
"...ชาวนาส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างการค้าข้าวหลัก คือส่งโรงสีหรือขายให้พ่อค้าส่งออกหรือขายในประเทศ มีเพียงชาวนาส่วนน้อยที่ลุกขึ้นทำการประกอบการค้าข้าวเอง จะรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน แต่จำนวนก็ยังไม่มาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ เป็นปัญหาพื้นฐานของชาวนาไทยอยู่แล้ว พอมาเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น PM2.5 ที่ห้ามเผาหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว หรือเจอระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากของการปลูกข้าว และเรายังมีปัญหาชาวนาสูงอายุในภาคเกษตรด้วย..."
“ผลผลิตไม่ดีมาปีสองปีแล้ว เพราะน้ำท่วม ไม่ก็แล้ง นา 10 ไร่ ได้ข้าวแค่ 3-4 กระสอบ เพราะไม่มีฝน”
“รับรู้ชัดเจนนะครับ ถึงผลการเปลี่ยนแปลงของโลก ในส่วนของระดับน้ำบางคลอง บางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของอำเภอนาจะหลวย เรามีลำห้วยซันที่ปกติมีน้ำไหลทั้งปี ไม่มีขาด แต่พอถึงฤดูแล้งปัจจุบัน น้ำขาด อีกเรื่องคือเวลาฝนตก ก็ตกหนักครับ มาทีเดียวก็น้ำท่วม สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกร”
สุ้มเสียงของ กิตติศักดิ์ โคตทอง ตัวแทนชาวนาในอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของชีวิตเกษตรกรที่ความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง หรืออุทกภัย ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต ทำให้รายได้ไม่แน่นอน และคุณภาพชีวิตไม่มั่นคงติดตามมา
แม้ว่าภัยแล้งและน้ำท่วมจะไม่ใช่ภัยธรรมชาติแปลกใหม่สำหรับคนเป็นชาวนา แต่น้อยคนนักที่จะคาดการณ์ถึงระดับความรุนแรง ที่นับวันยิ่งทวีขึ้นจากภาวะโลกเดือดซึ่งทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน
ในตอนนี้ เกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานีและอีกหลายชีวิตตามท้องนาจังหวัดอื่นๆ อาจสัมผัสไม่ได้ถึงความผิดประหลาดของสภาพอากาศอย่างชัดเจน จากการพูดคุยช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวนาในอำเภอนาจะหลวยมองว่าปีนี้ยังมีฝนตกเพียงพอให้ทำนาตามฤดูกาลได้
และหลายคนยังไม่รู้ว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” คืออะไร จะส่งผลเช่นไรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ภัยเงียบต่อข้าวไทยในชื่อ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
“ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้เราอาจยังไม่เห็นผลเท่าไหร่ เพราะมันกำลังพัฒนาตัวอยู่ แต่หลังจากพัฒนาตัวไปถึงจุดสูงสุดแล้ว จะเกิดผลกระทบยาว 4-6 เดือนตามมา หลังจากแตะระดับสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะเป็นปลายปีนี้”
“สิ่งที่เราต้องเจอแน่นอน โดยสรุปคือร้อนและแล้ง ต้นทุนน้ำไม่ค่อยมี ฝนตกไม่ค่อยเป็นไปตามฤดูกาลที่เราต้องการ”
ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายว่าเอลนีโญ หรือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงขึ้นกว่าปกติ ปัจจุบันปรากฏถี่ขึ้น ทิ้งช่วงสั้นลงเพราะปัญหาภาวะโลกเดือด รวมถึงส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น จนเรียกกันว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ”
จากสถิติอุณหภูมิของประเทศไทย ในสถานการณ์ปกติเมื่อปี 2556 พบว่า อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 34.6 องศาเซลเซียส มีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ฝนจะทิ้งช่วงเพียง 10-15 วัน ขณะที่ในปี 2556-2557 ที่เคยเกิดเอลนีโญรุนแรง (Strong El Nino) นั้น ไทยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายวัน 36.6 องศาเซลเซียส และสูงถึง 44.6 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ ฝนทิ้งช่วง 20-30 วัน
ส่วนปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญนั้น อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายวันอาจอยู่ที่ 37.5-38.5 องศาเซลเซียส บางพื้นที่อาจสูงถึง 44-45 องศาเซลเซียส และฝนจะทิ้งช่วงนานกว่า 30-45 วันขึ้นไป และข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยว่าปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนภาพรวมปัจจุบันยังอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ (ประมาณ 40-50% ของความจุ) ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วงเอลนีโญเริ่มก่อตัว แต่ในระยะถัดไป หากฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ บางพื้นที่อาจเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งรุนแรง

ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร โฆษกและผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ยังเผยข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกรวมพืชไร่และพืชสวนกว่า 140-150 ล้านไร่ ซึ่งกลุ่มพืชไร่อายุสั้น เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากในรูปภัยแล้งรุนแรงช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ภาพรวมคาดการณ์ว่ามีพื้นที่ความเสี่ยงกว่า 74 ล้านไร่ แต่จะกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการเพาะปลูกของพืชร่วมด้วย
ฝ่าย ดร.เสรี ชี้ว่าในอดีต เมื่อประเทศไทยเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2558-2559 และปี 2566-2567 พบว่าผลผลิตข้าวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 ล้านตัน จากผลผลิตข้าวทั้งปีเฉลี่ยที่ 30 ล้านตัน ขณะที่ศูนย์วิจัยกรุงไทยคาดการณ์ว่าภัยจากซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายรุนแรงขั้นต่ำสุดราว 4.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 32,000 ล้านบาท จนถึงระดับเสียหายรุนแรงสูงสุดถึง 9.74 ล้านตัน นับเป็นมูลค่า 75,000 ล้านบาท
ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดแค่เพียงนาที่อาศัยน้ำฝนอย่างการทำนาปีหรือนานอกเขตชลประทานเท่านั้น การทำนาปรังของชาวนาในเขตชลประทานก็มีแนวโน้มหยุดชะงักเช่นกัน ตามที่ ดร.เสรีเผยว่าในบางพื้นที่เริ่มมีประกาศหยุดปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนา
ชีวิตชาวนาไทยในโลกผันผวน
“ปีนี้ชาวนาหว่านข้าว 3 รอบแล้ว แม้ว่าจะมีคำเตือนว่า จะเจอแล้ง แต่ว่ามันยังไม่มีทางออกอื่น เขาก็ยังหว่านตามความเคยชินเดิม”
คำบอกเล่าของ สุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) สะท้อนว่าชาวนาส่วนหนึ่งยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับภัยที่อาจเกิดขึ้น หรืออาจไม่มีทางเลือกอาชีพอื่นมากนัก
หากซูเปอร์เอลนีโญทำให้ผลผลิตข้าวลดลง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อรายได้ คุณภาพชีวิตและความมั่นคงของอาชีพเกษตรกร ยังไม่รวมว่าวิถีการทำนาของเกษตรกรจำนวนมากยังเป็นการทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิความร้อนจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต
ทั้งนี้ สุภายังเน้นย้ำว่าผลกระทบจากเอลนีโญที่มีต่อชาวนาไทยไม่ได้เป็นปัญหาโดดเดี่ยว แต่ตั้งอยู่บนฐานปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนของชาวนาไทยมาอย่างยาวนาน กล่าวคือชาวนาส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างการค้าข้าวแบบดั้งเดิม ส่งข้าวเปลือกไปขายให้โรงสีหรือพ่อค้าส่งออก ทำให้เศรษฐกิจข้าวมีความผันผวนสูง สำทับด้วยความนิยมในการบริโภคข้าวที่ลดลง ปัญหาการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และปัญหาขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่ ล้วนทำให้ชีวิตชาวนาไทยยากลำบากทั้งสิ้น
“ประเด็นปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญ หรือลานีญาก็ดี ที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการผลิตข้าว มันอยู่บนปัญหาที่ซับซ้อนของปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของชาวนา” สุภากล่าว
“ชาวนาส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายใต้โครงสร้างการค้าข้าวหลัก คือส่งโรงสีหรือขายให้พ่อค้าส่งออกหรือขายในประเทศ มีเพียงชาวนาส่วนน้อยที่ลุกขึ้นทำการประกอบการค้าข้าวเอง จะรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน แต่จำนวนก็ยังไม่มาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ เป็นปัญหาพื้นฐานของชาวนาไทยอยู่แล้ว พอมาเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น PM2.5 ที่ห้ามเผาหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว หรือเจอระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากของการปลูกข้าว และเรายังมีปัญหาชาวนาสูงอายุในภาคเกษตรด้วย”
“เหล่านี้เป็นปัญหาพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่า ทำไมชาวนาจึงไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเกี่ยวกับเอลนีโญ เพราะมันมีโครงสร้างหลายโครงสร้างที่ซ้อนทับชาวนาอยู่ ทำให้หนี้ของชาวนาพอกพูนขึ้นและสูญเสียมากขึ้น”
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2566-2567 ระบุว่าข้าวเป็นสินค้าเกษตรส่งออกหลักที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็น 43.3% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดของประเทศ และมีผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกข้าวมากถึง 5.1 ล้านครัวเรือน หรือราว 65.8% ของจำนวนครัวเรือนภาคเกษตรทั้งหมด
แต่ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER Research) ก็ชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรเป็นภาคที่มีหนี้รวมต่อครัวเรือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยและสูงกว่าภาคครัวเรือนอื่นถึง 3 เท่า ในปี 2568 พบว่ามีหนี้เฉลี่ย 250,000 บาทต่อครัวเรือน และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ครัวเรือนกว่า 52% ยังมีแนวโน้มผ่อนส่งหนี้ไปจนเลยอายุ 70 ปี โดยในจำนวนนี้ มีกว่า 22% ที่ไม่มีโอกาสปิดจบหนี้ได้ เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ - หรือก็คือชาวนาไทยกว่าครึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะติดกับดักหนี้ข้ามรุ่น
ที่ทางข้าวไทยในตลาดโลก
ผลกระทบของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ สามารถลุกลามเป็นปฏิกิริยาโดมิโนสะเทือนถึงโครงสร้างการค้า ข้าวโลก ระบบห่วงโซ่อุปทาน และดุลอำนาจการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ
ตามรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และดัชนีราคาข้าวโลก (FAO Rice Price Index) พบว่าราคาข้าวในตลาดโลกช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงมักพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ
อย่างไรก็ดี สำหรับข้าวไทย ปรากฏการณ์ ‘ราคาแพง’ กลับไม่ได้หมายถึง ‘กำไรที่เพิ่มขึ้น’ ของเกษตรกรหรือผู้ส่งออกเสมอไป เพราะยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น การที่คู่ค้าสำคัญอย่างอียิปต์ ฟิลิปปินส์ หรือประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตก อาจชะลอคำสั่งซื้อหรือหันไปซื้อข้าวจากประเทศคู่แข่งที่มีราคาต่ำกว่า และความเสี่ยงเรื่องผลผลิตที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถตกลงราคาล่วงหน้ากับคู่ค้าในระยะยาวได้
ย้อนมองประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย เป็นประเทศที่มีพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ ทำให้ปริมาณการส่องออกของอินเดียราว 24.5 ล้านตัน (เกือบ 40% ของปริมาณการค้าข้าวทั่วโลก) มีสัดส่วนทิ้งห่างจากไทยอย่างมหาศาล และครองความเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกข้าว จึงมี "ความได้เปรียบทางด้านปริมาณและราคา"
ส่วนเวียดนาม ซึ่งมีที่ตั้งประเทศอยู่ในภูมิภาคเดียวกับไทย จึงมีตลาดปลายทางหลายแห่งซ้อนทับกันอย่างชัดเจน อีกทั้งปริมาณการส่งออกยังใกล้เคียงกับไทยมาโดยตลอด นำมาสู่การแข่งขันของทั้งสองประเทศที่ยกระดับจากการแข่งด้วยราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพของข้าว
ด้านผู้เล่นอีกหนึ่งรายคือปากีสถาน แม้ว่าไม่มีปริมาณการส่งออกสูงเท่าประเทศอื่นๆ ในสนามการค้า แต่กลับมีบทบาทโดดเด่นในตลาดข้าวบางกลุ่ม โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเป็นหลัก เช่น ตะวันออกกลางและบางประเทศในทวีปแอฟริกา ยืนยันถึงความจริงในตลาดข้าวโลกข้อหนึ่งว่า "ปัจจัยด้านราคายังคงเป็นอาวุธที่ทรงพลังเสมอ"
นโยบายรับมือซูเปอร์เอลนีโญของคู่แข่ง
ในปีที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะซูเปอร์เอลนีโญ หลายประเทศก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่อาจสร้างความแตกต่างคือการออกแบบนโยบายในการรับมือ
สำหรับอินเดีย รัฐบาลสั่งห้ามส่งออกข้าวหลายชนิด เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศและกักตุนข้าวไว้ให้เพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน กำแพงภาษีส่งออกข้าวพาร์บอยล์ (Parboiled Rice) สูงถึง 20% รวมถึงกำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกข้าวบาสมาติ (Basmati)
นอกจากนี้ ยังมีระบบประกันภัยพืชผลและเทคโนโลยีการจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและโดรน หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรงจนผลผลิตเสียหายเกินเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะโอนเงินชดเชยตรงเข้าบัญชีธนาคารของเกษตรกร (Direct Benefit Transfer - DBT) ทันที อีกทั้งสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและเงินอุดหนุนแก่เกษตรกรในการติดตั้งระบบสปริงเกอร์และระบบน้ำหยด ร่วมกับการขุดสระน้ำขนาดเล็กประจำแปลงนาเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในวิกฤต
สำหรับเวียดนาม โดดเด่นด้านการบริหารจัดการน้ำที่ยืดหยุ่นและการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันวิจัยข้าวของเวียดนามสามารถพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกสั้น (85–90 วัน) ใช้ปริมาณน้ำน้อยกว่า และสามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนที่ภัยแล้งรุนแรงจะมาถึง มีการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านดาวเทียมและเซนเซอร์วัดความเค็มในลำน้ำ เมื่อระบบตรวจพบว่าเอลนีโญจะทำให้น้ำเค็มหนุนสูง จะมีคำสั่งปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกทันที
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำนาข้าวได้เนื่องจากขาดน้ำ รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปทำระบบ "ข้าวน้ำสลับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ" ในภาพรวม เวียดนามยังดำเนินยุทธศาสตร์ Adapt and Shift ในลุ่มน้ำโขง กล่าวคือปรับตัวการเน้นปริมาณ ไปสู่การเน้นคุณค่าและความยั่งยืน ตัวอย่างเช่นโครงการปลูกข้าวคุณภาพสูงคาร์บอนต่ำ 6.25 ล้านไร่
ด้านปากีสถาน แม้รัฐบาลจะยังไม่ได้ประกาศมาตรการเฉพาะสำหรับรับมือ ซูเปอร์เอลนีโญ โดยตรง แต่กำลังใช้ทั้งนโยบายด้านการผลิต การลดต้นทุน และการเปิดตลาดใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวปากีสถาน ผ่านการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐทั้งกับบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และตลาดในแอฟริกา

มองให้ไกลกว่าการรับมือระยะสั้น
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าปัจจุบันข้าวจะไม่ใช่สินค้าส่งออกที่ทำรายได้แก่ประเทศมากเท่าภาพจำในอดีต โดยมูลค่าการส่งออกข้าวไทยคิดเป็นประมาณ 1.0-1.3% ของ GDP ประเทศ แต่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้าวยังเป็นปัจจัยการบริโภคหลักของคนไทย และมาตรการรับมือวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวนจากภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ทันท่วงที จะช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตเกษตรกรไทยซึ่งแบกหนี้ก้อนใหญ่แทบทุกครัวเรือนเป็นทุนเดิม
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมาตรการส่วนมากยังคงมุ่งตรงไปยังการรับมือภัยแล้งเฉพาะหน้า ตัวอย่างเช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ภายใต้การมอบหมายของกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ออกมาเผยมาตรการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ได้แก่ การเร่งเก็บกักน้ำต้นทุนจากช่วงฤดูฝนที่เหลืออยู่ ฟื้นฟูแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานด้วยการเร่งขุดลอกแก้มลิงและเจาะบ่อบาดาลเพิ่มในพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงสำหรับกระจายน้ำอุปโภคบริโภค ใช้ฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเฝ้าติดตามเตือนภัยแล้งรายพื้นที่ล่วงหน้า
ด้านแผนรับมือภาคการเกษตร มีการขอความร่วมมือให้งดทำนาปรังที่ใช้น้ำมาก และเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปรับเทคนิคมาทำนาแบบ ‘เปียกสลับแห้ง’ ซึ่งเชื่อว่าช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 20-30% แต่ให้ผลผลิตใกล้เคียงเดิม และเน้นการประคองชีวิตพืชให้รอดตายผ่านหน้าแล้งมากกว่าเร่งสร้างผลผลิต
นอกจากนี้ ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ประกาศปรับเกณฑ์และอัตราเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืชใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขสำหรับข้าวว่าจะช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียน หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนเกิดภัย ตลอดจนต้องเป็นพื้นที่เสียหายจริง และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ
ฝ่าย ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประเมินว่า แผนรับมือซูเปอร์เอลนีโญในระยะสั้น คงต้องหันมาใช้วิธีการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อให้ใช้น้ำน้อยลง แต่รัฐไม่อาจเพิกเฉยต่อรายได้ที่ลดลงของเกษตรกร ควรมีการประกันรายได้ว่าแม้ผลผลิตจะลดลงจากมาตรการจำกัดพื้นที่เพาะปลูก แต่ชาวนาจะยังคงได้เงินเพียงพอหรือเท่าเดิมเพื่อดำรงชีพ ตลอดจนการดูแลเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนถ่ายไปปลูกพืชชนิดอื่น หรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นชั่วคราวได้อย่างราบรื่น ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของปัจเจกบุคคล
ความเห็นนี้สอดคล้องกับความเห็นจากสุภา ใยเมือง ที่มองว่า “รัฐบาลยังรับมือกับตัวเอลนีโญเหมือนเป็นช่วงๆ คล้ายๆแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก อาจจะช่วยชดเชยบ้าง แต่ระบบชดเชยเยียวยา ระบบประกันภัยพืชผล ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก และไม่ได้ช่วยระยะยาว ถ้ารัฐบาลจะมีกองทุนเพื่อการปรับตัวที่ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการค้าขายคาร์บอน มันก็ไม่ได้แก้ปัญหา จึงน่าจะหันมาทุ่มกับงานพัฒนาตัวความรู้ หรือการช่วยเหลือเยียวยาตัวที่ส่งผลต่อการพัฒนาตัวชาวนาให้มากขึ้น”
สุภากล่าวด้วยว่าท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ชาวนาในหลายพื้นที่ก็พยายามปรับตัวและช่วยเหลือตัวเองด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิด และพยายามเชื่อมโยงกับตลาดด้วยตัวเองโดยอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แต่การขาดข้อมูลและความรู้ใหม่ๆที่ทันสมัยและตรงจุด ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับตัวของชาวนา
“ตอนนี้พอเจอเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบนี้ เราต้องการทั้งความรู้ใหม่ คือชาวนาต้องการข้อมูลที่จะพูดว่า เอลนีโญคืออะไร เพราะที่ผ่านมาเขารู้จักแค่ว่ามันจะแล้ง แต่ไม่รู้ว่ามันแล้ง เพราะมนุษย์ซ้ำเติมด้วย ทำให้สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ชาวนาจึงไม่ทันตั้งตัว และคิดว่าต้องพัฒนาเครื่องมือที่เกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น”
คงไม่เกินเลยหากจะสรุปว่าการสร้างฐานรากภาคเกษตรในประเทศให้เข้มแข็งมั่นคง ทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิต ยกระดับองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับบริบทภายในประเทศ ดูจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน และสามารถรับมือกับวิกฤตอันหลากหลายในอนาคตได้ ไม่ใช่แค่วิกฤตซูเปอร์เอลนีโญที่เรากำลังเผชิญ

ผลงานโดย : ผู้เข้ารับการอบรมโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน: เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัฒน์” รุ่นที่ 3 กลุ่มที่ 4
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก thairath.co.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา