
จับกระแส ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’ เลาะมติบอร์ดตั๋วร่วมฯ สั่งเลิกนโยบาย 20 บาทของเพื่อไทย ชูค่าโดยสาร 17-45 บาท/เที่ยวไม่จำกัดสาย หวังเริ่มต้นปีใหม่ 2570 คาดรัฐควักปีแรก 3,000 ล้านบาทอุดหนุน ลุ้นครม.สัปดาห์หน้าเห็นชอบ Single Ownership ดึงสายสีเขียว-ทอง-แดงมาอยู่ใต้รฟม. เล็งไม่แก้สัญญาใช้การอุดหนุนไปก่อน
“...เรื่องนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ต้องรอสัปดาห์หน้า โดยต้องวนรับฟังจากทุกหน่วยงานให้ครบก่อน…”
คือคำพูดของ ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะที่กำกับดูแล ‘กรมการขนส่งทางราง (ขร.)’ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา หลังช่วงสุดสัปดาห์มีกระแสข่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเสนอวาระเพื่อทราบเกี่ยวกับแนวทางการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หรือแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) นำไปสู่การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าร่วมกัน รองรับนโยบายตั๋วร่วม
ซึ่งสำนักข่าวอิศรา เคยนำเสนอมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ที่ให้รฟม.ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership)
รวมถึง “ให้รับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระหนี้สินของโครงการดังกล่าว ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้ รฟม.เร่งดำเนินการจัดทำสรุปผลการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมและคุ้มค่าของการดำเนินการโดยเปรียบเทียบปริมาณผู้โดยสารและรายได้ที่เพิ่มขึ้น กับภาระค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐต้องชดเชยหรือสูญเสียรายได้ รวมทั้งให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้รายได้ค่าโดยสารของโครงการรถไฟฟ้าในอนาคตเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการชดเชยเอกชน เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าแต่ละสายสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดภาระต่อการคลังและเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ”
ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ เหลือเพียงการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบในหลักการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ทุกสายตากำลังรอคอยการประชุมครม.ในสัปดาห์ถัดไปตามที่ รมช.สิริพงศ์กล่าวข้างต้นนั้น ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญๆเกิดขึ้น
@บอร์ดตั๋วร่วมเลิก ‘รถไฟฟ้า 20 บาท’ ใช้อัตรา 17-45 บาททุกสาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 1/ 2569
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอ ดังนี้
1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่องมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทสายตามนโยบายรัฐบาลระยะที่ 2
2.ให้สนข.นำเสนออัตราค่าโดยสารร่วม โดยมีอัตราค่าแรกเข้า ตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่มีการคิดค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อนและรายงานครม.เพื่อทราบตามขั้นตอนต่อไป
3. ให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐพ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในแต่ละสัญญา ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในการแบ่งรายได้กับผู้ประกอบการเพื่อคืนให้กับประชาชน
@ให้ ‘คลัง-สนข.’ทำระบบแทน DGA
ส่วนการดำเนินการพัฒนาศูนย์บริหารจัดการรายได้ (CCH) นั้น ให้ยกเลิกมติครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่องมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทสาย ตามนโยบายรัฐบาลระยะที่ 2 ที่มอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง
โดยให้นำเสนอครม.พิจารณามอบหมายให้ สนข.หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือ CCH ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วม ในระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
@คิกออฟปีใหม่ 70 ดึง ‘เขียว-ทอง-แดง’ มาอยู่กับรฟม. ยังไม่แตะแก้สัญญาทุกสาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หากครม.เห็นชอบหลักการ Single Ownership เมื่อไหร่ หลังจากนั้นก็จะเริ่มกระบวการโอนอำนาจในการจัดเก็บค่าโดยสารและภาระการจ่ายค่าจ้างเดินรถ รถไฟฟ้าทุกสาย ให้รฟม. ซึ่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะโอนทรัพย์สินและหนี้สินและสิทธิสายสีเขียว สายสีทอง ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โอนสิทธิสายสีแดง เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารร่วมปีใหม่ 2570
ทั้งนี้ การมอบอำนาจให้รฟม.จัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย จะยังไม่มีการแก้ไขสัญญา ทุกโครงการยังคงดำเนินการภายใต้สัญญาปัจจุบัน โดยรัฐจะออกมาตรการค่าโดยสารเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว จากต้นทาง-ปลายทาง (ต่อกี่สายก็ได้ ) โดยไม่มีการคิดค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อน
ความหมายคือ เก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวและอัตราสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งกองทุนตั๋วร่วมฯขึ้นมา โดยคาดปี 2570 ตั้งวงเงินชดเชยค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท
นอกจากการเร่งจัดตั้ง ศูนย์บริหารจัดการรายได้ (CCH) แล้ว จะให้คู่สัญญาฝ่ายรัฐเร่งเจรจากับผู้ให้บริการเดินรถแต่ละราย เร่งติดตั้งหัวอ่าน บัตร EMV ที่ GATE ทางเข้าระบบทุกสถานี และเจราส่วนแบ่งรายได้เพิ่ม (Revenue Sharing) ของจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มจากมาตรการค่าโดยสร 17-45 บาทและเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งประเมินการเจรจา Revenue Sharing ไว้ที่ไม่เกิน 30% แต่หากเจรจาไม่ได้ เอกชนไม่ยินยอมแบ่งรายได้ส่วนที่มาจากผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นให้รัฐ คาดว่ารัฐต้องใช้เงินชดเชยประมาณ 5,900 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงขึ้นกับการเจรจาเพื่อขอส่วนแบ่งรายได้กี่เปอร์เซ็นต์
นี่คือ ความคืบหน้าล่าสุดของการทำระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าประเทศไทย ที่แน่นอนแล้วว่า
1.คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯและปริมณฑล จะได้ใช้อัตราค่าโดยสารที่ 17-45 บาท/เที่ยว/ไม่จำกัดสาย
2.ปิดฉากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
3.รัฐบาลจะไม่แก้สัญญา แต่จะใช้การอุดหนุน ซึ่งใช้เงินประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท
แต่ในเบื้องต้น ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ต้องจับตากันก่อนว่า มติ Single Ownership ครม.จะรับทราบเพื่อเป็นประตูบานแรกในการไปต่อหรือไม่?

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา