดำเนินการต่อต้านการทุจริตได้ทั้งหมด
ประกอบกับ ICAC ได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้การป้องกันการติดสินบน ในกระบวนลงทุนและการประกอบธุรกิจในเขตการบริหารพิเศษฮ่องกง โดยเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ส่งเสริมรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ทำให้กระบวนการอนุมัติอนุญาตเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ภาคเอกชน นิติบุคคล และประชาชนไม่ต้องใช้ระยะเวลารอนาน และให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
โดย ICAC จะมีฝ่ายปฏิบัติการ (Operations Department) ที่รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้และเรียกรับสินบน และ ICAC มีคณะกรรมการอิสระไม่อยู่ภายใต้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ICAC จะสามารถรายงานการทุจริตต่อผู้บริหารระดับสูงของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง จึงทำให้มั่นใจได้ว่า ICAC จะไม่ถูกขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
@‘เกาหลีใต้’เข้มงวดบังคับใช้กม.กำกับดูแล‘การรับปย.ตอนแทน’
(3) สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
การประกาศสงครามกับปัญหาการทุจริตภายในประเทศของประเทศเกาหลีใต้ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2545 จากการประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริต (The Anti-Corruption Act)
โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาหนึ่งชุดชื่อว่า คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตแห่งชาติเกาหลีใต้ (Korea Independent Commission Against Corruption) หรือ KICAC ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับชาติ มีสถานะเทียบเท่ากระทรวง
มีหน้าที่หลักในการจัดวางนโยบาย การประเมินผลด้านนโยบายต่อต้านการทุจริต การให้ความคุ้มครองปกป้องแก่ผู้แจ้งเบาะแส รวมตลอดถึงติดตามและตรวจสอบกิจกรรมของนักการเมือง และข้าราชการระดับสูงภายในประเทศ
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งเกาหลีใต้ (Anti-Corruption and Civil Rights Commission of Korea: ACRC) เป็นการควบรวม 3 หน่วยงานเข้าไว้ด้วยกัน
ได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งเกาหลีใต้ ,คณะกรรมการอิสระต่อต้านคอร์รัปชันแห่งเกาหลีใต้ และคณะกรรมการรับเรื่องอุทธรณ์การบริหารงาน รวมเข้ากับผู้ตรวจการรัฐสภาแห่งเกาหลีใต้ และคณะกรรมการรับเรื่องอุทธรณ์การบริหารงาน เพื่อเป็นการควบคุมสิทธิพลเมืองให้มีประสิทธิภาพไว้ในหน่วยงานเดียว โดยเปลี่ยนชื่อมาเป็น ACRC
ACRC ได้มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกำกับดูแลการรับสิ่งของหรือผลประโยชน์ตอบแทน เรียกว่า "Improper Solicitation and Graft Act 2015" whs "Act on the Prevention of Conflict of interest Related to Duties of Public Servants 2021 อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับผลประโยชน์อื่นใดหรือกระทำการที่เป็นกันขัดกันแห่งผลประโยชน์
อีกทั้งได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงบริบทสังคมและทัศนคติความคาดหวังของผู้มีส่วนเสียภายใน และภายนอกองค์กร ได้แก่ ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ผู้บริหารและพนักงานบริษัท พันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับบริษัท รัฐบาลและชุมชนท้องถิ่น และผู้บริโภค
ให้สนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและภาคธุรกิจที่มีการดำเนินงานที่โปร่งใส และต่อต้านบริษัทที่ประกอบธุรกิจอย่างไม่ตรงมา เช่น การติดสินบน จึงมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาบริบทสังคมให้เอื้อต่อการดำเนินงานที่ไปร่งใสทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะสำหรับบริษัทเอกชนในการจัดทำแผนต่อต้านการทุจริตและมาตรฐานความชื่อสัตย์ และการดำเนินการ เพื่อต่อต้านการทุจริต โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ การจัดทำระบบรายงานการทุจริต ,การจัดทำระบบป้องกันการรับและเรียกรับสินบนที่ไม่เหมาะสม ,การจัดทำระบบแจ้งเบาะแสสาธารณะ
การจัดทำระบบตรวจสอบภายในเพื่อป้องกันการทุจริต หรือการดำเนินงานที่ไม่เหมาะสม อันจะนำมาซึ่งความเสียหาย ,การสร้างระบบการให้รางวัลแก่พนักงานที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อต้านการทุจริต และลงโทษผู้บริหารหรือพนักงานที่กระทำการทุจริต และการอบรมให้ความรู้ผู้บริหารและพนักงานเรื่องของการดำเนินงานอย่างชื่อสัตย์สุจริต
ในอนาคต ACRC ได้มีการวางแผนที่จะสนับสนุนบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการในประเทศเพื่อส่งเสริมการใช้โปรแกรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านจริยธรรมและความโปร่งใส Integrity and Ethics Compliance Program: K-CP) สำหรับภาคธุรกิจ โดยให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ
@‘จีน’ยึดหลัก‘ไม่ทุจริต 3 ประการ’ ใช้‘AI-Big Data’จับทุจริต
(4) สาธารณรัฐประชาชนจีน
สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศหนึ่งที่ค่อนข้างตระหนัก และเอาจริงเอาจังกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคม โดยมีแนวทางหรือมาตรการสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น
1.นโยบายของผู้นำประเทศ โดยประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน สี จิ้น ผิง ได้ให้ความสำคัญและการเอาจริงเอาจังในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของจีน มีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับปัญหาที่หยั่งรากลึกมานานนี้ไปทั่วทุกหัวระแหงของสังคมจีนให้ได้
2.การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยคณะกรรมการการตรวจสอบวินัยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Commission for Discipline Inspection) หรือ CCDI ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในสาธารณรัฐประชาชนจีน
และคณะกรรมการกำกับและตรวจสอบแห่งชาติ (National Supervisory Commission) หรือ NSC ทำหน้าที่ร่วมกับ CCDI ในการตรวจสอบและดำเนินการกับการทุจริตในภาครัฐ มีแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจสอบ และการเสริมสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์
3.การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีการขับเคลื่อนโดยยึดหลัก “ไม่ทุจริต 3 ประการ" (Three No-Corruptions) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ในการต่อสู้กับการทุจริต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์
โดยหลัก “ไม่ทุจริต 3 ประการ" (Three No-Corruptions) ได้แก่
(1) ไม่กล้าทุจริต การทำให้คน “กลัว” ที่จะทุจริต ผ่านการลงโทษอย่างรุนแรง การสอบสวน และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอย่างจริงจัง ใช้มาตรการทางกฎหมายและการลงโทษทางวินัย
(2) ไม่สามารถทุจริต การป้องกันระบบและช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต เช่น การตรวจสอบ การจัดการงบประมาณที่โปร่งใส และการควบคุมกลไกอำนาจ ปรับปรุงระบบ กลไกการตรวจสอบ และการบริหาร
(3) ไม่อยากทุจริต การปลูกฝังจริยธรรม ความซื่อสัตย์ และคุณธรรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี มีการอบรมคุณธรรม และเน้นอุดมการณ์
4.ระบบบริการภาครัฐสมัยใหม่ โดยศูนย์บริการกิจการภาครัฐ เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยียูนนาน (Yunnan Economic and Technological Development Zone One-Stop Service Center) เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออานวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของมณฑลยูนนาน
โดยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังตลาดจีน โดยเฉพาะในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี วัตถุประสงค์หลักของศูนย์บริการฯ คือ
-การให้คำปรึกษาและข้อมูล: ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของยูนนาน รวมถึงขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมาย
-ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การยื่นขออนุญาตและใบอนุญาต: ช่วยเหลือในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
-การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ
-การสนับสนุนด้านการลงทุน: ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนต่างๆ สำหรับนักลงทุน
5.นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปฏิบัติงานของ Big Data โดยสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิบัติงานของ Big Data มาปรับใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลภาครัฐอย่างชัดเจน กับการ “ทำความสะอาดระบบราชการ” และส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในยุคที่จีนให้ความสำคัญ เช่น
-AI และ Big Data ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ โดยสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเงินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น การใช้จ่ายผิดปกติ ทรัพย์สินที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ หรือความเชื่อมโยงกับธุรกิจบางประเภท
ตัวอย่าง: การจับคู่ข้อมูลระหว่างฐานภาษี รายการเดินบัญชี บัญชีทรัพย์สิน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต (จากกล้องวงจรปิด, ระบบจดจำใบหน้า)
-ระบบ “โครงข่ายตรวจจับการทุจริต” (Corruption Risk Map) โดยใช้ Big Data เพื่อสร้าง “แผนที่ความเสี่ยง” แสดงหน่วยงานหรือบุคคลที่มีโอกาสทุจริตสูง พัฒนาโดยสำนักงานตรวจสอบและควบคุมของจีน (National Supervisory Commission) ร่วมกับภาควิชาการและเทคโนโลยี
-การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยนำข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Procurement), ระบบการอนุมัติงบประมาณ, และระบบ HR ของภาครัฐ มาประมวลผลแบบเรียลไทม์ ใช้เพื่อแจ้งเตือนเหตุการณ์ที่น่าสงสัย ก่อนเกิดการทุจริตจริง
“จีนปราบโกง ทำจริงไม่ละเว้น” การให้เงินหรือทรัพย์สินอันมีค่าแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออำนวยความสะดวก ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของจีนที่มีมาแต่โบราณ จนเรียกติดปากว่าเป็น “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ที่ยินดีทั้งผู้ให้ พอใจทั้งผู้รับ เหมือนให้โดยเสน่หา
แต่นานวันกลายเป็นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย กลายเป็นรายได้พิเศษของเจ้าหน้าที่รัฐจากการรีดไถ่ประชาชน กลายเป็นช่องทางนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันอีกมากมาย ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่อาจยอมรับได้
ในยุคของสี จิ้น ผิง นับตั้งแต่ปี 2012 ได้ประกาศปราบปรามพวกโกงบ้านกินเมือง ซึ่งถือว่าเป็นพวก “เซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติ” ที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ซึ่งแม้จะผ่านมากว่าหนึ่งทศวรรษ ท่านผู้นำสีฯ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะปราบโกงอย่างต่อเนื่อง
จากการจัดอันดับดัชนีคอร์รัปชั่นโลก (Corruption Perception Index – CPI) พบว่า จีนมี 42 คะแนนในปี 2023 โดยอันดับของจีนขยับมาเป็นที่ 76 ของโลก จาก 180 ประเทศ
จีน ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ขึ้นมาตรวจสอบพฤติกรรมและฐานะของสมาชิกพรรค โดยเฉพาะ
จีนปฏิรูปสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.จีน) ให้สามารถทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน สตง.จีน มีผู้ตรวจสอบ 200,000 คน แบ่งเป็น 7,000 ทีม ทำภารกิจตรวจสอบการรั่วไหลและการทุจริตประพฤติมิชอบในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ
นอกจากนี้ สตง.จีน ยังได้พัฒนานวัตกรรมการตรวจสอบแบบ “Real-time Audit” สามารถตรวจสอบให้เป็นปัจจุบัน ช่วยให้อุดรูรั่วก่อนเกิดการทุจริตหรือลดความเสียหายจากการผลาญเงินแผ่นดิน
@เปิดเกณฑ์ 4 ปท./เขตเศรษฐกิจ ตีกรอบ‘จนท.รัฐ’รับทรัพย์สินฯ
ตัวอย่างการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าพนักงานของรัฐในต่างประเทศ
ในต่างประเทศ ก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าพนักงานของรัฐ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริบทหรือสภาพสังคมในประเทศนั้นๆ โดยมีตัวอย่าง ดังนี้
เขตบริหารพิเศษฮ่องกง
การรับของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นที่ไม่มีเจตนาติดสินบน และโดยไม่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในฐานะที่ผู้รับเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้
ของขวัญ/ส่วนลด/ค่าโดยสาร
ญาติ: สามารถให้ทรัพย์สินนั้นหรือประโยชน์อื่นใดได้โดยไม่จำกัดมูลค่า
เพื่อนสนิท: สามารถให้ได้ในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด มูลค่าไม่เกิน 3,000 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 12,700 บาท) และในโอกาสอื่นๆ ที่นอกเหนือโอกาสพิเศษ มูลค่าไม่เกิน 500 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 2,120 บาท)
ผู้ประกอบธุรกิจหรือบริษัท: สามารถให้ได้โดยไม่จำกัดมูลค่า
ส่วนบุคคลอื่น: สามารถให้ได้ในโอกาสพิเศษมูลค่าไม่เกิน 1,500 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 6,360 บาท) และในโอกาสอื่นๆ ที่นอกเหนือโอกาสพิเศษ มูลค่าไม่เกิน 250 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 1,060 บาท)
โดยมีเงื่อนไขการให้ ดังนี้ ผู้ให้ต้องไม่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ติดต่อหรือประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เป็นต้นสังกัดของผู้รับ โดยเป็นการให้ตามความสามารถส่วนตัวของเจ้าพนักงานของรัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นการให้ที่เท่าเทียมกับการให้บุคคลอื่นที่มิได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
การกู้ยืมเงิน
ญาติ: สามารถให้กู้ยืมเงินได้ไม่จำกัดจำนวน
เพื่อนสนิท: สามารถให้กู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 3,000 เหรียญฮ่องกง ต่อบุคคลต่อโอกาส (ประมาณ 12,700 บาท)
ผู้ประกอบธุรกิจหรือบริษัท: สามารถให้กู้ยืมเงินได้ไม่จำกัดจำนวน
ส่วนบุคคลอื่น: สามารถให้กู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 1,500 เหรียญฮ่องกง ต่อบุคคลต่อโอกาส (ประมาณ 6,360 บาท)
โดยมีเงื่อนไขของการกู้ยืม ดังนี้ ผู้ให้กู้ต้องไม่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ติดต่อ หรือประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เป็นต้นสังกัดของผู้กู้ เป็นการให้กู้ตามความสามารถส่วนตัวของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นการกู้ยืมเงินจากญาติหรือเพื่อนสนิทผู้กู้ต้องชำระคืนภายใน 30 วัน
ส่วนการกู้ยืมเงินจากผู้ประกอบธุรกิจหรือบริษัทที่เป็นธุรกิจปกติของผู้ให้กู้ ต้องมีเงื่อนไขการกู้ยืมแบบเดียวกับการให้บุคคลอื่นที่มิได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
สาธารณรัฐเกาหลีมีกฎหมาย IMPROPER SOLICITATION AND GRAFT ACT หรือที่เรียกว่า Kim Young-ran Act กำหนดมิให้เจ้าพนักงานของรัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ดังต่อไปนี้
1.อาหารรับได้ไม่เกิน 30,000 วอน (ประมาณ 840 บาท)
2.ของขวัญรับได้ไม่เกิน 50,000 วอน (ประมาณ 1400 บาท)
3.โอกาสแสดงความยินดีได้ไม่เกิน 100,000 วอน (ประมาณ 2,800 บาท)
เว้นแต่เงินหรือประโยชน์อื่นใดที่ญาติของเจ้าพนักงานของรัฐให้และตามที่กฎหมายอื่นกำหนด
อีกทั้งหากรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกิน 1,000,000 วอน (ประมาณ 28,000 บาท) ต่อครั้ง หรือ 3,000,000 วอน (ประมาณ 84,000 บาท) ต่อหนึ่งปีงบประมาณจากบุคคลเดียวกัน โดยไม่ว่าจะเป็นการให้มาจากกรณีใด เช่น การอุดหนุน การบริจาค ฯลฯ หากละเมิดกฎหมายนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000,000 วอน (ประมาณ 840,000 บาท)
มาเลเซีย
ประเทศมาเลเซีย ไม่มีกฎหมายห้ามรับทรัพย์สินไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีแนวทางการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ คือ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญเกินมูลค่าร้อยละ 25 ของเงินเดือน หรือไม่เกิน 500 ริงกิต (ประมาณ 4,000 บาท) อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีมูลค่าต่ำกว่า
ถ้าของขวัญมีมูลค่าเกินที่กำหนดไว้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชา แต่สามารถรับของขวัญที่มีมูลค่าเกิน 500 ริงกิต (ประมาณ 4,000 บาท) ได้ในบางกรณี อาทิ งานแต่งงาน การเกษียณอายุ เป็นต้น
เวียดนาม
ประเทศเวียดนาม ได้มีข้อตกลงกับเจ้าพนักงานของรัฐ โดยห้ามเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แต่มีข้อยกเว้นให้เจ้าพนักงานของรัฐสามารถรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดได้ ในช่วงเทศกาล วันสำคัญ หรือโอกาสพิเศษ อาทิ วันปีใหม่ งานแต่งงาน งานศพ หรือการรับจากการเยี่ยมเจ้าพนักงานของรัฐที่มีอาการป่วย
และทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดนั้น ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 500,000 ดอง (ประมาณ 720 บาท) โดยถ้าทรัพย์สินที่ได้รับมีมูลค่าเกิน 500,000 ดอง (ประมาณ 720 บาท) จะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชา
เหล่านี้เป็นผลศึกษาเกี่ยวกับ ‘แนวทางและมาตรการต่อต้านการให้และเรียกรับสินบนในต่างประเทศ’ ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ทำการศึกษาฯ ก่อนนำมาประกอบการพิจารณาจัดทำ ‘มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน’ ซึ่ง ครม.มีมติรับทราบไปเมื่อเร็วๆนี้
อ่านประกอบ :
ครม.รับทราบข้อเสนอแนะ‘ป.ป.ช.’ชง 8 มาตรการป้องกันทุจริต‘รับสินบน’-มอบ‘ป.ป.ท.’เจ้าภาพ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา