
“…มีแนวโน้มว่ากรมสรรพสามิตจะต้องดำเนินการในหลายกรณี โดยต้องมีการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับในจำนวนหลักพันล้านบาท จึงต้องมีข้อยุติที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันประเด็นปัญหาในทางกฎหมายหรือข้อโต้แย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น…”
.......................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เผยแพร่ ‘บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การเรียกคืนเงินอุดหนุนและการเรียกค่าปรับตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์’ เรื่องเสร็จที่ 745/2569 ตามข้อหารือของ ‘กรมสรรพาสามิต’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับข้อหารือฯดังกล่าว และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีรายละเอียด ดังนี้
@หารือแนวทางเรียกคืนเงินอุดหนุน-ค่าปรับ‘มาตรการ EV3’
บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การเรียกคืนเงินอุดหนุนและการเรียกค่าปรับตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เรื่องเสร็จที่ 745/2569
กรมสรรพสามิตมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0603/2832 ลงวันที่ 9 ก.พ.2563 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ ดังนี้
1.คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2564 และครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2565 ได้เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (มาตรการฯ)
โดยการลดอัตราหรือยกเว้นอากรขาเข้า การลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมาย มีอำนาจอนุมัติให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ขอรับสิทธิตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตกำหนด
และต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2565 รับทราบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ตามที่กระทรวงพลังงาน ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเสนอ และให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
2.กรมสรรพสามิตได้ออกประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับมาตรการฯ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ทั้งที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ดังนี้
(1) มาตรการภาษี เพื่อลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งประกาศกรมสรรพสามิต ได้แก่
1) ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงานแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2) ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์กระบะแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
และ 3) ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องอัตราภาษีสรรพสามิต
(2) มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามประกาศกรมสุรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 21 มี.ค. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเติม
โดยกำหนดให้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีสิทธิได้รับเงินอดหนุนต้องมีคุณลักษณะและคุณสมสมบัติ ตามที่ประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวกำหนด
เช่น กรณีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท หากมีขนาดความจุแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่น้อยกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาท ต่อคัน แต่หากมีขนาดความจุแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาท ต่อคัน และรถจักรยานยนต์มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน 18,000 บาท ต่อคัน
โดยเป็นการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า เพื่อให้สามารถตั้งราคาขายปลีกในจำนวนที่หักเงินอุดหนุนแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคต้องการซื้อมากขึ้น ผู้บริโภคจึงได้รับประโยชน์โดยอ้อมในเรื่องราคาที่ลดลง ส่วนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าจะได้รับประโยชน์สำคัญในเรื่องการเพิ่มกำลังซื้อ
3.เนื่องจากมาตรการฯ เป็นการลดอัตราหรือยกเว้นอากรขาเข้า การลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ เพื่อให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าลดลงใกล้เคียงกับยานยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อและสร้างแรงจูงใจให้มีการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นขึ้น
โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
การได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการฯ ย่อมก่อให้เกิดข้อผูกพันแก่ผู้ได้รับสิทธิที่จะต้องดำเนินการบางอย่าง เพื่อตอบแทนให้แก่รัฐ ดังนั้น การออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อดำเนินการตามมาตรการฯ จึงกำหนดเงื่อนไขหรือข้อผูกพันเกี่ยวกับการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า และการใช้แบตเตอรี่ หรือชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ
โดยข้อ 13 แห่งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ต้องผลิตชดเชยให้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนด
เช่น กรณีที่มีการนำเข้ารถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ต้องผลิตรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รุ่นใดก็ได้ โดยต้องผลิตชดเชยจนครบตามจำนวนการนำเข้ามาในประเทศ ในแบบสำเร็จรูปทั้งคัน ในอัตราส่วน 1 : 1 เท่า (นำเข้า 1 คัน ผลิต 1 คัน) ของจำนวนที่นำเข้ามาทั้งหมด ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565-2566
เช่น นำเข้ามาและได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 100 คัน ต้องผลิตชดเชยจำนวน 100 คัน ทั้งนี้ จะต้องผลิตให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.2567 แต่หากจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการผลิตชุดเชยจนถึงวันที่ 30 ธ.ค.2568 ต้องผลิตเพื่อชุดเชยการนำเข้าในอัตราส่วน 1 : 1.5 เท่า (นำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน) ของจำนวนที่นำเข้ามาทั้งหมด เช่น นำเข้ามาและได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 100 คัน ต้องผลิตชดเชยจำนวน 150 คัน
4.ในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ ได้กำหนดความผิดไว้ตามความในข้อ 16 วรรคหนึ่ง
กล่าวคือ หากได้ดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนไปแล้ว กรมสรรพสามิตจะเรียกคืนเงินอุดหนุนดังกล่าวจากผู้ได้รับเงินอุดหนุนเป็นรายคัน ตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยไม่คิดทบต้น และจะบังคับตามหนังสือสัญญาคำประกันโดยธนาคารที่วางไว้เต็มจำนวน
และข้อ 16 วรรคสอง กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ ตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวจะต้องร่วมกันรับผิด โดยเสียค่าปรับในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตที่ชำระขาดไป สำหรับรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารที่มีที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถจักรยานยนต์ เป็นรายคันตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้
เนื่องจากผู้ที่นำยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามานั้น หากเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน จะได้รับสิทธิเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 2 (จากร้อยละ 8) โดยเงื่อนไขของการได้รับการลดอัตราภาษีดังกล่าว ประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับมาตรการภาษีข้างต้น ได้กำหนดเงื่อนไขของการผลิตชดเชยไว้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากปรากฏว่าผู้ที่ได้รับสิทธิมิได้ผลิตชุดเชยตามเงื่อนไขนั้น ย่อมจะไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 2 และจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 8 ซึ่งต้องถือว่าภาษีสรรพสามิตที่เสียไว้ในขั้นตอนของการนำเข้าเป็นการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้อง
ส่งผลให้มีภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ซึ่งหนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินภาษีได้ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และความในข้อ 16 วรรคสอง กำหนดให้นำค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มดังกล่าวมากำหนดให้อยู่ในรูปแบบของ “ค่าปรับ” ด้วย หากมิได้ผลิตชุดเชยตามเงื่อนไข จะต้องเสียค่าปรับเป็นรายคันตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้
5.โดยที่การผลิตเพื่อชุดเชยการนำเข้าตามมาตรการฯ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.2568 ซึ่งปัจจุบันครบกำหนดเวลาแล้ว แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการฯ บางรายมิได้ดำเนินการผลิตเพื่อชุดเชยการนำเข้าให้ครบตามอัตราส่วนที่กำหนด
จึงต้องดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับความรับผิดที่กำหนดไว้ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ
อย่างไรก็ดี ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกคืนเงินอุดหนุนเป็นรายคัน ตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยไม่คิดทบต้น และการเรียกค่าปรับในจำนวนเท่ากับภาษีสุรรพสามิต เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ที่ชำระขาดไปเป็นรายคันตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้ นั้น
กรมสรรพสามิต มีประเด็นปัญหาในเรื่องของรูปแบบในการดำเนินการว่า จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือไม่ โดยมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้
ฝ่ายที่หนึ่ง เห็นว่า ความรับผิดและมาตรการบังคับสำหรับผู้ได้รับสิทธิ ตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิ กำหนดไว้ในประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็น “กฎ”
โดยผู้ได้รับสิทธิตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิได้แสดงเจตนาเข้าผูกพันต่อกฎดังกล่าว จากการที่ผู้ขอรับสิทธิได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอรับสิทธิตามมาตรการฯ
และคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาการขอรับสิทธิ ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้พิจารณา และตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการได้รับสิทธิ แล้วนำเสนอต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมาย เพื่อพิจารณาและอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิ นิติสัมพันธ์ในเรื่องนี้ มีรากฐานจากฎรวมถึงคั่งคั่งทางปกครองที่ได้อนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิ
ดังนั้น เมื่อมีการปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือข้อผูกพันเกี่ยวกับการผลิตชดเชย จนทำให้เกิดความรับผิดที่ได้กำหนดไว้ในกฎข้างต้น กรมสรรพสามิตจึงต้องดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย รวมถึงการเรียกให้มาชำระค่าปรับตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว
หากผู้ได้รับคำสั่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว กรมสรรพสามิตจะต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองต่อไป (ความเห็นในแนวทางนี้อาจเทียบเคียงได้กับข้อเท็จจริงบางส่วนที่เกิดขึ้นในคดีเกี่ยวกับการเรียกเงินคืนจากโครงการเราชนะ ตามนัยของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 863/2565)
ฝ่ายที่สอง เห็นว่า นิติสัมพันธ์ในเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้ได้รับสิทธิ ตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิ แสดงเจตนาเข้าร่วมมาตรการฯ และกรมสรรพสามิตได้ลงนามในข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการฯ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ปรากฏอยู่ในแบบแนบท้ายประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ
โดยข้อตกลงนี้กำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้ได้รับสิทธิ ตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิ ให้สัญญาไว้ต่อกรมสรรพสามิตว่าจะดำเนินการ ซึ่งรวมถึงข้อผูกพันหรือหน้าที่ในการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า และความรับผิดหากไม่สามารถดำเนินการผลิตเพื่อชุดเชยการนำเข้าได้ตามเงื่อนไข
แม้รายละเอียดในข้อตกลงการรับสิทธิที่ลงนามกันนั้น จะมีเนื้อหาเช่นเดียวกับประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว แต่การที่ทุกฝ่ายได้ลงนามเป็นข้อตกลงร่วมกัน ย่อมถือเป็นการร่วมผูกนิติสัมพันธ์กัน โดยตั้งอยู่บนรากฐานของสัญญา
เมื่อไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการรับสิทธิ กรมสรรพสามิตจึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงการรับสิทธิ
และหากยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการรับสิทธิ กรมสรรพสามิตจะต้องใช้สิทธิทางศาล เพื่อบังคับให้เป็นไปตามความรับผิดที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ตามข้อตกลงการรับสิทธิต่อไป (ความเห็นในแนวทางนี้อาจเทียบเคียงได้กับข้อเท็จจริงบางส่วนที่เกิดขึ้นในคดีเกี่ยวกับการเรียกเงินคืนจากโครงการรถยนต์คันแรกตามนโยบายรัฐบาล ตามนัยของคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 79/2562 และคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 80/2562)
@คาดต้องเรียกคืนเงินอุดหนุน-ดอกเบี้ย-ค่าปรับ‘หลักพันล้านบาท’
กรมสรรพสามิตพิจารณาแล้ว เห็นว่า ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับตามมาตรการฯ ว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือไม่นั้น
กรมสรรพสามิต และคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาการขอรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าจะต้องดำเนินการไปในแนวทางใด
ประกอบกับมีแนวโน้มว่ากรมสรรพสามิตจะต้องดำเนินการในหลายกรณี โดยต้องมีการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับในจำนวนหลักพันล้านบาท จึงต้องมีข้อยุติที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันประเด็นปัญหาในทางกฎหมายหรือข้อโต้แย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
กรมสรรพสามิตจึงขอหารือในประเด็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างกรมสรรพสามิต ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ ตลอดจนผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิ มีรากฐานมาจากกฎและคำสั่งทางปกครอง หรือมีรากฐานมาจากสัญญา
และในการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับ จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือไม่ เพื่อที่กรมสรรพสามิตจะได้ดำเนินการให้ถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้พิจารณาข้อหารือของกรมสรรพสามิต โดยมีผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมสรรพสามิต) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้
1.การดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (มาตรการฯ) ของกรมสรรพสามิต ในส่วนของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุน กรมสรรพสามิตได้รับการจัดสรรรรบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อนำมาใช้เป็นเงินอุดหนุน ดังนี้
(1) ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และ พ.ศ.2566 ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566
(2) ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ส่วนหนึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามงบแผนงานบุรุณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โครงการสนับสนนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ งบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป รายการเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV3 แต่ไม่เพียงพอ
กรมสรรพสามิตจึงขอรับการจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 อีกส่วนหนึ่ง
(3) ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ตามงบแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โครงการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ งบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป รายการเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV3 ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568
2.การขอรับเงินอุดหนุนตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 21 มี.ค. พ.ศ.2565 มีขั้นตอนสรุปได้ ดังนี้
(1) ขั้นตอนการยื่นคำขอรับสิทธิตามมาตรการฯ จะต้องดำเนินการตามข้อ 4 ที่กำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอรับสิทธิตามมาตรการฯ พร้อมเอกสารหลักฐานต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต
โดยคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาการขอรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะเป็นผู้พิจารณาและตรวจสอบ แล้วเสนอต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมายเพื่อพิจารณาและอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ
(2) ขั้นตอนการทำข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการฯ จะต้องดำเนินการตามข้อ 5 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิต้องทำข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการฯ กับอธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมายเพื่อตกลงจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว
(3) ขั้นตอนการขอรับเงินอุดหนุน จะต้องดำเนินการตามข้อ 12 โดยผู้ใด้รับสิทธิตามมาตรการฯ จะต้องยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน พร้อมเอกสารหลักฐานต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต
โดยคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณากาการขอรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะเป็นผู้พิจารณาและตรวจสอบ แล้วเสนอต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมายเพื่อพิจารณาและอนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินอดหนุน (ผู้ได้รับเงินอุดหนุน)
3.ตามกรณีที่หารือ กรมสรรพสามิต ตรวจสอบพบว่า ผู้ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการฯ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.2568 ตามข้อ 13.1 แห่งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ อันเป็นเหตุให้กรมสรรพสามิตต้องดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุนและเรียกค่าปรับตามที่กำหนดไว้ในข้อ 16 ต่อไป
@ชี้แนวทางปฏิบัติ'สรรพสามิต’เรียกคืนเงินอุดหนุน-ค่าปรับ‘EV3’
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้พิจารณาข้อหารือประกอบกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การเรียกคืนเงินอุดหนุนและการเรียกค่าปรับตามมาตรการฯ ในกรณีผู้ได้รับเงินอุดหนุนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้า กรมสรรพสามิตจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่
เห็นว่า การดำเนินการตามมาตรการฯ ของกรมสรรพสามิตเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2565 ที่รับทราบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2564 และครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2565 ซึ่งกรมสรรพสามิตได้รับมอบหมายจากมติคณะรัฐมนตรีที่มีคำสั่งให้กรมสรรพสามิตต้องดำเนินการออกมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีตามที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ
โดยในส่วนของมาตรการภาษี ซึ่งเป็นการลดภาษีสรรพสามิต กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ.2565 เพื่อออกประกาศกรมสรรพสามิต
ได้แก่ ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงานแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ประกาศกรมสุรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์กระบะแบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถจักรยานยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า ลงวันที่ 8 มิ.ย. พ.ศ.2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
สำหรับในส่วนของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุน กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประกอบกับประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ลงวันที่ 21 มี.ค. พ.ศ.2565 อันเป็นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่สั่งการโดยชอบให้ดำเนินการ
เมื่อการดำเนินการของกรมสรรพสามิตตามมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นการให้เงินอุดหนุน อธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมายมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและอนุมัติการเป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ รวมทั้งอนุมัติเงินอุดหนุน การออกคำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และอนุมัติเงินอุดหนุน
จึงเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของกรมสรรพสามิต โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประกอบกับประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเกทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ
กรมสรรพสามิตหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมอบหมาย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ตามบทนิยามคำว่า “เจ้าหน้าที่” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เนื่องจากเป็นผู้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐตามกฎหมายในการดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ดังนั้น คำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และอนุมัติเงินอุดหนุน จึงมีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครองตามบทนิยามคำว่า “คำสั่งทางปกครอง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เนื่องจากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลผู้ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการฯ
ทั้งนี้ สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่เคยให้ความเห็นไว้ในเรื่องเสร็จที่ 910/2557
นอกจากนี้ ในส่วนของการทำข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการขอรับเงินอุดหนุนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 5 แห่งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ นั้น
เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของการทำข้อตกลงดังกล่าวแล้ว เห็นว่า มีลักษณะเป็นเพียงการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวว่า จะทำตามเงื่อนไขในการได้รับสิทธิตามมาตรการฯ โดยกรมสรรพสามิตไม่มีหน้าทีที่จะต้องปฏิบัติการใดเป็นการตอบแทน
ดังนั้น การทำข้อตกลงดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นเพียงคำรับรองในการปฏิบัติตามเงื่อนไขของคำสั่งทางปกครองที่อนุมัติเงินอุดหนุนเท่านั้น มิใช่เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของสัญญาที่ผูกพันกันระหว่างคู่สัญญา ดังที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เคยวินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ 478/2568
สำหรับการกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิดังกล่าว มีหน้าที่ต้องดำเนินการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนดตามข้อ 13.1 แห่งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฯ
โดยหากฝ่าฝืนจะเป็นเหตุให้กรมสรรพสามิตเรียกคืนเงินอุดหนุน และเรียกค่าปรับจากบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ตามข้อ 16 นั้น มีลักษณะเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็น ซึ่งเป็นข้อสงวนสิทธิประกอบคำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และอนุมัติเงินอุดหนุนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมาตรการฯ
ดังนั้น กรณีจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีการกำหนดเงื่อนไขตามมาตรา 39 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ประกอบการบางราย ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และได้รับเงินอดหนุน ไม่ได้ดำเนินการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.2568 จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการดำเนินการผิดไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้
และเมื่อได้พิจารณาแล้วว่า การออกคำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และอนุมัติเงินอุดหนุนเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้ประโยชน์ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ และเพื่อให้คำสั่งทางปกครองเกิดสภาพบังคับและบรรลุผล
กรมสรรพสามิตย่อมอาศัยอำนาจตามที่ได้กำหนดไว้ในเงื่อนไขประกอบคำสั่งอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการฯ และอนุมัติเงินอุดหนุน เพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ตามมาตรา 49 ประกอบกับมาตรา 53 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
พร้อมเรียกคืนเงินอุดหนุนและค่าปรับจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี รวมทั้งแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
ทั้งนี้ หากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งเพิกถอนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กรมสรรพสามิตย่อมพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้คำสั่งเพิกถอนที่ออกไปบรรลุผล โดยจะต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน จึงจะใช้มาตรการบังคับทางปกครองต่อไป ตามมาตรา 63/2 ประกอบกับมาตรา 63/7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
อนึ่ง คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีข้อสังเกตว่า การให้เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือแก่ภาคเอกชนตามโครงการของรัฐ โดยผู้รับเงินอุดหนุนมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนด กรณีจึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติกำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้ผู้รับเงินอุดหนุนลงนามในคำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยหน่วยงานของรัฐมิต้องลงนามด้วย
และหน่วยงานของรัฐไม่ควรเรียกการดำเนินการดังกล่าวว่า “ข้อตกลง” เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดว่านิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนในเรื่องการให้เงินอุดหนุนมีลักษณะเป็นสัญญา
โดยให้พิจารณาใช้ถ้อยคำอื่น เช่น “คำรับรอง” หรือ “คำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุน” ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกฎหมายตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม พ.ศ.2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568
เหล่านี้เป็นรายละเอียด ‘บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การเรียกคืนเงินอุดหนุนและการเรียกค่าปรับตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์’ เรื่องเสร็จที่ 745/2569
กรณี ‘กรมสรรพาสามิต’ ขอหารือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับ จากผู้ประกอบการบางราย ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิตาม ‘มาตรการ EV3.0’ และได้รับเงินอดหนุน แต่ไม่ได้ดำเนินการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.2568 โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับในจำนวน ‘หลักพันล้านบาท’













Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา