
เปิดไทม์ไลน์ ‘GISTDA’ ดันแผนส่งกลุ่มดาวเทียมสำรวจ ‘THEOS’3-6 รวม 18 ดาว ขึ้นสู่วงโคจร รองรับภารกิจสำรวจ 'ด้านการเกษตร-จัดการทรัพยากรธรรมชาติ-จัดการน้ำ-ติดตามไฟป่า-ภัยพิบัติ-สนับสนุนงานด้านความมั่นคง' พร้อมบุกเบิก ‘ดาวเทียมฯ’ ฝีมือ ‘วิศวกรไทย’
.....................................................
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ นำคณะผู้เข้าร่วมหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘กระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัตน์ รุ่นที่ 3 : สร้างเครือข่ายความรู้สู่วาระสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน’ ศึกษาดูงานความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยเข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย ณ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ดร.ฐนิตา เสือป่า ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมพันธมิตรและพัฒนาธุรกิจ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมอวกาศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การประกอบ และทดสอบดาวเทียม ตลอดจนการนำข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจฯไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านการเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ การติดตามไฟป่า ภัยพิบัติ และการสนับสนุนงานด้านความมั่นคง
“GISTDA มีภารกิจครอบคลุมทั้ง ต้นน้ำ คือการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียม และ ปลายน้ำ คือ การนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีดาวเทียมสำรวจโลกที่กำลังใช้งาน 2 ดวง คือ ดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 นอกจากนี้ GISTDA มีแผนพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจฯอีกจำนวน 18 ดวง คือ กลุ่มดาวเทียม THEOS-3 ถึง THEOS-6 เพื่อรองรับภารกิจสำคัญของประเทศที่แตกต่างกัน” ดร.ฐนิตา กล่าว
สำหรับ THEOS-3 ซึ่งเป็นกลุ่มดาวเทียมจำนวน 5 ดวง มีภารกิจรองรับงานสำรวจด้านการเกษตรนั้น GISTDA มีแผนจัดส่งกลุ่มดาวเทียมดังกล่าวขึ้นสู่วงโคจรในปี 2572 ขณะที่ THEOS-4 จะเน้นภารกิจการตรวจจับจุดความร้อน ส่วน THEOS-5 จะรองรับงานด้านภัยพิบัติและความมั่นคง และ THEOS-6 เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติความละเอียดสูงขนาด 50 เซนติเมตร โดย GISTDA มีแผนจัดส่งดาวเทียมทั้งหมดขึ้นสู่วงโคจรภายใน 6 ปี นับจากปี 2572 เพื่อภารกิจต่อเนื่องจาก THEOS-1 และ THEOS-2
“THEOS-3 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศไทย เพราะเป็นดาวเทียมที่วิศวกรไทยออกแบบโดยใช้ประสบการณ์จาก THEOS-2A ซึ่งพัฒนาร่วมกับบริษัทจากสหราชอาณาจักร ก่อนต่อยอดเป็นการออกแบบใหม่ที่ติดตั้งกล้อง 4 ตัว จากเดิมที่มีเพียง 1 ตัว ทำให้สามารถถ่ายภาพครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า 20 กิโลเมตร รองรับภารกิจด้านการเกษตร การติดตามน้ำท่วม และภัยพิบัติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.ฐนิตา กล่าว



ทั้งนี้ ดาวเทียมสำรวจฯ THEOS-1 ,THEOS-2 ,THEOS-3 ,THEOS-4 ,THEOS-5 และTHEOS-6 เป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำหรือ Low Earth Orbit (LEO) โคจรรอบโลกจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ในขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง ดังนั้น เพื่อให้ได้ดาวเทียมสามารถทำภารกิจต่างๆหรือถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศไทยทั้งหมด รวมทั้งการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่หรือลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน จึงต้องจัดส่งดาวเทียมขึ้นเป็นกลุ่มดาวเทียม
“ดาวเทียมเพียงดวงเดียวไม่สามารถถ่ายภาพพื้นที่เดิมได้ตลอดเวลา ดาวเทียม THEOS 3 4 และ 5 จึงต้องมีดาวเทียมหลายดวง เพื่อทำให้สามารถกลับมาถ่ายภาพพื้นที่เดิมได้ถี่ขึ้น รองรับการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การเกษตร และไฟป่าได้อย่างต่อเนื่อง โดยดาวเทียมสำรวจโลกแต่ละดาวจะโคจรผ่านประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง” ดร.ฐนิตา กล่าว
ดร.ฐนิตา กล่าวด้วยว่า นอกจากการพัฒนาดาวเทียมแล้ว GISTDA ยังมี Space Safety Operation Center ทำหน้าที่เฝ้าระวังขยะอวกาศและติดตามวัตถุที่โคจรรอบโลก เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงการชนของดาวเทียมล่วงหน้า รวมถึงติดตามวัตถุอวกาศที่อาจตกสู่โลก เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแจ้งเตือนประชาชนหากพบความเสี่ยง โดยทั้งหมดสะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต
นอกจากนั้น คณะยังได้เยี่ยมชมศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการที่ควบคุมความสะอาด อุณหภูมิ และความชื้นอย่างเข้มงวด ภายในมีเครื่องมือทดสอบแรงสั่นสะเทือน การทดสอบเชิงมวล การทดสอบอุณหภูมิ และการทดสอบในสภาวะสูญญากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าดาวเทียมสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนระหว่างการปล่อยจรวด รวมถึงสภาพแวดล้อมที่รุนแรงในอวกาศ โดยปัจจุบัน GISTDA อยู่ระหว่างพัฒนา Engineering Model ของ THEOS-3 และมีแผนเริ่มทดสอบระบบต่างๆ และนำขึ้นสู่วงโคจรภายในปี 2572

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา