
การตอบคำถามของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ปิดประตูการจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยใน “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งอยู่ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ.69
คำถามของนักข่าว คือ หมายความว่าพร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนใช่หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า “ผมพูดชัดเจนแล้วว่า เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลต้องไม่มี 3 เรื่องดังกล่าว ส่วนไม่ปิดประตูจับมือหรือไม่ ต้องไปถามพรรคเหล่านั้นว่าเขามีปัญหาเรื่องนั้นหรือไม่”
3 เรี่องที่นายอภิสิทธิ์ ตั้งเป็นเงื่อนไข ก็คือ ต้องตั้งรัฐบาลสุจริต ไม่มีปัญหาเรื่องทุนเทา และไม่สร้างความขัดแย้ง
ข่าวนี้ยิ่งไปไกลเพราะสื่อบางสำนักไปพาดหัวทำนองว่า “อภิสิทธิ์เปิดประตูพร้อมจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล” แม้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้พูดขนาดนั้นก็ตาม
ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ก็ตอบคำถามนี้แนวๆ เปิดทาง ไม่ผูกมัด ไม่ตั้งกำแพง
ส่งผลให้ “สูตรจับขั้วการเมือง” ประชาชน เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ เพื่อสกัดพรรคน้ำเงินอย่าง “ภูมิใจไทย” เริ่มแรงขึ้นมา พร้อมๆ กับข่าว “สูตรจับแพ็คการเมือง” เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ ตั้งเป้า 150 เสียง เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
งานนี้พรรคที่โดนผลกระทบเต็มๆ คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะว่าไปแคมเปญหาเสียง “ขอคืนความเป็นธรรม 30 ปีให้คนใต้” ก็โดนอดีตนายกฯคนใต้ อย่างนายชวน หลีกภัย สะบัดมีดโกนสวนกลับอย่างแรง จนเลือดสาดไปไม่น้อย
@@ ถามใจคนใต้ ยินดีไหม “แดงจับมือฟ้า”
ร้อนถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาตั้งคำถามสวนกลับพรรคเก่าแก่บ้าง โดยแม้จะออกตัวไม่ขอวิจารณ์การแสดงจุดยืนเพื่อจับขั้วทางการเมืองล่วงหน้าก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ฝากถึงคนใต้ว่า สมการการเมือง “สีแดง จับมือ สีฟ้า” เป็นสิ่งทีคนใต้ต้องการจริงๆ หรือ
”สมการแดงฟ้าก็เป็นอีกมิติ เพราะในอดีตแดงกับฟ้าโอกาสที่จะจับมือกันแทบจะไม่มี แต่ในรัฐบาลก่อนพวกท่านและผู้นำพรรคสีฟ้าได้ร่วมรัฐบาลกับสีแดง ซึ่งก็มีกระแสวิจารณ์มากมาย แต่ถ้าวันนี้ท่านจะหวนกลับไปจับมือกันใหม่ ส่วนตัวถือว่าเป็นมิติใหม่ พร้อมย้ำว่าในอนาคตอันใกล้ อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการที่จับมือกันในการตั้งรัฐบาล” นายพิพัฒน์ กล่าว พร้อมออกตัวว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย
พร้อมทั้งตั้งคำถามย้อนกลับอีกว่า “สิ่งที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่เอาสีนู้น สีนี้ สีนั้น มันกลายเป็นเพียงวาทกรรมใช่หรือไม่ ฉะนั้นก็ขอถามกลับไป แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการที่ผู้นำพรรคสีฟ้าในขณะนี้ หากไปจับมือกับพรรคสีแดง ผมก็คิดว่าคนใต้อาจจะไม่พอใจเท่าที่ควร แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสิทธิ”
นายพิพัฒน์ ยังยืนยันถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนสุดท้ายก่อนหย่อนบัตรว่า พรรคยังคงได้รับการตอบรับที่ดี และมีกระแสดีกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 66 มากทีเดียว จึงเชื่อว่าพี่น้องประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้พร้อมที่จะเลือกพรรคภูมิใจไทยให้เป็นพรรคหลักในพื้นที่ภาคใต้
@@ “พิพัฒน์” นำทัพบุกชายแดนใต้ ขายนโยบายพัฒนา

วันเสาร์ที่ 10 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ พร้อมด้วย นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชาย ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนบริเวณที่ทำการศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 4 และบริเวณตลาดตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.ของพรรคหาเสียงในพื้นที่นราธิวาส
พร้อมกันนี้ นายพิพัฒน์ ได้กล่าวกับผู้สนับสนุน สรุปเนื้อหาได้ว่า
- หวังปักธง สส.เพิ่มที่นราธิวาส จากเดิมที่ได้ 1 เขตจาก 5 เขต
- จะแก้ปัญหาราคาลองกอง ให้ได้ราคาจากหน้าสวน 50-60 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะนำไปหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย
- มีโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ บนพื้นที่ 20,000 ไร่ เพื่อสร้างนิคมดาต้าเซ็นเตอร์และนิคมฮาลาลในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อทำให้ราคาโคในพื้นที่ดีขึ้น
- มีโครงการให้ใช้พื้นที่รกร้างนำมาเลี้ยงวัว และนำมูลสัตว์มาทำโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชนในพื้นที่
- เพิ่มโควตาให้ชาวมุสลิมจากไทยไปร่วมพิธีฮัจย์เพิ่มจากปีละ 12,000 คน
จากนั้น นายพิพัฒน์ พร้อมด้วย นายธนกร วังบุญคงชนะ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปที่โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จ.ปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน และเปิดเวทีปราศรัยย่อยเพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 3 ของพรรคด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมครั้งนี้มีประชาชนมาร่วมกว่า 2,000 คน และมีอดีตข้าราชการระดับสูงในพื้นที่มาปรากฏตัวหลายราย
นายพิพัฒน์ ประกาศนโยบายหาเสียงบนเวทีเพิ่มเติมจากที่นราธิวาส เช่น รื้อ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ทั้งระบบ เพื่อความชัดเจน โดยจะตัดสิทธิ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายยากจนออก เพื่อให้งบประมาณไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนจริงๆ
- เสนอมาตรการเยียวยาภัยพิบัติ (น้ำท่วม-ไฟไหม้) ครอบครัวละ 100,000 บาท เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ชีวิต
@@ เปิดแคมเปญ “พิพัฒน์ หยัดได้” ปักธงด้ามขวาน

ก่อนหน้านั้น ช่วงสัปดาห์หลังปีใหม่ นายพิพัฒน์ ได้เปิดแคมเปญหาเสียงภาคใต้อย่างเป็นทางการ ด้วยการปล่อยวิดีโอแคมเปญ “พิพัฒน์ หยัดได้” ภายใต้แนวคิด “ขอโอกาสทวงคืน 30 ปีที่เสียไป” ประกาศบทบาทผู้นำการเลือกตั้งภาคใต้ เดินหน้าปลุกพลังพี่น้องประชาชนทั้ง 14 จังหวัด ยืนยันความพร้อมนำพาภาคใต้กลับมาเป็นหัวใจการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง
เนื้อหาแคมเปญถ่ายทอดผ่านวิดีโอชุด “พิพัฒน์ หยัดได้” และวิดีโอ EP ต่อเนื่องรวม 8 ตอน นำเสนอนโยบายภาคใต้อย่างเป็นระบบและครบวงจร ภายใต้ นโยบาย 3 เสาหลัก ครอบคลุม 7 ด้านสำคัญ ได้แก่
เสาที่ 1 วางรากฐานและสร้างการพัฒนา ครอบคลุม...
1. โครงสร้างพื้นฐานทางบก ราง อากาศ และทางทะเล ทั้งถนน รถไฟ สะพาน ระบบโลจิสติกส์ และระบบป้องกันน้ำท่วม
2. การยกระดับการท่องเที่ยว
3. พัฒนาการค้า เกษตร และประมง
4. อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพื่อสร้างงานและรายได้ในพื้นที่
เสาที่ 2 ประชาภูมิใจ ครอบคลุม...
5. การศึกษา ทักษะอาชีพ เทคโนโลยีและ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสให้เยาวชน-คนทำงาน เพื่อให้คนใต้สามารถเรียน ทำงาน และเติบโตในบ้านเกิดได้อย่างมั่นคง
เสาที่ 3 ไทยใต้มั่นคง ครอบคลุม..
6. สังคมพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมบนความหลากหลาย ด้วยความเป็นธรรมและโอกาสที่เท่าเทียม
7. สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้
@@ โพลทะลัก คนสงขลาหนุน “อภิสิทธิ์ - ปชป.”

ท่ามกลางการสร้างกระแสรณรงค์กวาด สส.ใต้ 30 ที่นั่งขึ้นไป (จากทั้งหมด 59 ที่นั่ง) ของพรรคภูมิใจไทย
ปรากฏว่า “นิด้าโพล” ได้เปิดผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” ปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ได้คะแนนถึง 40.67% และ 45.45% ตามลำดับ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยตามมาห่างๆ ในระดับ 10-11%
ช่วงหยุดยาวปีใหม่ นายอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.ของพรรค หาเสียงที่เขต 2 สงขลา ซึ่งก็คือ อ.หาดใหญ่ และได้เปิดปราศรัยอย่างดุเดือดเป็นครังแรกในพื้นที่
“ผมอดคิดไม่ได้ว่ายุบสภาทำไมในวันที่พี่น้องชาวหาดใหญ่กำลังรอการช่วยเหลือ วันที่ 11 ธ.ค. น้ำท่วมหนัก มาตรการหลายอย่างกำลังจะเดินหน้า แต่กลับถูกหยุดเพราะอ้างว่า ยุบสภาแล้วทำไม่ได้ กกต.ก็กลัวผิดกฎหมายเลือกตั้ง”
“นายกฯ บอกว่า ยุบสภาเพราะไม่อยากตายคาสภา แต่ท่านอาจแค่ตายในสภา ขณะที่คนหาดใหญ่กำลังตายทั้งเป็น”
ภายหลังมีนักข่าวสอบถามนายพิพัฒน์ เรื่องผลโพล เจ้าตัวตอบว่าไม่ติดใจและไม่ท้อใจ พร้อมทำงานต่อไป โดยเป้าหมายยังวางไว้ที่ 30 สส.ขึ้นไปเหมือนเดิม
