
การแข่งขันฟุตบอลที่ควรจะเป็นเกมกีฬาแห่งสปิริต ระหว่าง “ปืนใหญ่พญาตานี” ปัตตานี เอฟซี ที่เปิดบ้านดวลแข้งกับ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลายเป็นหัวเชื้อดราม่า 2 ประเด็นซ้อนๆ
ทั้งวิกฤตศรัทธาต่อมาตรฐานวงการฟุตบอลไทย แม้แต่ในลีกอาชีพสูงสุด และภาพสะท้อนรอยร้าวทางการเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เชื่อมโยงทั้งพรรคประชาชาติและพรรคภูมิใจไทย แชมป์และรองแชมป์จำนวน สส.ปลายด้ามขวานจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด
ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงที่สุดคือ “มาตรฐานการตัดสินของกรรมการในสนาม” ไม่ใช่แค่เสียงโวยจากกองเชียร์ แต่ มาร์ลอน ดา ซิลวา กัปตันทีมชาวบราซิลของปัตตานี เอฟซี ซึ่งค้าแข้งในไทยมานานกว่า 8 ปี และปกติจะสงวนท่าทีต่อการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินมาโดยตลอด แต่คราวนี้ยังทนไม่ไหว

มาร์ลอน ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติหลายจังหวะที่ค้านสายตาแฟนบอลทั้งสนาม ตั้งแต่การถูกทำฟาวล์รุนแรงบริเวณใบหน้า ซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมรุนแรงและควรเป็นใบแดง 100% เพราะเป็นมาตรฐานการตัดสินทั่วโลก แต่ผู้ตัดสินกลับควักเพียงใบเหลือง
การเพิกเฉยต่อกฎพื้นฐานอย่างการนับเวลาครอบครองบอลของผู้รักษาประตู ไปจนถึงการละเว้นใบเหลืองที่สองในจังหวะตัดเกมสำคัญ
“ผมอยู่ประเทศไทยมา 8 ปี ไม่เคยพูดถึงกรรมการ แต่วันนี้ต้องพูด หากประเทศไทยไม่แก้เรื่องกรรมการ ฟุตบอลไทยก็จะไม่พัฒนา”
นี่คือประโยคสะท้อนความอัดอั้นของกัปตันทีมปัตตานี เอฟซี ซึ่งแม้จะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมบุรีรัมย์มีคุณภาพและสมควรเป็นผู้ชนะ แต่ในฐานะผู้นำทีม เขาไม่อาจปล่อยผ่านความอยุติธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมทีมได้

เท่านั้นยังไม่พอ วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอดีตสมาชิกคณะกรรมการบริหารสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟ่า รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ และผู้สนับสนุนหลักของทีมปัตตานี เอฟซี ยังออกมาวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน
“กรรมการต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพราะกรรมการทำให้เกมขุ่นเคืองใจคนดู การตัดสินอย่างเช่นการไปดูหน้าจอ VAR ในจังหวะที่ควรจะเป็นใบแดง แต่สุดท้ายกลับเดินมาให้แค่ใบเหลือง ซึ่งตามหลักการแล้ว การตีเส้นหรือพิจารณา VAR ในลักษณะนั้นมันคือการพิจารณาใบแดง ไม่ใช่การดูเพื่อมาให้ใบเหลือง” วรวีร์ หรือ “บังยี” ระบุ
จากความคลุมเครือในสนาม ลุกลามสู่สมรภูมิโซเชียลมีเดีย แฟนบอลและชาวเน็ตต่างพากันตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำประชดประชันพุ่งเป้าไปที่ “บารมีนอกสนาม” ของทีมเยือน
ข้อความที่ถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง เช่น “ยินดีกับชัยชนะวันนี้ด้วยค่ะ... ไม่รู้ว่าชนะเพราะฝีเท้า หรือเพราะกรรมการเกรงใจลุงกันแน่”, “เก่งอันนี้ยอมรับ แต่โกงเก่งเกินไปอันนี้ยอมเลย”

“ลุง” ที่ถูกพูดถึง คือ “ลุงเนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งสถานะของลุงคนนี้ ไม่ใช่แค่ผู้นำสโมสรฟุตบอล แต่เป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง “พรรคภูมิใจไทย” โดยปวารณาตัวว่าเป็น “ครูใหญ่” ส่งศิษย์เอกอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 สมัยต่อเนื่องกัน แถมพรรคภูมิใจไทยก็ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จึงได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้มีบารมีสูงสุดในแวดวงการเมืองไทยปัจจุบัน
แฟนบอลเชื่อว่า ท่าทีเอนเอียงของกรรมการ มาจากโมเมนตัมข้างสนามเพราะ “ลุงเนวิน”
คลื่นอารมณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความพ่ายแพ้ของทีมรัก แต่เป็นปฏิกิริยาต่อภาพจำซ้ำซากของวงการฟุตบอลไทย เพราะปัญหาลักษณะนี้เกิดมาแล้วหลายครั้ง เมื่อทีมใหญ่มักถูกตั้งข้อสังเกตว่าได้รับความ “เกรงใจ” จากผู้ตัดสิน นำมาซึ่งความได้เปรียบในสนามและผลคะแนนอยู่บ่อยๆ
ขณะเดียวกัน โซเชียลยังได้เทเสียงชื่นชมนักเตะปัตตานี เอฟซี ที่สู้ด้วยสปิริตแบบเกินร้อย แม้ต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่เสียเปรียบก็ตาม

ประเด็นที่แหลมคมและบานปลายออกไปจากเกมฟุตบอล ก็คือ กระแสลบทางการเมือง โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏบนอัฒจันทร์ ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจให้กับแฟนบอลและกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ตามไปเชียร์ทีมของพวกเขาถึง 21,898 คน ทั้งๆ ที่ต้องเดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตรจากปัตตานี หรือจังหวัดอื่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากสนามเรนโบว์สเตเดียม สนามเหย้าของปัตตานี ต้องปิดปรับปรุงตามเงื่อนไขการขึ้นสู่ T1 ครั้งประวัติศาสตร์ของทีม
แต่แฟนบอลกลับต้องเห็นภาพกลุ่มนักการเมืองระดับชาติและข้าราชการระดับสูงจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ห้อมล้อมแกนนำพรรคภูมิใจไทยในห้องวีไอพีชั้น 2 ของสนาม และเชียร์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างออกนอกหน้า โดยแทบไม่สนใจทีมบ้านเกิดอย่าง ปัตตานี เอฟซี จนเยาวชนจากปลายด้ามขวานพูดเป็นเสียงเดียวกัน ตั้งแต่บนอัฒจันทร์ ในร้านข้าว ร้านชา ระหว่างทางสงขลา-ปัตตานี
“นักการเมืองปัตตานี ยะลา แต่เชียร์บุรีรัมย์”

เมื่อกระแสอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็ยิ่งมีคนพยายามปลุกปั่นขยายผล มีการแชร์ภาพทั้งนักการเมือง และข้าราชการในพื้นที่ แห่ไปรับ “ลุงเนวิน” ถึงท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. โดยเจ้าตัวมาถึงล่วงหน้า 1 วัน
จากนั้นวันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. ก็เดินสายพบปะผู้คน และพูดคุยกับ สส.ภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ก่อนจะคุมทีมลงสนามดวลแข้งกับปัตตานี โดยมีการเปิดห้องวีไอพี ชั้น 2 เอาไว้รองรับผู้ใหญ่ของพรรค นำโดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่วนคนอื่นๆ ที่ไปปรากฏตัวก็เช่น สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, “ดร.เจ๋ง” ชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต.

โดยชั้น 3 ของอัฒจันทร์เป็นจุดปักหลักของแกนนำพรรคประชาชาติ นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค
ส่วน สส.ที่ไปร่วมชมฟุตบอล ก็มี สุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา ซึ่งมีภาพไปทักทาย “ครูใหญ่เนวิน” ให้แฟนบอลจากชายแดนใต้ได้มองเห็นกันด้วย

ในทางการเมือง ปัตตานีและพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือฐานที่มั่นสำคัญของ “พรรคประชาชาติ” ขณะที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือสัญลักษณ์และฐานกำลังหลักที่แยกไม่ออกจากการเมืองของ “พรรคภูมิใจไทย” การที่นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในพื้นที่ ซึ่งประชาชนในท้องถิ่นเลือกเข้ามาเป็นผู้แทน กลับเลือกแสดงจุดยืนสนับสนุนทีมเยือนที่มีกลิ่นอายของพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างชัดเจน จึงถูกตีความหมายไปไกลกว่าเรื่องของการเชียร์กีฬา
ภาพการ “เลือกข้าง” บริเวณขอบสนามครั้งนี้ ถูกนักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นมองว่า เป็นการตอกย้ำกระแสข่าวลือเรื่อง “รอยร้าวภายในพรรคประชาชาติ” และการเช็คชื่อแสดงความจงรักภักดีต่อเครือข่ายอำนาจใหม่ที่อาจมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า
