
ในขณะที่สายตาคนทั้งโลกกำลังจับจ้องไปที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการยกระดับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนสงครามระดับภูมิภาค
แต่ในอีกฟากหนึ่งของทวีปเอเชียที่มองข้ามไม่ได้ คือ “ระเบิดเวลา” อีกลูกหนึ่งได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงแล้ว นั่นคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน
สถานการณ์นี้มองข้ามไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนแบบเดิมๆ แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านสู่สถานะ “สงครามเปิด” หรือ Open War อย่างเต็มรูปแบบ
ความซับซ้อนและยอกย้อนของสงครามในครั้งนี้คือ ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปากีสถานเคยถูกมองว่าเป็น “ผู้สนับสนุนหลัก” ที่ทำให้กลุ่มตอลิบานกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถานได้ในปี 2021
แต่ความสัมพันธ์นี้กลายเป็น “รักร้าว” ที่พังทลายลงเพราะผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว
@@ เปิดไทม์ไลน์ความขัดแย้งสู่สงคราม

กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระจากสหรัฐอเมริกา เล่าไทม์ไลน์ของปัญหา ก่อนบานปลายจาก “มิตรเก่า” กลายเป็น “ศัตรูใหม่”
- กลุ่ม TTP หรือ “ตอลิบานปากีสถาน” ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นฐานที่มั่น แล้วเปิดฉากโจมตีปากีสถานหลายครั้ง โดยที่รัฐบาลตอลิบานในกรุงคาบูลเพิกเฉย จนถูกรัฐบาลปากีสถานมองว่าอาจสนับสนุนทางอ้อมต่อการโจมตีปากีสถานหรือไม่

- เส้นดูรันด์ หรือ Durand Line เป็นเส้นพรมแดนเจ้าปัญหาที่ลากโดยอังกฤษตั้งแต่ยุคอาณานิคม กลายเป็นสมรภูมิเลือด เมื่อปากีสถานพยายามล้อมรั้วเพื่อความมั่นคง แต่อัฟกานิสถานถือว่านั่นคือการแบ่งแยกพี่น้องชาวปาทานออกจากกัน การปะทะกันที่ด่านทอร์คัมและจามันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดุเดือดรุนแรง เพราะเป็นการใช้อาวุธหนักเข้าถล่มกัน
- วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปากีสถานตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่โจมตีเป้าหมายในกรุงคาบูล และเมืองกันดะฮาร์ เป็นการส่งสัญญาณว่าปากีสถานจะไม่ยอมรบแค่ตามแนวชายแดนอีกต่อไป แต่พร้อมจะรุกรานลึกเข้าไปในใจกลางอำนาจของตอลิบาน
- การตอบโต้ของตอลิบานด้วยการบุกยึดด่านชายแดน 19 แห่งของปากีสถาน ยิ่งทำให้สถานการณ์ถลำลึกจนยากจะหาทางลงด้วยการทูตแบบปกติ
@@ จีนอยู่เฉยไม่ได้ - ระวังก่อการร้ายเฟื่องฟู
นักวิชาการอิสระ ให้ข้อมูลว่า ปากีสถานเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เพียงประเทศเดียวในโลกมุสลิม การถูกบีบให้ทำสงครามในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังล่มสลาย สร้างความกังวลให้แก่ประชาคมโลกว่าอาจมีการตัดสินใจใช้นิวเคลียร์
ขณะเดียวกัน การขับไล่ชาวอัฟกันราว 2.8 ล้านคนออกจากปากีสถาน ท่ามกลางภาวะสงคราม จะสร้างวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดอีกพื้นที่หนึ่งในศตวรรษที่ 21 และเป็นโอกาสทองให้กลุ่ม ISIS-K (ไอซิส-เค) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายระดับภูมิภาคที่เคลื่อนไหวทั้งในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และเอเชียกลาง ขยายอิทธิพลแทรกซึมไปทั่วภูมิภาค รวมถึงอาเซียนและไทยที่อาจต้องเผชิญกับผลกระทบด้านความมั่นคงทางอ้อม
สงครามระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน กดดันท่าทีของจีน เพราะลงทุนในปากีสถานผ่านโครงการ CPEC (ซีเปค) หรือระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน อย่างมหาศาล ความวุ่นวายนี้กำลังขัดขวางเส้นทางยุทธศาสตร์ของจีน หากปากีสถานเพลี่ยงพล้ำ จีนอาจต้องเข้ามามีบทบาทในลักษณะ “ตำรวจโลก” ในเอเชียใต้ ซึ่งจะสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งอินเดียและสหรัฐฯ
@@ จับตาสุญญากาศอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อาจารย์กฤษฎา ประเมินว่า ความน่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ จังหวะเวลา หรือ “ไทม์มิ่ง” ที่เกิดสงคราม เป็นช่วงเดียวกับสหรัฐฯโจมตีอิหร่าน
ขณะที่อิหร่านเองก็มีพรมแดนติดกับทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถาน เมื่ออิหร่านถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ภูมิภาคนี้จึงมีแนวโน้มกลายเป็น “สุญญากาศแห่งอำนาจ” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลุ่มติดอาวุธต่างๆ จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ การประสานงานระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายจะเป็นศูนย์ทันที
เสถียรภาพในเอเชียใต้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เส้นทางการค้า และความมั่นคงปลอดภัยจากการก่อการร้ายสากล
@@ ปฏิบัติการพิโรธขั้นสุด! สหรัฐฯ-ยิวเปิดฉากถล่มอิหร่าน
สถานการณ์ในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบ เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และกองกำลังอิสราเอล ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ทั่วประเทศอิหร่าน ในช่วงเช้ามืดของ วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์
การโจมตีระลอกแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงเตหะราน หรือประมาณ 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยมีการใช้ฝูงบินรบสมรรถนะสูงและขีปนาวุธนำวิถีจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford พุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศและคลังแสงขีปนาวุธในเมืองสำคัญทันที
@@ โอเปอเรชั่นร่วม “Shield of Judah” - “Epic Fury”

สหรัฐฯ ใช้ชื่อรหัสปฏิบัติการว่า “Operation Epic Fury” ขณะที่อิสราเอลขนานนามว่า “Shield of Judah” โดยมุ่งเน้นการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมขีปนาวุธ ถือเป็นปฏิบัติการแบบไร้รอยต่อ

เป้าหมายการโจมตีอยู่ที่เมืองใหญ่หลายเมือง ทั้่งเตหะราน, กุม, อิสฟาฮาน, คาราจ และเคอร์มานชาฮ์ โดยมีรายงานว่าฐานที่มั่นของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ฐานทัพทางทหาร โรงงานผลิตขีปนาวุธ โครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ และพื้นที่ใกล้เคียงสำนักงานผู้นำสูงสุด “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
การโจมตีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการเจรจารอบสุดท้ายที่กรุงเจนีวา สิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง เนื่องจากอิหร่านปฏิเสธที่จะรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ
@@ ส่งสัญญาณล้มระบอบอิหร่าน - เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แถลงผ่านแพลตฟอร์มส่วนตัว ส่งข้อความโดยตรงถึงประชาชนอิหร่านว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเป้าหมายครั้งนี้อาจไปไกลกว่าการทำลายอาวุธ แต่คือการ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง”
นานาชาติต่างจับตาดูปฏิกิริยาจากมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีความผันผวนอย่างรุนแรงจากการปิดน่านฟ้าและช่องแคบที่สำคัญในภูมิภาค คือ ช่องแคบฮอร์มุซ
@@ เปิดปฏิบัติการทางทหาร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบหลัก” ในอิหร่านร่วมกับกองกำลังอิสราเอล โดยมีการใช้กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี รวมถึงเรือ USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford พร้อมด้วยฝูงบินรบจากฐานทัพทั่วตะวันออกกลาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “กวาดล้าง” อุตสาหกรรมขีปนาวุธและขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน
แต่การโจมตีก็มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วย นั่นก็คือ การเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือ Regime Change (รีจิม เชนจ์) โดยมีในการแถลงผ่านวิดีโอบน Truth Social ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบการปกครอง โดยกล่าวกับพลเมืองอิหร่านว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพของพวกคุณมาถึงแล้ว” และเรียกร้องให้ประชาชน “เข้ายึดรัฐบาลของพวกคุณคืนมา”
ปฏิบัติการทางทหารนี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ทั่วประเทศอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจล่มสลายและการกดขี่ทางการเมือง
@@ อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้า - ตอบโต้ทันควัน
อิหร่านได้สั่งปิดน่านฟ้าและประกาศเตือนว่าจะมีการตอบโต้ “อย่างรุนแรง” ต่ออิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค มีรายงานว่าผู้นำสูงสุดคาเมเนอีถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง อิหร่านก็ได้โจมตีฐานทัพหลักๆ ของสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง
ด้านอิสราเอลประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงอิรักได้ประกาศปิดน่านฟ้าเช่นกัน
ประเทศมหาอำนาจ รวมถึงจีน ได้ออกประกาศด่วนให้พลเมืองของตนอพยพออกจากอิหร่านโดยทันที
@@ สำรวจปฏิกิริยา “ผู้นำโลก”
โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการดำเนินการ “ชิงลงมือก่อน” เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และเพื่อปกป้องความมั่นคงของสหรัฐฯ
รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ยืนยันการเข้าร่วมของกองทัพอิสราเอล หรือ IDF โดยระบุว่าเป็นก้าวสำคัญเพื่อ “กำจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล”
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำว่าการที่อิหร่านปฏิเสธที่จะหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธทำให้การใช้กำลังทางทหารกลายเป็น “ปัญหาใหญ่” ที่รัฐบาลอิหร่านต้องเผชิญ
@@ เร่งประสานคนไทยครึ่งแสนในอิสราเอลเตรียมรับสงคราม
ท่ามกลางปฏิบัติการของ “มหาอำนาจโลกต่างค่าย” สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเร่งช่วยเหลือดูแล ก็คือ พี่น้องชาวไทยที่ตกอยู่ในเป้าหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ในอิสราเอล ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ 28,000 ถึง 40,000 คน และอาจสูงถึง 50,000 คนหากรวมกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียน
คนไทยกระจายตัวอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งมักขาดแคลนห้องหลบภัยที่มั่นคง
ข้อมูลจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ระบุว่า อิสราเอลคือเป้าหมายหลักที่อิหร่านประกาศจะโจมตีหากเกิดสงคราม
อาจารย์กฤษฎา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยต้องเร่งประสานหน่วยงาน PIBA ของอิสราเอล เพื่อยืนยันว่าแรงงานไทยทุกคนต้องเข้าถึง “Safe Zone” และมีแผนอพยพทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ชัดเจน
@@ อิหร่านมีคนไทยหลักร้อย หวั่นพื้นที่หลบภัยกลางดงขีปนาวุธ
ส่วนในอิหร่าน อาจารย์กฤษฎา ให้ข้อมูลเช่นกันว่า เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงคราม แม้จะมีคนไทยเพียงประมาณ 300-350 คน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเตหะรานซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางอากาศ
ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ เมืองอาโมล (Amol) ซึ่งห่างออกไป 200 กิโลเมตร เพื่อรองรับการอพยพจากเขตเมืองหลวง แต่คำถามคือหากเกิดการโจมตีพร้อมกันหลายจุด พื้นที่หลบภัยเหล่านี้จะเพียงพอและเข้าถึงได้ทันเวลาหรือไม่?
@@ เปิดตัวเลข นศ.ไทยในอิหร่าน - เตหะราน สถานทูตเร่งช่วย
สอดคล้องกับรายงานของหน่วยงานความมั่นคงไทย ที่ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายอย่างน้อยประมาณ 30 แห่งในอิหร่าน โดยมีการระบุพื้นที่สำคัญในกรุงเตหะราน ได้แก่ บริเวณถนน Pasteur ซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยงานระดับสูงของรัฐ พื้นที่ใกล้เคียงที่พำนักของผู้นำสูงสุดและประธานาธิบดี รวมถึงกองบัญชาการกองทัพ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นทางการ
สถานการณ์มีความตึงเครียดสูง ในระหว่างที่ยังไม่ปิดระบบสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต แต่ปิดระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือในบางพื้นที่แล้ว ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน อยู่ระหว่างติดตามประเมินผลกระทบต่อพื้นที่และความปลอดภัยของคนไทยอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในอิหร่านเฉพาะนักศึกษาไทยที่เมืองกุม (Qom ประมาณ 100 คน และในเตหะรานเป็นนักศึกษาไทยราว 10 คน
@@ ข้อมูลติดต่อฉุกเฉินสำหรับคนไทยในพื้นที่
1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ (อิสราเอล)
• ฝ่ายกงสุล ( Hotline ฉุกเฉิน 24 ชม.): +972 54 636 8150 หรือ +972 50 367 3195
• ฝ่ายแรงงาน: +972 54 469 3476
• Facebook: Royal Thai Embassy, Tel Aviv
2. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน (อิหร่าน)
• เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน: +98 912 159 8699 หรือ +98 912 500 7933
• โทรศัพท์สำนักงาน: +98 21 7764 3295
• Facebook: Thailand in Iran
3. กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (ประเทศไทย)
• Call Center: 02 572 8442 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
-------------------------------
ขอบคุณ : กราฟฟิกบางส่วนจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
