
21 องค์กรชายแดนใต้รวมพลังละหมาดฮายัต ยื่น 6 ข้อถึง “นายกฯอนุทิน” หวังฟื้นความเชื่อมั่นไม่ให้พังทลาย – “วันนอร์-กมลศักดิ์” เรียกร้องตำรวจตรวจหลักฐานการใช้โทรศัพท์ เอาผิดกลุ่มผู้บงการสังหาร สส.นราฯให้ได้
เหตุการณ์อุกอาจคนร้ายใช้รถ กอ.รมน.และอาวุธสงครามยิงถล่ม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ นั้น แม้ตำรวจจะจับกุมทีมปฏิบัติการได้ 5 คน และแจ้งข้อหาทหารเรือ 2 นาย เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มที่ลงมือสังหาร แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมหายแคลงใจ เพราะเชื่อว่าน่าจะมีผู้บงการที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว แต่เมื่อตำรวจทำท่าจะตัดจบคดีแค่นี้ จึงส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมหนักขึ้น
ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค.69 ที่จังหวัดยะลา มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของภาคประชาชน เมื่อสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) จับมือกับภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชนในพื้นที่รวม 21 องค์กร อาทิ ศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดยะลา เครือข่ายผู้นำอิสลามปาตานี องค์กรผู้หญิงปาตานี และมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ร่วมกันจัดกิจกรรม “ละหมาดฮายัตขอดุอา ขอให้พี่น้องภาคใต้ปลอดภัยร่วมกัน”
ประเด็นที่น่าจับตาก็คือ กิจกรรมครั้งนี้มีบุคคลสำคัญในพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมพิธีอย่างใกล้ชิด ทั้ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, นายอับดุลบาซิ เจ๊ะมะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา และ สส.พรรคประชาชาติ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศแถลงการณ์ร่วมในหัวข้อ “เสียงดุอายืนยันศักดิ์ศรีและความยุติธรรม” ซึ่งเนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า การรวมตัวกันของภาคประชาสังคมและผู้นำศาสนาในครั้งนี้ไม่ใช่เกมการเมืองเพื่อปกป้องกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการลุกขึ้นมาปกป้อง “คุณค่าของชีวิตมนุษย์” ที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก
แกนนำภาคประชาสังคมชี้ว่า ระยะหลังมานี้ความรุนแรงไม่ได้เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักข่าว นักกิจกรรม ผู้นำศาสนา หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ล้วนตกเป็นเป้าหมาย โดยเฉพาะกรณีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นที่สาธารณะของภาคประชาชนกำลังถูกบีบให้แคบลงด้วยกระสุนปืน
“ความเห็นต่างทางการเมือง ศาสนา หรืออัตลักษณ์ ไม่ควรถูกตอบโต้ด้วยความเกลียดชัง การคุกคาม หรือความรุนแรงในทุกรูปแบบ” ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเปิดโปงถึง “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ที่น่ากลัวไม่แพ้อาวุธสงคราม นั่นคือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ (IO) ในโลกออนไลน์ ที่มีการระดมสรรพกำลังมาบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างวาทกรรมแบ่งแยก และด้อยค่าผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบและขบวนการ ซึ่งกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้ความเกลียดชังในพื้นที่ขยายวงกว้าง
โอกาสนี้ กลุ่มภาคประชาสังคมชายแดนใต้ได้ยื่นหนังสือด่วนที่สุดส่งตรงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เพื่อสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่ และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำงาน โดยกางข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 ข้อ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Trust) ที่พังทลายลง
1. เร่งรัดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยประชาชนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ โรงเรียน ศาสนสถาน และตลาด
2.ส่งเสริมการสื่อสารเพื่อสันติภาพ สกัดกั้นข่าวลวงและถ้อยคำสร้างความแตกแยกอย่างจริงจัง
3.สนับสนุนสื่อมวลชนและสื่อในพื้นที่ให้สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระ รอบด้าน และสร้างสรรค์
4.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา เยาวชน สตรี และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่จัดฉากรับฟังแค่บางกลุ่ม
5.ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและการบริหารงานของรัฐ โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักสิทธิมนุษยชนสากล
6.หนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพอย่างต่อเนื่องและจริงใจ โดยต้องให้คนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่อำนาจรัฐส่วนกลาง
@@ “แวยูแฮ – วันนอร์” ประสานเสียงจี้ตำรวจเร่งสืบข้อมูลโทรศัพท์ ล่าผู้บงการยิง สส.

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ หรือ “สส.แวยูแฮ” เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า ปัจจุบันคดีคนร้ายลอบสังหารตน มีผู้ต้องหารวมแล้ว 7 คน พนักงานสอบสวนกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งสำนวนให้อัยการ และพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลในลำดับต่อไป
ในอีก 2 วันข้างหน้าจะครบ 2 เดือนเต็มหลังจากเกิดเหตุ แม้ช่วงนี้กระแสข่าวจะดูเงียบไป แต่ตนและทีมทนายความยังคงประชุมและทำงานกันอย่างหนักทุกวัน โดยมองว่าตำรวจไม่ควรหยุดการสืบสวนสอบสวนอยู่แค่ผู้ต้องหาทั้ง 7 คนนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือ “ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง”
“หากเราไม่สาวไปให้ถึงที่สุด เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้น ใครอยู่เบื้องหลัง มีวัตถุประสงค์อะไร และทำไปเพื่ออะไร สิ่งสำคัญที่สุดที่เรากำลังรอคอยและติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ‘หลักฐานการเชื่อมโยงทางโทรศัพท์’ เพราะหลักฐานทางโทรศัพท์นี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีใครบ้างที่ติดต่อบงการอยู่เบื้องหลังผู้ต้องหาทั้ง 7 คนที่ถูกจับกุมไปแล้ว” นายกมลศักดิ์ ระบุ
ด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า ขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมกันแสดงพลังละหมาดขอพรให้เกิดความปลอดภัย ตนอยากชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องของทนายความสิทธิมนุษยชนและทีมงานเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงปัญหาความไม่ยุติธรรมที่กดทับประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
“ทนายความ (หมายถึง นายกมลศักดิ์ ซึ่งเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนด้วย) ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำร้ายหรือทรยศใคร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวให้กับอธรรม และการที่ประชาชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากในวันนี้ คือข้อพิสูจน์ว่าประชาชนไม่ยอมรับความชั่วร้าย”
“ตอนนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 7 คน ทั้งคนขับรถและคนยิง แต่เรายังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะเราต้องรู้ให้ได้ว่า ‘ใครอยู่เบื้องหลัง’ ใครคือนายทุนที่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสั่งการเรื่องนี้ เราต้องไม่ยอมแพ้ต่ออิทธิพล และต้องไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเงิน” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว
@@ คุยผู้ว่านราฯ - ตำรวจ ยังต้องการหลักฐานเพิ่ม
ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เรียกร้องไปยังพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หากใครพบเห็นหรือมีข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับผู้ที่ทำร้าย สส.กมลศักดิ์ ขอให้ช่วยกันแจ้งข้อมูล อย่าไปกลัวหรือกังวล หากสามารถมาเป็นพยานอย่างเปิดเผยได้จะดีมาก แต่หากไม่อยากเปิดเผยตัว ก็สามารถเขียนเป็นจดหมายมาบอกเล่าได้ โดยทางทีมงานพร้อมจะดูแลความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่
“ผมได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าจะทำคดีอย่างเต็มที่ แต่ยังต้องการพยานหลักฐานเพิ่ม เพื่อลากตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมารับโทษให้ได้ และผมยินดีที่จะรับหนังสือร้องเรียน เพื่อนำไปเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีในลำดับต่อไป เพื่อให้คดีนี้ได้รับความเป็นธรรมและเป็นบทเรียนแก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อย่างถึงที่สุด” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวทิ้งท้าย
