
ส่องงบการเงิน 2 บิ๊กรับเหมา ‘เพาเวอร์ไลน์-เนาวรัตน์ฯ’ หลังเจอศึกหนักหลายด้าน ‘เพาเวอร์ไลน์’ ระอุเจอทั้งกระทรวงมหาดไทยใหม่ยังไม่เสร็จ ค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้าง ด้าน ‘เนาวรัตน์’ ถูกร้องเรียนกรณีส่อขาดคุณสมบัติรับงานอุโมงค์น้ำของกทม. หลังผลประกอบการขาดทุนอ่วมจนต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 หลังจากที่สำนักข่าวอิศรารายงานถึงกรณีที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประเด็นความล่าช้าของโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ระยะที่ 1 และ เหตุผลการเดินหน้าระยะที่ 2 ทั้งที่โครงการฯ ระยะที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จ
ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยรายงานว่า ศูนย์ราชการฯ ระยะแรก เรียกว่า มหากาพย์ เพราะใช้เวลาก่อสร้างมายาวนานวันนี้ 11 ปีแล้ว ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่งความคืบหน้าของดำเนินการก่อสร้างได้เพียงร้อยละ 34.10
“ปัญหาของประเทศไทย ใครก็ตามประมูลต่ำสุด ก็ต้องได้ไป เป็นสิ่งที่กำหนดไว้อย่างนั้น พอมันฟันราคาปัง โครงการนี้ถูกฟันราคามาก (ต่ำกว่าราคามาก) เลยนะ 500 ล้าน ก็ต้องดำเนินการ ก็ต้องประกาศผู้ชนะ กระทรวงมหาดไทยก็พยายามควบคุม โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ช่วงแรก ๆ ดี ช่วงแรก ๆ ส่วนต่างระหว่างการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนดีมาก แต่ในช่วงหลังเริ่มขาดสภาพคล่อง ต้องไปประมูลงานอื่นเพื่อไปเอาเงินประกันล่วงหน้า มาโปะ เป็นอย่างนี้เป็น วัวพันหลักไปเรื่อยๆ”นายอรรษิษฐ์กล่าว
นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามก็ต้องแก้ไขปัญหา โดยกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือไปถึงผู้ควบคุมงานดำเนินการกำกับผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามแผนงานการก่อสร้าง นอกจากนี้ผู้รับจ้างยังมีการขอเพิ่มวงเงินจากธนาคารกรุงไทย ราว 900 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะติดตามอย่างใกล้ชิด
“ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องปรับตามสัญญาและพิจารณายกเลิกสัญญา”นายอรรษิษฐ์กล่าว
โดยล่าสุด สำนักข่าวอิศราได้รายงานไปแล้วว่า ผู้ชนะการเสนอราคาโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการฯ ระยะที่ 1 คือ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเสนอราคาไว้ที่ 5,574.500, ล้านบาท จากราคากลาง 6,002.390 ล้านบาท (ราคากลางคำนวณ ณ วันที่ 1 มิ.ย.2563 มีนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการ) ต่ำกว่าราคากลาง 427.890 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตามสัญญา เริ่มต้น วันที่ 1 ต.ค.2564 สิ้นสุดสัญญา 29 กันยายน 2569
โดยปัจจุบันมีสถานะสัญญา ส่งงานล่าช้ากว่ากำหนดนั้น
อ่านประกอบ 1.เปิดTOR 'ศูนย์ราชการฯมหาดไทย' ปรับล่าช้า 0.10%ของวงเงินตามสัญญา/วัน-ห้ามจ้างช่วงให้ผู้อื่นทำอีกทอด 2.บ.แม่ เต่าบิน-บุญเติม! เปิดตัว 2 บริษัทกิจการค้าร่วม FP คว้างานศูนย์ราชการฯมหาดไทย ระยะสอง 3 พันล.
@เพาเวอร์ไลน์ค้างค่าจ้างคนงานก่อสร้าง 2 โปรเจ็กต์
ผู้สื่อข่าวสืบค้นข้อมูลพบว่า นอกจากโครงการกระทรวงมหาดไทยใหม่แล้ว บริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯ ยังมีประเด็นก่อนหน้านี้คือ การค้างค่าจ้างแรงงานก่อสร้างอย่างน้อย 2 โครงการสำคัญ
อ้างอิงจากสำนักข่าวประชาไท เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 คนงานก่อสร้างโครงการ หมอน 33 (Block 33) ที่มีสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เป็นเจ้าของโครงการ และเป็นผู้ว่าจ้าง ของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE เดินทางมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากถูกบริษัทค้างเงินค่าแรงนานถึง 12 เดือน โดยภายหลัง PMCU ชี้แจงว่า ได้จ่ายเงินทั้งหมดให้บริษัทเพาเวอร์ไลน์ฯ เรียบร้อยแล้ว ไม่มีเงินค้างจ่าย และเมื่อทราบข่าวว่าข้อร้องเรียนของแรงงานเมื่อ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทาง PMCU ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งรัดให้บริษัท PLE จ่ายเงินค่าจ้างให้กับคนงานทั้งหมด
และอีกโครงการหนึ่ง อ้างอิงจากสำนักข่าว The Unlock เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 เช่นกัน ปรากฎข่าวว่า โครงการก่อสร้าง “ศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะเพื่อสร้างเศรษฐกิจ การเรียนรู้ นวัตกรรม บูรณาการ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการแพทย์” หรือ Intelligent Digital Hub in Medicine (IDHM) ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ที่มีบริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯเป็นผู้รับจ้างนั้น ก็มีปัญหาค้างค่าจ้างเช่นกัน
โดยปัญหาการจ่ายค่าจ้างล่าช้าเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี โดยปัจจุบันบางส่วนถูกค้างจ่ายค่าจ้างนานกว่า 7 เดือนแล้ว และจากข้อมูลการรวบรวมของแรงงาน พบว่ายอดค้างจ่ายสะสมล่าสุดอยู่ที่อย่างน้อย 460,000 บาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าแรงอีก 2 ครั้งของเดือนมิถุนายน 2569 ที่ยังไม่ได้รับการชำระ
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯ ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ว่า
ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นกรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับการ ได้รับค่าจ้างล่าช้า บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนี่ยริง จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ขอเรียนชี้แจง กรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับ การได้รับค่าจ้างล่าช้านั้นเป็นแรงงานของโครงการหนึ่งของบริษัท ซึ่งบริษัทได้ทำการตรวจสอบกรณีดังกล่าว และได้ แก้ไขโดยชำระเงินให้แก่ผู้ร้องเรียนครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว
บริษัทขอเรียนว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะที่ได้ดำเนินการแก้ไขและติดตามอย่างเหมาะสม และไม่ส่ง ผลกระทบต่อการบริหารงานโครงการก่อสร้างใดๆ
จึงเรียนมาเพื่อทราบ

@เนาวรัตน์ฯ วิกฤติการเงินหนักถึงขั้นขอฟื้นฟูกิจการ
จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราพบว่า นอกจาก บมจ.เพาเวอร์ไลน์ฯที่มีปัญหาแล้วนั้น เมื่อเร็วๆนี้ มีผู้ส่งหนังสือร้องเรียนมาถึงสำนักข่าว กรณีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรัมย์และคลอง 4 ราคากลาง 9,561,000,000 บาท ซึ่งปรากฎชื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ กิจการร่วมค้า NC-NB ที่มีบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด จับมือกันมา
โดยมีการตั้งข้อสังเกตในหนังสือร้องเรียนว่า บริษัท เนาวรัตน์ฯ มีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ โดยเฉพาะกรณีที่ตาม TOR ระบุว่า ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนงานก่อสร้าง สาขางานก่อสร้างชลประทานไม่น้อยกว่าชั้นพิเศษประเภททั่วไปไว้กับกรมบัญชีกลาง
แต่คุณสมบัติที่กรมบัญชีกลางระบุไว้คือ ตามเอกสารแนบท้ายของ ประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ในข้อ 3.1.2 คุณสมบัติเฉพาะ ข้อ 1.4 มูลค่าสิทธิของกิจการ (Net Worth) ระบุว่า “ให้พิจารณาจากผลต่างระหว่างสินทรัพย์สุทธิหักด้วยหนี้สินสุทธิ ที่ปรากฏในงบแสดงฐานะการเงินที่มีการตรวจรับรองแล้ว ซึ่งจะต้องแสดงค่าเป็นบวกในปีสุดท้ายก่อนวันยื่นคำขอขึ้นทะเบียน”
อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้นในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า บริษัท เนาวรัตน์ฯ ได้มีการแจ้งตลาหลักทรัพย์ฯ 3 ครั้งถึงการขอยื่นฟื้นฟูกิจการ
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ความว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ขอเรียนให้ทราบว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทในฐานะลูกหนี้ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล ล้มละลายกลางภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (“พ.ร.บ.ล้มละลายฯ”)
ทั้งนี้ ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทต่อศาลล้มละลายกลาง เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้คำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง
บริษัทขอเรียนให้ทราบถึง เหตุผลและความจำเป็นที่บริษัทในฐานะลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อ ศาลล้มละลายกลาง มีดังนี้
1. บริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและงานสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์และความ เชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน โดยได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและสร้างรายได้ในอนาคต
2. บริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงความ ผันผวนของต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ราคาพลังงาน ต้นทุนแรงงาน และข้อจำกัดด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและการบริหารภาระหนี้สินของบริษัท ทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวน มากและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
3. การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะช่วยให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างทางการเงิน และกำหนด แนวทางการบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย
4. การฟื้นฟูกิจการจะช่วยให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหนี้สถาบัน การเงิน เจ้าหนี้หุ้นกู้ และเจ้าหนี้การค้า ให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหนี้ทุกกลุ่ม และสามารถดำเนินการ ได้ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด
5. บริษัทเห็นว่าการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการรักษาความต่อเนื่อง ในการดำเนินธุรกิจ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายมากกว่ากรณีที่บริษัทต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
6.ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจการค้าได้ตามปกติ โดยปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเข้าร่วม ประมูลและเตรียมเข้าร่วมประมูลอีกหลายโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังจะได้รับการสนับสนุน จากเจ้าหนี้สถาบันการเงินซึ่งมีความประสงค์จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทอีกด้วย
บริษัทขอเรียนว่า บริษัทจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อรักษาเสถียรภาพของกิจการ และลด ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งนี้ บริษัทจะรายงานความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการ ฟื้นฟูกิจการให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


ครั้งที่ 2 วันที่ 10 มิ.ย. 2569 เรื่อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)
บริษัทขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 บริษัทได้ติดตามความคืบหน้าคดีต่อศาลล้มละลาย กลาง และต่อมาได้รับสำเนาคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 แล้ว ซึ่งปรากฏว่าศาลล้มละลาย กลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทไว้พิจารณา และกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569
ในการนี้ บริษัทขอเรียนชี้แจงสาระสำคัญของคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยสรุป ดังนี้
1. บริษัทในฐานะลูกหนี้ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง
2. บริษัทเสนอให้ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำแผน โดยหากศาลล้มละลายกลางมี คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ผู้ทำแผนจะมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารจัดการ กิจการและทรัพย์สินของบริษัทตามกฎหมายกำหนด
3.แนวทางของแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้น ประกอบด้วย
1)การปรับโครงสร้างทางการเงิน
2)การบริหารต้นทุน
3) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
4) การกำหนดกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ในการประมูลโครงการ
5) การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าคอนกรีตและเหล็กแปรรูป
4.การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในครั้งนี้ จะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ บริษัทยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
บริษัทขอเรียนว่า บริษัทจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อรักษาเสถียรภาพของกิจการ และลด ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งนี้ บริษัทจะรายงานความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการ ฟื้นฟูกิจการให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
และครั้งที่ 3 เป็นการชี้แจงให้กับผู้ถือหุ้นรับทราบตามขั้นตอนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
@ส่องงบการเงิน ‘เนาวรัตน์-เพาเวอร์ไลน์’
ทั้งนี้ เมื่อสืบค้นงบการเงินของทั้ง 2 บริษัท 3 ปีย้อนหลังพบว่า ในส่วนของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ฯ ในปี 2566 มีรายได้รวมอยู่ที่ 9,363.55 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 8,730.49 ล้านบาท กำไรสุทธิ 229.69 ล้านบาท , ปี 2567 มีรายได้รวม 9,617.29 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 10,282.93 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 909.29 ล้านบาท และเมื่อปี 2568 มีรายได้รวม 5,189.81 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 4,755.59 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15.31 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท เนาวรัตน์ฯ ผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง ปี 2566 รายได้รวม 11,244.06 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 11,796.04 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1,020.98 ล้านบาท, ปี 2567 มีรายได้รวม 8,519.01 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,019.57 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 3,983.53 ล้านบาท และปี 2568 มีรายได้รวม 8,409.34 ล้านบาท มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 8,969.18 ขาดทุนสุทธิ 1,001.86 ล้านบาท

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา